สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ•ตอนที่ 11

สนามรบของคนเมือง

ผลงานโดย คนมองเมือง
เสียงทุ้มต่ำของดนตรีแจ๊สจากวงทริโอตรงมุมห้องโถงใหญ่ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศความอึดอัดภายในงานกาล่าการกุศลของมูลนิธิพัฒนาเมืองลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับสะท้อนกับเครื่องแก้วราคาแพงและรอยยิ้มเคลือบน้ำตาลของบรรดาไฮโซ นักการเมือง และนายทุนอสังหาริมทรัพย์ พวกเขากำลังสวมหน้ากากเข้าหากันอย่างกลมกลืน ราวกับงานเลี้ยงนี้คือละครฉากใหญ่ที่ทุกคนท่องบทมาเป็นอย่างดี รวิศยืนพิงเสาหินอ่อนอิตาลีสีเทาดำในชุดสูทสากลตัดเย็บเนี๊ยบกริบ มือขวาถือแก้วทรงสูงบรรจุแชมเปญสีอำพันที่เขาปล่อยให้มันไร้การแตะต้อง ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบกวาดมองผู้คนในงานด้วยสายตาของ “สถาปนิก” ผู้มองทะลุปรโปร่งไปถึงโครงสร้างภายใน สำหรับเขาแล้ว งานเลี้ยงนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับ “โครงสร้างคานรับน้ำหนักที่ร้าวราก” ทุกคนต่างพยายามยืนอยู่บนจุดที่มั่นคงที่สุดของตึก โดยพร้อมจะผลักคนข้างๆ ให้ร่วงหล่นลงไปได้ทุกเมื่อหากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาจริงๆ “มองหาคานรับน้ำหนักส่วนไหนอยู่หรือครับ คุณรวิศ... หรือกำลังคำนวณว่าเสาต้นนี้จะรับน้ำหนักความเสแสร้งของคนในห้องนี้ได้อีกสักกี่กิโลกรัม” น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงแววเย้าแหย่ดังขึ้นเบาๆ ข้างกาย รวิศไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร พิมพ์มาดาก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง ร่างระหงในชุดราตรีผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มยาวลากพื้นขับเน้นให้เธอดูสง่างามและทรงอำนาจในเวลาเดียวกัน เธอยกแก้วไวน์แดงขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนจะปรายตามองเขาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก รวิศหันไปสบตาเธอนิ่ง ชายหนุ่มไม่ยิ้มตอบ ปล่อยให้ความเงียบสร้างแรงกดดันเบาๆ ระหว่างคนทั้งสอง “ผมไม่ได้มองหาคานรับน้ำหนักหรอกครับคุณพิมพ์มาดา... ผมกำลังมองหา ‘รอยร้าว’ ต่างหาก รอยร้าวที่เล็กเกินกว่าที่คนทั่วไปจะมองเห็น แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่ซ่อมแซม วันหนึ่งตึกทั้งหลังก็จะพังทลายลงมาทับทุกคนที่หลงระเริงอยู่ในนี้” พิมพ์มาดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ราบเรียบแต่เฉียบคม “คุณนี่มองโลกผ่านงานสถาปัตยกรรมตลอดเวลาเลยสินะครับ น่าสนใจดี... แต่ในฐานะจิตแพทย์ ผมกลับมองว่ารอยร้าวที่คุณเห็น แท้จริงแล้วมันคือ ‘แผลเป็นทางจิตใจ’ ของคนที่สร้างตึกต่างหาก คนเรามักจะสร้างกำแพงหนาเตอะขึ้นมา ก็เพื่อปกป้องความเปราะบางที่อยู่ข้างใน... เหมือนใครบางคนแถวนี้ที่มักจะขังตัวเองไว้หลังโต๊ะทำงานกองโต เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริง” คมมีดที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเธอกรีดผ่านเข้ามาอย่างนิ่มนวล รวิศขยับแก้วในมือเล็กน้อย ของเหลวภายในกระเพื่อมไหวสะท้อนแสงไฟวับแวม เขายอมรับในใจว่าผู้หญิงคนนี้อันตราย เธอมักจะมองทะลุผ่านเกราะป้องกันที่เขาสร้างขึ้นมานานปีได้อย่างง่ายดายเสมอ “มนุษย์เราไม่ได้เปราะบางขนาดนั้นหรอกครับคุณพิมพ์มาดา บาดแผลไม่ใช่ข้ออ้างในการทำลายโครงสร้างของสังคม หน้าที่ของสถาปนิกคือการออกแบบให้มันมั่นคง ไม่ใช่มานั่งฟูมฟายถึงเหตุผลว่าทำไมอิฐแต่ละก้อนถึงแตกหัก” รวิศโต้กลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดไม่แพ้กัน ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของเธอ “เหมือนที่คุณพยายามจะรักษาคนไข้ด้วยทฤษฎีจิตวิทยา แต่สุดท้าย คุณก็ทำได้แค่ช่วยให้พวกเขายอมรับความเจ็บปวด แล้วปล่อยให้พวกเขาเดินกลับออกไปเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของเมืองนี้อยู่ดี... มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย” พิมพ์มาดาหันมาเผชิญหน้ากับเขาเต็มตัว รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป เหลือเพียงแววตาที่จริงจังและคมปลาบ เธอก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนรวิศได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นอายความเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ “คุณเข้าใจผิดแล้วครับคุณรวิศ การเยียวยาไม่ใช่การทำให้โลกนี้สวยงาม แต่มันคือการทำให้คนไข้กล้าที่จะ ‘มองความจริง’ ในกระจก โดยไม่เบือนหน้าหนีต่างหาก... เหมือนที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้” เธอยื่นหน้าเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก “คุณกำลังหลีกหนีความจริงเรื่องอะไรอยู่หรือครับ? เหตุการณ์ในตึกวันนั้น... หรือความรู้สึกผิดที่ยังกัดกินโครงสร้างในใจของคุณเอง?” บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนหายไปในพริบตา รวิศชะงักไปชั่วขณะ กล้ามเนื้อกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำสีเทาทึบ ภาพฝุ่นควัน เสียงกรีดร้อง และโครงเหล็กที่บิดเบี้ยวในอดีตพวยพุ่งขึ้นมาในหัวราวกับถูกกระตุ้นด้วยกุญแจมืออาชีพของจิตแพทย์สาวตรงหน้า แต่นัยน์ตาของเขายังคงนิ่งสนิท ไร้รอยร้าวให้เธอเห็น ก่อนที่รวิศจะได้สวนกลับด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบพอกัน แสงไฟทั่วทั้งห้องโถงก็หรี่ลงกะทันหัน เสียงดนตรีแจ๊สดับลง เสียงปรบมือตามมารยาทดังขึ้นประปรายเมื่อพิธีกรบนเวทีประกาศเปิดงานประมูลภาพวาดการกุศลชิ้นเอกของค่ำคืนนี้ แต่ทว่า... สายตาของรวิศไม่ได้มองไปที่เวที หางตาของเขาเหลือบไปเห็นชายในชุดสูทสีเข้มคนหนึ่งกำลังเดินแทรกผ่านกลุ่มผู้ทรงเกียรติไปอย่างเงียบเชียบ ท่าทางการเดินที่ระแวดระวัง การก้าวเท้าที่ลงน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ และกระเป๋าเอกสารหนังสีดำที่ถูกล็อกติดกับข้อมือด้วยโซ่เส้นเล็ก นั่นไม่ใช่พฤติกรรมของแขกในงานเลี้ยงไฮโซแห่งนี้อย่างแน่นอน พิมพ์มาดาสังเกตเห็นความผิดปกติทางภาษากายของรวิศทันที เธอลดสายตามองตาม และหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาปลดล็อกหน้าจออย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณดิบของนักอ่านเกม “นั่นไม่ใช่แขกเชิญ...” พิมพ์มาดาพึมพำเบาๆ “และกระเป๋าใบนั้น...” รวิศต่อประโยคให้ด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบลงกว่าเดิม “ไม่ใช่เอกสารการกุศลแน่ๆ ครับ” ชายคนนั้นหยุดเดินที่มุมอับสายตาใกล้ประตูฉุกเฉินด้านหลังเวที เขากวาดสายตามองซ้ายมองขวาด้วยความลนลาน ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในเสื้อสูทแล้วหยิบวัตถุโลหะสีดำเงาวับออกมาแวบหนึ่ง—ประกายแสงจากแชนเดอเลียร์สะท้อนเข้ากับลำกล้องปืนสั้นติดเก็บเสียงอย่างชัดเจน หัวใจของงานเลี้ยงการกุศลที่เต็มไปด้วยความเสแสร้ง กำลังจะพังทลายลงในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า รวิศไม่รอช้า เขาวางแก้วแชมเปญลงบนโต๊ะข้างทางเสียงดังกระทบกันเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าข้อแขนเรียวของพิมพ์มาดาโดยสัญชาตญาณ เพื่อดึงเธอให้หลบเข้าหลังเสาหินอ่อนหนาทึบ “หมอบลงครับ!” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงสั่งการที่เด็ดขาดและทรงพลัง ทว่า... ก่อนที่เสียงกรีดร้องแรกจะดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องโถง จอภาพ LED ขนาดใหญ่บนเวทีที่กำลังฉายภาพวิดีโอแนะนำมูลนิธิ ก็เกิดสัญญาณภาพตัดขาดกะทันหัน กลายเป็นภาพสตรีมมิ่งสดจากกล้องวงจรปิดภายนอกอาคาร และภาพเอกสารลับชุดหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ในฐานรากของตึกระฟ้าใจกลางเมือง—ตึกหลังเดียวกันกับที่รวิศเคยออกแบบและเกิดโศกนาฏกรรมในอดีต และที่มุมขวาบนของเอกสารฉบับนั้น มีลายเซ็นกำกับไว้อย่างชัดเจน... เป็นลายเซ็นของบุคคลที่กำลังยืนอยู่บนเวทีในฐานะประธานมูลนิธิในค่ำคืนนี้เอง ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกับดักความเงียบนี้ไปด้วยกันนะครับ — คนมองเมือง
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%