"สาม... สอง... หนึ่ง..."
เสียงนับถอยหลังผ่านเครื่องส่งสัญญาณวิทยุไร้สายดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของโถงทางเดินชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารพาณิชย์ชื่อดัง รินรดายืนตัวสั่นเทา เม้มริมฝีปากแน่นจนแทบไร้สีเลือด มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อเชิ้ตของอาคินไว้แน่นราวกับมันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวในโลกที่กำลังจะพังทลายลงตรงหน้า
คริสยกยิ้มมุมปากอย่างผู้กำชัยชนะ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นกวาดมองร่างของทั้งคู่ด้วยความสมเพชเวทนา ราวกับกำลังมองมดปลวกที่เตรียมถูกเหยียบย่ำให้จมดิน
"น่าเสียดายนะคะ..." คริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ลากเสียงยาวอย่างจงใจ "อุตส่าห์วิ่งเต้นหาหลักฐาน อุตส่าห์ดิ้นรนแทบตาย... แต่สุดท้ายแล้ว โลกใบนี้มันก็ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและเม็ดเงินมหาศาลที่พวกเธอไม่มีวันเอื้อมถึงอยู่ดี"
ประตูลิฟต์แก้วส่วนตัวที่เชื่อมตรงมาจากลานจอดรถเฮลิคอปเตอร์ชั้นดาดฟ้าส่งเสียง 'ติ๊ง' ใสสะอาดก้องกังวาน
สัญญาณเตือนนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ตอกลงบนหัวใจของรินรดารัวๆ หญิงสาวหลับตาลงแน่น ซุกใบหน้าเข้ากับแผงอกอุ่นของอาคินที่ยืนบังลมพายุอยู่เบื้องหน้า เธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการว่าเบื้องหลังประตูบานนั้นคือปีศาจตนไหนที่จะมาบดขยี้ความพยายามทั้งหมดของพวกเขาให้ป่นปี้
ทว่า... อาคินกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มในชุดสูทเนื้อผ้าเรียบง่าย—ที่ถูกคริสและลิ่วล้อหัวandเยาะเย้ยมาตลอดหลายเดือนว่าเป็นแค่พนักงานเงินเดือนกระจอก—กลับยืนหลังตรงอย่างสง่างาม มือหนายกขึ้นโอบกอดร่างบางของรินรดากระชับแน่น ไออุ่นจากอ้อมกอดนั้นส่งผ่านความมั่น
อาคินก้มลงกระซิบเบาๆ ข้างใบหูของภรรยา เสียงทุ้มนุ่มลึกนั้นเจือความอ่อนโยนจนน่าประหลาดใจท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด
"รินรดาคะ... เงยหน้าขึ้นมองสามีของเธอให้เต็มตาเถอะนะ"
รินรดาลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยความงุนงง เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสามีที่แต่งงานร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ตั้งแต่วันที่กระเป๋าเงินแฟบจนเหลือเศษเหรียญบาทใบสุดท้าย จนกระทั่งวันที่เธอเกือบจะยอมหย่าเพื่อให้อาคินหลุดพ้นจากปัญหา แต่เขากลับเลือกที่จะจับมือเธอไว้แน่นกว่าเดิม
ในวินาทีนั้นเอง ประตูลิฟต์แก้วก็เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ
แสงไฟสีขาวนวลจากภายในห้องโถงกระทบเข้ากับร่างของบุคคลที่ก้าวออกมา แต่ไม่ใช่กลุ่มบอดี้การ์ดหรือผู้บริหารระดับสูงอย่างที่คริสคาดคิด
ร่างนั้นคือชายสูงอายุในชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลี ทว่าใบหน้าและแววตากลับฉายแววเคารพยำเกรงอย่างสุดซึ้ง สองมือถือแฟ้มเอกสารสีดำสนิทที่ประทับตราโลโก้ทองคำแท้ของเครือธนาคารระดับโลก
คริสที่กำลังจะอ้าปากหัวเราะเยาะ กลับต้องกลืนเสียงหัวเราะลงคอทันing เมื่อชายสูงอายุคนนั้นเดินตรงผ่านหน้าเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ แล้วไปหยุดยืนโค้งคำนับให้อาคินในมุมองศาที่สมบูรณ์แบบที่สุด
"ทุกอย่างพร้อมแล้วครับท่านประธาน... หุ้นทั้งหมดเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของท่านเรียบร้อยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังของท่านประธานกรรมการบริหารเครือธนาคารดังขึ้นชัดเจนทุกถ้อยคำ ท่ามกลางความเงียบกริบที่แผ่ขยายไปทั่วบริเวณ
คริสเบิกตากว้างจนแทบถלน ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เขาส่ายหัวรัวๆ อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง "เป็นไปไม่ได้! แก... แกเป็นใครกันแน่ไอ้อาคิน! แกมันก็แค่พนักงานกระจอกๆ ที่ฉันเคยเขี่ยทิ้งไม่ใช่เหรอวะ!"
อาคินค่อยๆ คลายอ้อมกอดที่โอบรินรดาออกเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงกุมมือเรียวบางนั้นไว้มั่น ชายหนุ่มหันกลับมามองคริสด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก คู่นัยน์ตาคมกริบนั้นทรงพลังจนคริสต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"พนักงานกระจอกๆ อย่างนั้นเหรอคะ... คริส" อาคินเอ่ยทวนคำ เสียงเรียบเรื่อยแต่น่าเกรงขามจนน่าขนลุก "น่าเสียดายนะคะที่คนที่คุณดูถูกเหยียดหยามมาตลอดหลายปี คือผู้ถือหุ้นใหญ่ตัวจริงที่สามารถเซ็นอนุมัติไล่คุณออกจากตึกนี้ได้ด้วยลายเซ็นเดียว"
รินรดายืนอ้าปากค้าง สมองของเธอขาวโพลนไปหมด เธอมองสามีที่นอนกอดก่ายเคียงข้างกันมาบนเตียงนอนเก่าๆ ในห้องเช่าคับแคบ ผู้ชายที่คอยซักผ้า เช็ดพื้น และทำอาหารให้เธอกินหลังเลิกงานเหนื่อยๆ... แท้จริงแล้วคือเจ้าของอาณาจักรการเงินหมื่นล้านคนนี้หรอกหรือ?
"อาคิน... นี่มัน..." รินรดาเปล่งเสียงออกมาได้อย่างยากลำบาก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นตะลึงระคนซาบซึ้ง
อาคินหันมาสบตาภรรยา รอยยิ้มอบอุ่นที่ปรากฏบนริมฝีปากของเขามีไว้เพื่อเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น มือหนายกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียแก้มใสอย่างทะนุถนอม
"ขอโทษที่ต้องปิดบังเรื่องนี้นะคะรินรดา... ฉันแค่อยากรู้ว่า ในวันที่ฉันไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวและหัวใจ เธอจะยังรักและจับมือฉันไว้เหมือนเดิมไหม" อาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกอีกครั้ง "และวันนี้... เธอก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอคือผู้หญิงที่มีค่าที่สุดในชีวิตของฉัน รินรดาปลอดภัยแล้วนะคะ... ต่อจากนี้ไป จะไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาดูถูกเธอดดูแคลนเธอได้อีกแม้แต่คนเดียว"
หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาของรินรดา เธอกอดตอบสามีแน่น ซบใบหน้าลงกับไหล่กว้าง ปล่อยให้น้ำตาแห่งความโล่งอกและความตื้นตันไหลรินออกมาอย่างไร้ความอาย
เสียงสะอื้นเบาๆ ของเธอดังก้องอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและมั่นคงที่สุดในโลก
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังซาบซึ้งตรึงใจ คริสที่ตั้งสติได้จากอาการช็อกสุดขีด ก็แผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความคลุ้มคลั่ง เขากำหมัดแน่น พุ่งตรงเข้ามาหาทั้งคู่ด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุด
"แกหลอกฉัน! นังสารเลวกับไอ้หน้าตัวเมียนี่! ฉันไม่ยอมหรอกเว้ย!"
คริสพุ่งเข้ามาพร้อมกับมีดพกขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท หมายจะแทงเข้าที่แผ่นหลังของอาคินท่ามกลางความเผลอเรอ
รินรดาเหลือบไปเห็นเงาดำที่พุ่งเข้ามาพร้อมประกายคมกริบ หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสียงกรีดร้องหลุดออกจากลำคอ "อาคิน ระวังค่ะ!"
หญิงสาวตัดสินใจโดยไม่รักชีวิตของตัวเอง เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายพุ่งตัวเข้าไปบังร่างของอาคินไว้ โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่า... เบื้องหลังเงาร่างของคริส ลิ่วล้อคนสนิทของเขาไม่ได้วิ่งตามมา แต่ทว่า... ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทของหน่วยรักษาความปลอดภัยส่วนตัวนับสิบกระบอก กำลังเล็งตรงมาที่ศีรษะของคริสจากทุกทิศทุกทางพร้อมเหนี่ยวไก!
เมล่อนโซดาขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งเสียงเชียร์ให้รินรดามาจนถึงวินาทีระทึกนี้นะคะ
ขอหย่าเพื่อไปเป็นเจ้าของธนาคาร: ก็หนูเป็นเด็กของผมมาตั้งแต่ต้น•ตอนที่ 39
รินรดาปลอดภัยแล้ว
ผลงานโดย เมล่อนโซดา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่าเพื่อไปเป็นเจ้าของธนาคาร: ก็หนูเป็นเด็กของผมมาตั้งแต่ต้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!