เสียงกระแทกของแก้วกาแฟเซรามิกสีดำสนิทบนโต๊ะไม้โอ๊กหนาหนักดังขึ้นพอดีกับจังหวะที่รวิศเงยหน้าขึ้นจากแปลนอาคารชุดโครงการใหม่ รอยต่อระหว่างเส้นหมึกสีน้ำเงินบนกระดาษไขกับแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ สะท้อนเงาโครงหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นยังคงนิ่งสนิท ราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงกระเพื่อมจากลมกรรโชกภายนอก
พิมพ์มาดานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอไม่ได้แตะต้องกาแฟแก้วนั้น เธอกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวสวยหมุนปากกาหมึกซึมด้ามหรูในมือเป็นจังหวะช้าๆ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเบาไม่ได้มองแปลนสถาปัตยกรรมตรงหน้า แต่มันกำลังจดจ้องทะลุผ่านม่านตาของชายหนุ่มราวกับกำลังถอดรหัสรหัสลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้ชั้นคอนกรีตเสริมเหล็ก
"คุณไม่ได้กำลังออกแบบตึกหรอก รวิศ" เสียงนุ่มทุบทำลายความเงียบงันในห้องทำงานยามค่ำคืน "คุณกำลังสร้างหลุมหลบภัย"
รวิศชะืองานในมือ ปลายดินสอ 2B หยุดสนิทบนกระดาษ เขาไม่แสดงอาการตกใจหรือขุ่นเคือง ชายหนุ่มเพียงแต่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังสีเข้ม ปล่อยให้ความมืดสลัวของมุมห้องกลืนกินไหล่กว้างทั้งสองข้างของเขา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"คุณหมอคงว่างมากสินะครับ ถึงได้เอาเวลาชีวิตคนไข้มาวินิจฉัยสถาปนิกที่นั่งทำงานล่วงเวลา" รวิศตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเยียบเย็น "อาคารก็คืออาคาร มันคือแรงโน้มถ่วง แรงดันลม และการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย ไม่มีจิตวิทยาอะไรซับซ้อนไปกว่าเสาเข็มที่ตอกลงไปในดินโคลนหรอกครับ"
"นั่นคือสิ่งที่วิศวกรบอกผม... แต่ไม่ใช่สิ่งที่สถาปนิกผู้รอดชีวิตพูด" พิมพ์มาดาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ขาวปะปนกับกลิ่นกระดาษเก่าในห้องทำงาน "ตึกที่คุณออกแบบทุกหลังมีความลับร่วมกัน โครงสร้างเหล็กกล้าค้ำยันผนังกระจกใสหนาพิเศษราวกับต้องการปกป้องบางสิ่งจากภายนอก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กักขังคนข้างในไว้ไม่ให้มองเห็นความจริง... เช่นเดียวกับกำแพงที่คุณสร้างขึ้นรอบตัวคุณเองตั้งแต่วันที่ตึกหลังนั้นถล่มลงมา"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกบีบอัดด้วยแรงดันอากาศที่ลดต่ำลง รวิศชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยเรียบเฉยไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที—เสี้ยววินาทีที่สั้นเสียจนคนทั่วไปไม่มีทางสังเกตเห็น แต่ไม่2พ้นสายตาของจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการอ่าน micro-expressions อย่างพิมพ์มาดา
เธอเห็นมันแล้ว... รอยร้าวบนผนังปูนที่หนาเตอะ
"คุณไม่ได้มองผมเป็นคนไข้หรอกครับ พิมพ์มาดา" รวิศลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวกดดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาก้าวเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้เธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงแค่ความกว้างของโต๊ะไม้ "คุณกำลังพยายามหาเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงยังคงสร้างตึกสูงเสียดฟ้า ทั้งที่รู้ว่าวันหนึ่งมันก็ต้องพังทลายลงมาต่างหาก"
"แล้วทำไมล่ะคะ?" พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ไม่มีทีท่าถอยหนีแม้แต่น้อย "ทำไมคุณถึงยังเลือกอาชีพที่ต้องเอาชีวิตและความปลอดภัยของคนอื่นมาแขวนไว้บนความรับผิดชอบของคุณ ทั้งที่คุณรู้อยู่แก่ใจว่า... ไม่มีโครงสร้างไหนบนโลกใบนี้ที่คงอยู่ตลอดไป"
รวิศก้มลงมองเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ กลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมผสานกับความเงียบงันยามดึกในย่านธุรกิจของเมืองใหญ่ ความเงียบที่ไม่ได้อึดอัด แต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดระหว่างนักสร้างสรรค์ผู้แบกรับความผิดบาป กับจิตแพทย์ผู้กระหายความจริง
"เพราะการคำนวณความล้มเหลว... มันง่ายกว่าการยอมรับความจริงที่ว่า เราควบคุมอะไรไม่ได้เลยต่างหากล่ะครับ" รวิศกระซิบเสียงต่ำ แววตาของเขาอ่อนลงอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
พิมพ์มาดาชะงัก เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะเมื่อตระหนักว่า ภายใต้หน้ากากความเย็นชาและตรรกะทางสถาปัตยกรรมที่แข็งกระด้าง รวิศไม่ได้กำลังปกป้องตัวเองจากความตาย แต่เขากำลังลงโทษตัวเองให้อยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเจ็บปวดต่างหาก นี่คือการอ่านใจที่แม่นยำที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมาในฐานะจิตแพทย์—เขากำลังสร้างตึกเพื่อทดแทนตึกที่เขาทำพังในอดีต
ก่อนที่ใครจะทันได้เอื้อnเอ่ยประโยคใดออกมาทำลายความเปราะบางที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—จังหวะหนักแน่นและไร้ความลังเล
ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับมีกระแสไฟช็อต รวิศขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขากลับไปยืนหลังโต๊ะทำงานพลส่งสัญญาณให้พิมพ์มาดานั่งนิ่งๆ
"เข้ามาครับ" รวิศเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงปกติ
ประตูกระจกฝ้าเปิดออก ช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเนี๊ยบกริบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ เส้นผมสีดอกสนแซมประปรายตามวัย แต่ดวงตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกน ในมือของเขาถือซองเอกสารสีน้ำตาลเก่าๆ ที่ดูเหมือนผ่านกาลเวลามานานปี
รวิศขมวดคิ้วแน่นทันทีที่เห็นหน้าผู้มาเยือน ชายคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น—แต่เป็นอดีตวิศวกรโครงสร้างผู้ควบคุมการก่อสร้างตึกที่พังถล่มลงมาเมื่อสิบปีก่อน คนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนวันเกิดเหตุ
"ไม่ได้เจอกันนานนะ รวิศ... และดูเหมือนคุณจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเสียด้วย" ชายสูงวัยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตากวาดมองไปยังพิมพ์มาดาก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้ารวิศตรงๆ "ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรรู้ความจริงว่า... ทำไมตึกหลังนั้นถึงไม่ได้ถล่มลงมาเพราะความผิดพลาดในการออกแบบของคุณ"
ซองเอกสารถูกโยนลงบนโต๊ะไม้โอ๊ก เสียงกระดาษหนาตกลงกระทบพื้นผิวไม้ดังสะท้อนก้องในห้องทำงานที่เงียบสงบ รวิศก้มมองซองเอกสารนั้น หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มกระหน่ำรัวด้วยความตื่นตระหนก พิมพ์มาดาลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ที่พวยพุ่งออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่ม
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจซอกมุมมืดของเมืองใหญ่ไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ•ตอนที่ 6
การสำรวจจิตใจ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!