กงลอแห่งสำนักกระบี่เทวะหาได้หมุนตามความยุติธรรมไม่ หากแต่หมุนตามปลายดาบของผู้มีอำนาจมากกว่า
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับควันธูปพันปีภายในโถงใหญ่ ปลายกระบี่สลักลายมังกรพ่นไฟในมือของจ้าวหานสะท้อนแสงประหลาดจากคบเพลิงรอบทิศ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาเป็นตาเดียว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านกดทับจนแม้แต่เสียงลมหายใจของเหล่าผู้อาวุโสยังแทบขาดห้วง
"จ้าวหาน เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ?"
เสียงประกาศิตดังขึ้นจากไป๋ซาน ผู้อาวุโสใหญ่อาวุโสสูงสุดแห่งสำนัก ผู้ซึ่งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าป้ายวิญญาณบรรพจารย์ ดวงตาของมันหรี่แคบดั่งงูพิษ ในมือชูคัมภีร์โลหิตที่เปรอะเปื้อนคราบไคลสีดำสนิท ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหลักฐานมัดตัวว่าเจ้าสำนักคนเก่า—ผู้เป็นอาจารย์ของจ้าวหาน—ลักลอบฝึกวิชาสายมารนอกรีตจนธาตุไฟเข้าแทรกและดับอนาถ
จ้าวหานแค่นยิ้มหยันให้กับความอยุติธรรมตรงหน้า กระบี่ไร้คมในมือมิได้ถูกชักออกจากฝัก หากแต่แรงกดดันจากลมปราณภายในร่างของเขากลับหมุนวนดั่งพายุคลั่ง ร่างกายสูงโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านบัดนี้ถูกอาบไล้ด้วยเหงื่อกาฬบางเบา เขาเพิ่งผ่านพ้นการทดสอบเก้าขั้นฟ้าดินเพื่อรับตำแหน่ง 'เจ้าสำนัก' คนใหม่ตามพินัยกรรมโลหิต แต่วินาทีที่ตราประทับประจำตำแหน่งกำลังจะสัมผัสฝ่ามือ ทุกอย่างกลับพลิกผันเป็นหุบเหวแห่งความตาย
"คัมภีร์ฉบับนี้ถูกปลอมแปลงขึ้นอย่างหยาบช้า ท่านผู้อาวุโสไป๋ ท่านก็น่าจะรู้ดีที่สุด" จ้าวหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง ดังก้องกังวานไปทั่วโถงใหญ่ "อาจารย์ของข้าอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องสำนักกระบี่เทวะ เหตุใดตอนที่ท่านสิ้นใจ จึงมีรอยกระบี่ไร้ลักษณ์แทงทะลุหัวใจเล่า? วิชาไร้ลักษณ์เช่นนี้ ในสำนักนอกจากท่านและศิษย์เอกแห่งหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์แล้ว ยังมีผู้ใดใช้อีก?"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศภายในโถงพลันเย็นเยียบลงฉับพลัน
สายตาคมกริบดั่งใบมีดของทุกคนหันขวาไปมองยังสตรีผู้หนึ่งซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่มุมเสาเอก นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะ ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติทว่าเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี นางคือ หลี่มู่เหยา ศิษย์เอกแห่งหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์ ผู้มีศักดิ์เป็นคู่หมั้นและในขณะเดียวกันก็คือผู้ถือครองสิทธิ์ชี้ขาดความเป็นความตายของสำนักในวันนี้
หลี่มู่เหยาไม่แม้แต่จะชายตามองจ้าวหาน นางเพียงกวาดสายตามองคัมภีร์ในมือของไป๋ซานด้วยแววตาว่างเปล่า
"วจีของคนใกล้ตายย่อมเชื่อถือไม่ได้" หลี่มู่เหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางไพเราะดุจเสียงพิณสวรรค์ ทว่ากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ "จ้าวหาน ตระกูลจ้าวของเจ้ามีประวัติพัวพันกับพรรคมารมาเนิ่นนาน ตัวเจ้าเองก็ฝึกฝนวิชาพิลึกพิลั่นที่แม้แต่สำนักใหญ่ยังต้องหวาดหวั่น วันนี้เจ้ายังกล้าใช้คำกล่าวอبปยศมาใส่ร้ายผู้อาวุโสไป๋อีกหรือ?"
หัวใจของจ้าวหานกระตุกวูบ ความเจ็บปวดเสียดแท่นลึกยิ่งกว่าบาดแผลใดๆ ในยุทธภพ สตรีที่เขารักและร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันนับแรมปี บัดนี้กลับยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเลือดเย็น นางเลือกที่จะเชื่อถือใบหน้าจอมปลอมของไป๋ซาน มากกว่าความสัตย์ซื่อในดวงตาของเขา
"มู่เหยา... แม้แต่เจ้า ก็ไม่เชื่อใจข้ากระนั้นหรือ?" จ้าวหานถามย้ำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่ประโยคสุดท้ายหลุดจากริมฝีปาก
"ความเชื่อใจมีไว้สำหรับผู้บริสุทธิ์ หาใช่เดนนรกที่สังขารแปดเปื้อนกลิ่นอายมารเช่นเจ้า" นางตอบกลับทันควันอย่างไร้เยื่อใย
"ฮ่าๆๆ ดี! ดีเยี่ยม!" จ้าวหานเงยหน้าหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาก้องกังวานสะท้อนผนังหินผา เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและความแค้นเคืองที่สุมอก "ในเมื่อฟ้าดินไม่ให้ความเป็นธรรม ผู้คนในยุทธภพตาบอดมืดบอด วันนี้จ้าวหานผู้นี้ จะขอใช้กระบี่ในมือ... ทวงคืนความยุติธรรมด้วยวิถีของข้าเอง!"
*เปรี้ยง!*
ระเบิดพลังปราณสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากร่างของจ้าวหานจนแผ่นศิลาปูพื้นโถงแตกละเอียดเป็นจุล แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปจนทำให้ผู้อาวุโสหลายคนต้องถอยหลังไปสามก้าว
ไป๋ซานหน้าถอดสี รีบสะบัดแขนเสื้อสั่งการ "จับมัน! คนทรยศผู้นี้คิดก่อกบฏ สังหารมันได้ทันทีไม่ต้องรอให้ถึงมือศาลสำนัก!"
เหล่าศิษย์สายในนับร้อยชีวิตชักกระบี่ออกจากฝักพร้อมกัน เสียงคมเหล็กเสียดสีกับฝักดังระงมไปทั่ว รังสีศาสตราวาระนับร้อยพุ่งตรงมายังจุดที่จ้าวหานยืนอยู่ราวกับหามطرฝน ทว่าบุรุษหนุ่มหาได้มีความหวาดกลัวไม่ เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างกายพลิ้วไหวราวกับภูตพรายในสายหมอก วิชาตัวเบา 'ย่างก้าวเงาพยัคฆ์' ถูกใช้ออกอย่างถึงขีดสุด หลบหลีกคมกระบี่นับร้อยได้อย่างไร้ร่องรอย ประหนึ่งใบไม้ร่วงหล่นท่ามกลางพายุเฮอร์ริเคน
กระบี่ไร้คมในมือถูกเหวี่ยงออกเพียงครั้งเดียว พลังปราณกระแทกเข้าใส่กลุ่มศิษย์สายในจนกระเด็นกระดอนราวกับใบไม้ปลิว เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผนังห้องโถงให้กลายเป็นสีชาด
จ้าวหานพุ่งทะยานผ่านวงล้อม มุ่งตรงไปยังไป๋ซานที่ยืนอยู่เบื้องหน้าป้ายวิญญาณ เป้าหมายของเขาคือการกระชากหน้ากากของไอ้สารเลวผู้นี้ออกมาให้โลกประจักษ์!
แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่ไร้คมจ่ออยู่ห่างจากลำคอของไป๋ซานเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
*ฉึบ!*
เงาร่างสีขาวสายหนึ่งพุ่งตัดหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ปลายกระบี่ประกายน้ำแข็งเย็นเยียบเล่มหนึ่งจ่อตรงมาที่จุดชีพจรหัวใจของจ้าวหานอย่างแม่นยำ ปลายคมกระบี่นั้นแตะโดนผิวเนื้อจนมีหยดเลือดสีแดงสดไหลซึมลงมาตามคมดาบ
จ้าวหานหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ขวางทางเขาเอาไว้
ดวงตากลมโตคู่สวยของหลี่มู่เหยาเวลานี้เย็นชาไร้ก้นบึ้ง นางเอ่ยกระซิบเบาๆ ข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของเขาแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
"หากเจ้าก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงครึ่งชุ่น... ศิษย์พี่ผู้ล่วงลับของเจ้า จะไม่มีวันได้ไปสู่สุคติ"
จ้าวหานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อหันไปมองป้ายวิญญาณด้านหลังไป๋ซาน ป้ายวิญญาณสลักชื่อของอาจารย์ตนกำลังร้าวรานและมีควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากฐานตั้ง!
โปรดติดตามตอนต่อไป...
พยัคฆ์ขาวคำราม
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
วิถีกระบี่เดี่ยวพิชิตฟ้า กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนคมกระบี่
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดี่ยวพิชิตฟ้า กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!