เสียงหัวเราะเยาะเย้ยในหอประชุมใหญ่ดังก้องกังวาน ราวกับฝูงกาเหว่าที่กำลังรุมทึ้งซากสัตว์ ไร้ซึ่งความยำเกรง ไร้ซึ่งเกียรติภูมิแห่งผู้บำเพ็ญเพียร
บนลานประลองหยกขาว ร่างของผู้อาวุโสเก้อเฟิงยืนตระหง่าน ใบหน้าอิ่มเอิบไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะจอมปลอม ดวงตากวาดมองไปยังมวลหมู่ศิษย์และผู้อาวุโสสายต่างๆ ที่ต่างพากันพยักหน้ารับด้วยความเห็นชอบ ตระกูลเก้อในยามนี้แผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วทั้งสำนัก ราวกับเงาทมิฬที่แผ่สุมทับยอดเขาหลัก
"หลี่มู่เหยียน... เจ้ายังมีสิ่งใดจะกล่าวแก้ตัวอีกหรือไม่?" เสียงทุ้มต่ำแต่เปี่ยมด้วยแรงกดดันจากพลังปราณขั้นหลอมรวมวิญญาณดังขึ้นจากประธานในพิธี ผู้อาวุโสเก้อเฟิงจงใจปล่อยจิตสังหารออกมาเป็นระลอก เพื่อกดดันให้เด็กหนุ่มเบื้องล่างคุกเข่าลงยอมจำนน
ทว่า... หลี่มู่เหยียนกลับไม่แม้แต่จะชายตากลบเกลื่อนความรังเกียจ เขายืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักหินผาพันปี เสื้อคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าสะบัดไหวตามสายลมปราณที่ปั่นป่วนรอบกาย ดูกระด้างและโดดเดี่ยว ทว่าแผ่นหลังนั้นกลับเหยียดตรงราวกับกระบี่วิเศษที่ซ่อนคมไว้ในฝัก ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดินหรือผู้ใด
"กล่าวแก้ตัว?" หลี่มู่เหยียนทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่ากลับสร้างความหนาวเยือกให้แล่นพล่านไปตามสันหลังของทุกคนที่ได้ยิน "หูขวาของข้าไม่ได้หนวก และสมองของข้ายังจดจำสัจธรรมแห่งวิถีเซียนได้แม่นยำ เหตุใดข้าต้อง 'แก้ตัว' ต่อหน้าฝูงสุนัขรับใช้ที่ผันตัวมาเป็นผู้พิพากษาด้วยเล่า?"
*เปรี้ยง!*
คลื่นเสียงราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ คำพูดที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตระกูลเก้ออย่างไร้เยื่อใย ทำให้ทั่วทั้งหอประชุมตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเสียงฮือฮาด้วยความโกรธเกรี้ยว
"สามหาว! เจ้าเด็กขยะหลี่มู่เหยียน เจ้ากล้าดียังไงถึงปากกล้าต่อหน้าผู้อาวุโส!" ศิษย์สายตรงตระกูลเก้อผู้หนึ่งกระโดดขึ้นลานประลอง ชี้หน้าด่าทอด้วยความเดือดดาล เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
หลี่มู่เหยียนปรายตามองมันเพียงนิดเดียว ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่งที่บังอาจขวางทางเดินของพญาอินทรี
"สุนัขตระกูลเก้อนี่ช่างอบรมสั่งสอนกันมาได้ดีเสียจริง เห่าหอนเสียงดังยิ่งกว่าตัวเจ้าของเสียอีก" หลี่มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคำกลับบาดลึกดราวกับคมมีดกรีดเนื้อ
"เจ้าอยากตายนักใช่ไหม!"
ศิษย์ผู้นั้นทนความอับอายไม่ไหว ชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสีฟ้าเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วหอประชุม พลังปราณขั้นก่อเกิดลมปราณระดับเก้าทะยานขึ้นถึงขีดสุด มันฟันกระบี่ลงมาหมายผ่าร่างของหลี่มู่เหยียนเป็นสองซีกในกระบวนท่าเดียว ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของเหล่าผู้อาวุโสบางท่านที่คิดจะห้ามปรามแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
ทว่า... หลี่มู่เหยียนไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว
เขายกมือขึ้นช้าๆ นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเข้าหากันเป็นดัชนี ประกายแสงสีทองจางๆ ไหลเวียนอยู่ที่ปลายนิ้วราวกับมังกรน้อยตื่นจากจำศีล ในวินาทีที่คมกระบี่พุ่งเข้ามาประชิดหน้าผาก ห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หลี่มู่เหยียนก็ดีดนิ้วออกไปเบาๆ
*ตึง!*
เสียงดัชนีปะทะคมกระบี่ดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนกลับมหาศาลพัดเอาฝุ่นผงบนลานหินกระจายตลบอบอวล ศิษย์ตระกูลเก้อผู้ลงมือเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อพบว่ากระบี่คู่ใจของตนบิดงอผิดรูป และแรงกระแทกนั้นไหลย้อนเข้าสู่แขนจนกระดูกแตกละเอียดเป็นผุยผง!
"อ๊ากกก!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่น ร่างของศิษย์ตระกูลเก้อปลิวลิ่วราวกับว่าวขาดสายป่าน กระแทกเข้ากับเสาหินศิลาอัคนีด้านข้างจนกระอักเลือดออกมาคำโต สลบเหมือดไปในทันที
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหอประชุมใหญ่อีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากจะเชื่อสายตา
"กระบวนท่าเดียว... สะท้อนศิษย์สายตรงตระกูลเก้อจนพ่ายแพ้ในพริบตา?" ผู้อาวุโสหลายท่านลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเด็กหนุ่มบนลานประลองราวกับเห็นสัตว์ประหลาด พวกเขาจำได้แม่นยำว่าหลี่มู่เหยียนเพิ่งจะถูกตรวจสอบว่าเส้นลมปราณพิการและตกต่ำถึงขีดสุดเมื่อไม่กี่เดือนก่อนไม่ใช่หรือ? เหตุใดพลังปราณของมันจึงฟื้นฟู แถมยังดูน่ากลัวล้ำลึกยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!
บนระเบียงชั้นบนสุดของหอประชุม เซียนจินหลิง ธิดาแห่งสำนักเซียนอันดับหนึ่ง ผู้ซึ่งนั่งเงียบเชียบและเย็นชามาโดยตลอด ดวงตาคู่สวยที่เคยนิ่งสงบดุจผิวน้ำแข็งในฤดูหนาว บัดนี้กลับไหววับเป็นประกาย ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างไร้รอยแผล รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนทำให้เหล่าบุรุษรอบข้างแทบหยุดหายใจ นางจ้องมองแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั้นด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น—*เขากลับมาแล้วจริงๆ... เจ้าชายแห่งวิถีกระบี่ผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด*
"บังอาจนัก!"
ผู้อาวุโสเก้อเฟิงตบโต๊ะข้างกายจนแตกละเอียดเป็นจุล ใบหน้าชราภาพบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวง เขาไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่เขาบีบคั้นมาตลอดจะกลายเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวถึงเพียงนี้
"หลี่มู่เหยียน! เจ้ากล้าทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักในงานชุมนุมใหญ่ ผิดกฎระเบียบอย่างร้ายแรง วันนี้ต่อให้เจ้ามีเก้าชีวิต ก็อย่าหวังว่าจะเดินออกไปจากหอประชุมนี้ได้!" เก้อเฟิงสะบัดแขนเสื้อ พลังปราณขั้นหลอมรวมวิญญาณระเบิดออกมาอย่างเต็มกำลัง กดดันให้ศิษย์รอบข้างต้องถอยร่นด้วยความหวาดกลัว แรงกดดันระดับนี้เพียงพอที่จะบดขยี้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปให้แหลกสลายได้ในพริบตา
หลี่มู่เหยียนปัดฝุ่นที่หัวไหล่เบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ เขาสบตาผู้อาวุโสเก้อเฟิงตรงๆ แววตาคมกริบดุจใบกระบี่ที่เพิ่งลับคม เปล่งประกายความเย้ยหยันออกมาอย่างไร้ความเกรงกลัว
"กฎระเบียบ? เจ้าเอาอะไรมาพูดถึงกฎระเบียบ, เก้อเฟิง?" หลี่มู่เหยียนก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังก้องกังวาน ราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจิตใจของผู้คน "เมื่อครู่ที่หลานชายสุนัขของเจ้าใช้วิชาต้องห้ามลอบสังหารข้า พวกเจ้าทำเป็นตาบอดสนิท บัดนี้พอข้าป้องกันตัวและสั่งสอนมัน กลับอ้างความยุติธรรมขึ้นมางั้นหรือ?"
"ปากดีนัก! ให้ข้าสั่งสอนแทนสำนักเถอะ!"
เก้อเฟิงทนฟังต่อไปไม่ไหว ร่างชราพุ่งทะยานเข้าหาหลี่มู่เหยียนด้วยความเร็วปานสายฟ้า ฝ่ามือหุ้มด้วยปราณสีดำสนิทแผ่กลิ่นอายแห่งความตาย พุ่งตรงไปยังกลางหน้าอกของเด็กหนุ่มหมายปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว
ทุกคนในหอประชุมต่างกลั้นหายใจ บางคนถึงกับหลับตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพความตายอันน่าสยดสยอง
ทว่า... ในวินาทีที่ฝ่ามือมรณะกำลังจะถึงตัว หลี่มู่เหยียนกลับหลับตาลงชั่วพริบตา มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างเยือกเย็น
*ฉับพลัน!*
กระบี่โบราณที่สะพายอยู่ด้านหลังของหลี่มู่เหยียนก็สั่นสะท้อนขึ้นมาเองโดยไม่มีผู้จับ เสียงร้องของกระบี่ดังหวีดหวิวเสียดแก้วหู พลังปราณอันไร้ขอบเขตและกดดันยิ่งกว่าพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุหลังคาหอประชุมจนพังทลายลงมาเป็นเศษอิฐเศษปูน!
ร่างของบุคคลลึกลับผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นขวางกั้นระหว่างเก้อเฟิงและหลี่มู่เหยียนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับกระบี่ในมือที่ตวัดออกเพียงเบาๆ ปราณกระบี่สายหนึ่งก็ซัดร่างของผู้อาวุโสเก้อเฟิงจนกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว กระอักเลือดออกมาคำโต สีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
"ใคร..." เก้อเฟิงกัดฟันกรอด ฝืนประคองร่างมองไปยังผู้มาใหม่ด้วยความตื่นตระหนก
เมื่อฝุ่นควันจางลง ทุกคนต่างต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อพบว่าผู้ที่ยืนขวางอยู่หาใช่ใครอื่นไม่ หากแต่เป็น... *ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอคัมภีร์สวรรค์ ผู้ซึ่งเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมานานร่วมร้อยปีและไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกเลยแม้แต่น้อย!*
ผู้อาวุโสสูงสุดปรายตามองเก้อเฟิงด้วยแววตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง ก่อนจะหันมาประสานมือคำนับให้แก่หลี่มู่เหยียนเบื้องหน้า ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งสำนัก และเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานที่สั่นเครือเล็กน้อย
"คารวะ... นายท่านหลี่"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 14
ตบหน้ากลางหอประชุม
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!