กลิ่นอับของคอนกรีตเก่าและคราบน้ำมันเครื่องตีรวนขึ้นมาในโพรงจมูก ทุกย่างก้าวบนพื้นปูนเปลือยของลานจอดรถชั้นใต้ดินชั้นที่สาม ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนหลังคาของหลุมศพที่ยังสร้างไม่เสร็จ รวิศหยุดยืนพิงเสาต้นที่ส, ลมหายใจของเขาถูกควบคุมให้สม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้เสียงหัวใจที่เต้นโครมครามในอกจะดังจนกลบเสียงเครื่องยนต์ระยะไกลไปเสียหมด
เงาสีดำทอดตัวยาวผ่านแสงไฟนีอオンกะพริบติดๆ ดับๆ จากเพดานเตี้ยๆ
มันไม่ใช่เงาแรกที่เขาเห็นในคืนนี้
ย้อนกลับไปเมื่อสามสิบนาทีที่แล้ว ระหว่างที่รวิศกำลังก้มหน้าตรวจสอบแปลนอาคารชุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนโต๊ะทำงานในสำนักงาน เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งที่ก้าวอย่างเป็นจังหวะบนพื้นกระเบื้องยางก็สะกิดสัญชาตญาณดิบให้ทำงานทันที ในตึกที่ควรจะร้างผู้คนในยามวิกาล เสียงฝีเท้านั้นหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นแม่บ้านทำความสะอาด และระมัดระวังเกินกว่าจะเป็น รปภ. กะดึก
เขาแอบมองผ่านกระจกเงาบานใหญ่ เห็นเงาร่างในชุดสูทสีเข้มยืนหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าห้องทำงานของเขา ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงที่โผล่พ้นชายเสื้อสูทออกมาชั่วแวบ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดโดยไม่ต้องมีบทสนทนา
รวิศเลือกที่จะไม่หนีออกทางประตูปรกติ แต่เขาอาศัยความคุ้นเคยกับโครงสร้างอาคารและช่องบริการงานระบบ (M&E Shaft) ปีนหลบลงมาจนถึงชั้นจอดรถใต้ดินแห่งนี้—ที่ซึ่งมืดทึบ อับชื้น และมีซอกมุมให้ซ่อนตัวมากที่สุด
"คุณซ่อนได้ไม่นานหรอกครับ... สถาปนิก"
เสียงทุ้มต่ำกังวานสะท้อนไปตามผนังคอนกรีต มันดังมาจากความมืดเบื้องหน้า ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร รวิศไม่ขยับตัว เขากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ สายตาสอดส่องมองหาทางหนีทีไล่ ทว่าทางออกหนีไฟอยู่ไกลออกไป และพื้นที่โล่งตรงหน้ามีรถยนต์จอดอยู่เพียงไม่กี่คัน ไม่มีที่กำบังมากพอที่จะวิ่งฝ่าออกไปได้โดยไม่ตกเป็นเป้า
รองเท้าหนังราคาแพงกระทบกับพื้นปูนดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะที่จงใจกดดันประสาทสัมผัสของผู้ฟัง มือขวาของรวิศกำม้วนกระดาษแปลนอาคารแน่นจนยับยู่ยี่ ในขณะที่มือซ้ายล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตเพื่อกุมประแจปากตายขนาดพกพาที่หยิบติดมือมา
เงาร่างนั้นก้าวพ้นจากมุมมืดของเสาไฟ แสงไฟสลัวเผยให้เห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี๊ยบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้มาทำลายล้าง รวิศจำหน้าเขาไม่ได้ แต่มั่นใจว่าชายคนนี้คือคนเดียวกับที่เคยยืนมองเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนเมื่อสัปดาห์ก่อน
"คุณต้องการอะไร" รวิศเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความเยือกเย็นตามวิสัยของคนที่คุ้นเคยกับการเผชิญหน้ากับความพังทลาย
มือปืนหยุดเดิน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงห้าเมตร เขายกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่พบเหยื่อติดกับ
"ผมไม่ได้ต้องการอะไรจากคุณ... นอกจากตัวแปลนที่คุณถืออยู่ในมือ และ... ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคุณ นายจ้างของผมไม่ชอบให้ใครขุดคุ้ยโครงสร้างที่ถูกฝังกลบไปแล้ว" ชายคนนั้นกล่าวพลางเล็งกระบอกปืนติดลำกล้องเก็บเสียงมาที่หน้าอกของรวิศ
รวิศไม่ได้ขยับหนี สมองของเขาทำงานด้วยความเร็วสูง คำว่า *'โครงสร้างที่ถูกฝังกลบ'* ทำให้ชิ้นส่วนปริศนาในคดีตึกถล่มเมื่อปีก่อนต่อเข้าหากันในหัว ตึกที่เขาเคยออกแบบ... ตึกที่คร่าชีวิตครอบครัวของเขา มันไม่ใช่ความผิดพลาดทางวิศวกรรม แต่มันคืออาชญากรรมอำพรางที่มีคนกลุ่มใหญ่หนุนหลังอยู่!
"ตึกนั้น... ไม่ได้พังเพราะดินทรุดสินะครับ" รวิศถามย้ำ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสนิทของมือปืน
"รู้มากไป ก็ตายไวขึ้นครับ"
นิ้วชี้ของมือปืนเริ่มออกแรงกดไกปืน
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เสียงกริ่งสัญญาณเตือนภัยไฟไหม้ (Fire Alarm) ของลานจอดรถก็ดังลั่นสนั่นหู พร้อมกับระบบสปริงเกอร์บนเพดานที่พ่นละอองน้ำลงมาอย่างกะทันหัน น้ำเย็นจัดสาดกระเซ็นลงบนร่างของทั้งสองคน บดบังวิสัยทัศน์และทำลายสมาธิของมือปืนไปชั่วขณะ
รวิศไม่รอช้า เขาซัดม้วนกระดาษแปลนอัดใส่หน้ามือปืนเต็มแรง พร้อมกับพุ่งตัวหลบหลังเสาคอนกรีต เสียงกระสุนปืนดัง *ปุ... ปุ...* เจาะทะลุกระดาษและฝังลงบนเนื้อปูนข้างหูเขาเฉียดฉิว เศษปูนแตกกระจายกระเด็นใส่แก้มเป็นรอยแผลแสบแปลบ
เขาวิ่งฝ่าม่านน้ำและเสียงสัญญาณเตือนภัยสุดชีวิต พุ่งตัวเข้าไปในห้องควบคุมไฟฟ้าแรงสูงที่ประตูไม่ได้ล็อก ปิดประตู ลั่นกลอนเหล็กหนา และกดล็อกสลักนิรภัยจากด้านในอย่างรวดเร็ว
เสียงทุบประตูดังโครมครามตามมาติดๆ ตามด้วยเสียงกระสุนปืนที่ยิงทะลุรูกุญแจจนโลหะกระเด็น แต่โครงสร้างของห้องควบคุมนี้ถูกออกแบบมาให้กันแรงระเบิด มันจึงมั่นคงพอที่จะซื้อเวลาให้รวิศได้หายใจ
รวิศหอบหายใจรุนแรง หยดน้ำผสมกับเหงื่อไหลโทรมใบหน้า เขาพิงหลังติดกับตู้ควบคุมไฟฟ้า สายตาเหลือบไปเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์พื้นฐานที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานเก่าๆ ในห้องนั้น
ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ยังคงกรีดร้อง โทรศัพท์บนโต๊ะกลับส่งเสียงดังขึ้นมา *กริ๊ง... กริ๊ง...*
มันเป็นเสียงเรียกเข้าที่แปลกประหลาดในสถานที่และเวลาแบบนี้ รวิศขมวดคิ้ว เดินเข้าไปรับด้วยมือที่ยังสั่นเทาเล็กน้อย
"ผมรู้ว่าคุณปลอดภัยดี... รวิศ" เสียงนุ่มทุมแต่เฉียบคมของพิมพ์มาดา ดังลอดผ่านเครื่องรับโทรศัพท์เข้ามา ทันทีที่เขายกแนบหู
รวิศชะงัก ลมหายใจสะดุด "คุณ... รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี่"
"เพราะฉันไม่ได้นั่งรอคุณอยู่ที่คลินิกนะสิคะ... อ่า, ขออภัยครับ ผมหมายถึง... เพราะฉันกำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องควบคุมที่คุณกำลังแอบอยู่ต่างหากล่ะครับ" พิมพ์มาดาเว้นจังหวะเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ที่ซ่อนความจริงจังไว้เต็มเปี่ยม "และถ้าคุณยังไม่อยากกลายเป็นกระถางต้นไม้ปูนปั้น ผมแนะนำให้คุณเปิดประตูให้ฉัน... ก่อนที่เพื่อนบ้านข้างนอกของคุณเขาจะทนไม่ไหวแล้วใช้ระเบิดแทนกระสุนนะครับ"
ก่อนที่รวิศจะได้เอ่ยปากถามอะไรเพิ่มเติม เสียงระเบิดตูמשใหญ่ก็ดังสนั่นมาจากประตูทางเข้าห้องควบคุม แรงสั่นสะเทือนทำให้ฝุ่นตลบอบอวล และก่อนที่ควันจางลง ร่างเงาของใครบางคนก็ก้าวผ่านกลุ่มควันเข้ามา... พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากมือปืนคนเดิม
— คนมองเมือง
สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ•ตอนที่ 12
สัญญาณเตือนภัย
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!