“คุณกำลังทำลายโครงสร้างรับน้ำหนักของคดีนี้ด้วยความตื่นตูม พิมพ์มาดา”
รวิศเอ่ยขึ้นทันทีที่บานประตูนิรภัยของห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดินปิดสนิท เสียงทุ้มต่ำของเขาเจือความหงุดหงิดอย่างชัดเจน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าผ่านความสลัวของหลอดไฟนีออนที่กะพริบถี่ราวกับจะหมดอายุขัย
พิมพ์มาดาไม่สะทกสะท้าน เธอยกมือขึ้นกอดอก รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบางเบา ราวกับกำลังมองเด็กชายตัวเล็กๆ ที่กำลังโวยวายเพราะของเล่นพัง “ถ้าฉันไม่ทำลายสมมติฐานเปราะบางของคุณ เราคงติดแหง็กอยู่บนตึกนั้นจนกระทั่งตำรวจเข้ามาลากตัวไปสอบสวนฐานบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล... รวิศคะ... อ้อ ขออภัย รวิศครับ คุณต่างหากที่กำลังใช้ ‘ความเงียบ’ เป็นกำแพงหลบหนีความจริง”
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนของเธอทำเอาสถาปนิกหนุ่มต้องขบกรามแน่น
พวกเขาทั้งคู่กำลังติดอยู่ภายในห้องเก็บเอกสารลับของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ หลังจากสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ประตูระบบดิจิทัลถูกล็อกอัตโนมัติจากส่วนกลาง ทางออกเดียวคือต้องรอเจ้าหน้าที่ฝ่าย IT มาปลดล็อก ซึ่งในสถานการณ์ที่พวกเขากำลังแอบลักลอบเข้ามาค้นหาแปลนอาคารเก่าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต การรอให้คนอื่นมาพบเจอเท่ากับการเดินเข้าห้องขังโดยสมัครใจ
บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความอึดอัด กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงคละคลุ้งในอากาศ ทุกการหายใจเข้าออกล้วนสร้างความตึงเครียดที่สัมผัสได้ด้วยผิวหนัง
“ผมไม่ได้หลบหนี” รวิศก้าวเท้าเข้าไปใกล้เธอทีละก้าว ขายาวๆ ของเขาบีบให้พิมพ์มาดาต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางแฟ้มโลหะ “ผมแค่ประเมินความเสี่ยง อาคารหลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อซ่อนความเน่าเฟะใต้พรมคอนกรีต ทุกตารางเมตรถูกคำนวณไว้หมดแล้ว รวมถึงห้องนี้ด้วย การที่คุณสุ่มสี่สุ่มห้าดึงแฟ้มคดีเมื่อปี 2558 ออกมา ทำให้ระบบเซนเซอร์น้ำหนักใต้พื้นทำงาน... คุณเก่งเรื่องอ่านใจคน พิมพ์มาดา แต่คุณไม่ประสีประสาเรื่องโครงสร้างวิศวกรรมเลยสักนิด”
พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ แววตาของจิตแพทย์สาวไม่มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความท้าทายและความเข้าใจลึกซึ้งที่มักจะทำให้รวิศรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุปรุโปร่ง
“และคุณก็เก่งเรื่องการสร้างตึกสูงตระหง่านเพื่อปิดบังความรู้สึกผิดของตัวเอง แต่กลับไม่รู้วิธีรับมือกับความพังทลายข้างในใจ” เธอกระซิบเสียงเบา ชิดริมฝีปากของเขาพอดี “เราติดอยู่ที่นี่ด้วยกันแล้ว รวิศ... เลิกเล่นเกมสถาปัตยกรรมกับจิตแพทย์เสียที ยอมรับความจริงเถอะว่า ถ้าไม่มีฉันคอยดึงคุณออกจากโลกสีเทาหม่นๆ นั้น คุณคงยืนมองตึกถล่มทับตัวเองตายไปนานแล้ว”
คำพูดนั้นบาดลึกราวกับคมมีด รวิศชะงักไป ดวงตาคู่คมไหววับชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีตวันที่โครงสร้างตึกถล่มลงมาคร่าชีวิตครอบครัวของเขาผุดขึ้นมาในหัว ซ้ำรอยแผลเป็นที่เขาพยายามกลบฝังมาตลอดชีวิต ความโกรธและการปฏิเสธวิ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความจริงอันน่ารังเกียจที่ว่า... เธอกำลังพูดถูก
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงฮัมต่ำๆ ของเครื่องปรับอากาศและเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอก
“ตกลงครับ” รวิศถอนหายใจยาว ยอมแพ้ต่อสถานการณ์และกำแพงของตัวเอง “เราจะร่วมมือกัน... แต่คุณต้องทำตามเงื่อนไขของผม”
“ว่ามาสิคะ... ครับ” พิมพ์มาดาแก้คำพูดทันทีพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“อย่าใช้หลักจิตวิทยามาวิเคราะห์ผมในยามคับขัน และที่สำคัญ...” รวิศโน้มใบหน้าลงไปกระซิบใกล้ใบหูของเธอจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น “หยุดอ่านใจผมเสียที เพราะบางที... ผมเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย”
พิมพ์มาดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความเยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความยอมรับนับถือ “ดีลค่ะ... ดีลครับ คุณสถาปนิกไร้เงา”
ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็วเมื่อไฟฉุกเฉินสีแดงเริ่มกะพริบถี่ขึ้นพร้อมเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นอีกระดับ ความร่วมมือที่ไม่เต็มใจเริ่มต้นขึ้นแล้วท่ามกลางความมืดมิดของตึกระฟ้าที่ซ่อนความลับดำมืดเอาไว้
รวิศก้มลงสำรวจแผงวงจรควบคุมประตูดิจิทัลที่ซ่อนอยู่หลังภาพติดผนัง นิ้วเรียวยาวแกะฝาครอบออกอย่างคล่องแคล่ว แสงไฟสีแดงสาดส่องใบหน้าที่นิ่งสนิทและเต็มไปด้วยสมาธิของเขา ขณะที่พิมพ์มาดายืนประกบอยู่ด้านข้าง คอยส่องไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือให้ตามมุมอับที่สายตาเขาเอื้อมไม่ถึง
การทำงานร่วมกันระหว่างความแม่นยำทางโครงสร้างและสัญชาตญาณในการอ่านเกมมนุษย์เริ่มประสานเข้าหากันอย่างลงตัวโดยไม่ต้องเอื้อnเอ่ยคำพูดใดๆ รวิศถอดแหวนเงินเกลี้ยงเกลาออกจากนิ้วนางข้างซ้าย ใช้ปลายโลหะของมันเขี่ยเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อหลอกระบบความปลอดภัยของตึก
“อีกสามวินาที... ระบบจะรีเซ็ต” รวิศเอ่ยเสียงเรียบ เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรผม
“รีบหน่อยค่ะ... ครับ ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าคนกำลังเดินมาทางนี้แล้ว” พิมพ์มาดากระซิบเตือน น้ำเสียงของเธอเริ่มตึงเครียดเมื่อได้ยินเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนจากโถงทางเดินด้านนอกใกล้เข้ามาทุกที
รวิศกัดฟันกรอด ออกแรงกดสายไฟเส้นสุดท้ายเข้าหากัน ประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาดขึ้นท่ามกลางความมืด
*คลิก!*
เสียงกลไกประตูนิรภัยดีดตัวเปิดออกพร้อมกับแสงไฟสีขาวนวลจากภายนอกที่สาดส่องเข้ามาภายในห้องเก็บเอกสาร รวิศไม่รอช้า เขาคว้าแขนเรียวของพิมพ์มาดาให้ก้าวตามออกมาหลบหลังเสาคอนกรีตต้นใหญ่อย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่ยืนแนบชิดติดกับเสาคอนกรีต ลมหายใจรดรินกันและกันในระยะประชิด สายตาของรวิศมองลอดผ่านความมืดออกไปยังโถงทางเดิน เขากำลังจะโล่งอกที่รอดพ้นจากการถูกจับ1ได้ แต่แล้วสายตาก็ต้องสะดุดเข้ากับร่างของชายในชุดสูทสีเข้มคนหนึ่งที่กำลังก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าห้องเก็บเอกสารที่พวกเขาเพิ่งหนีออกมา
ชายคนนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และไม่ใช่ฝ่าย IT ของบริษัท
ภายใต้แสงไฟสลัว ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก เขาก้มลงหยิบแฟ้มเอกสารบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาดู ชายคนนั้นคือ ‘นพดล’ อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจของพ่อรวิศ ผู้ชายที่หายตัวไปในวันเกิดเหตุตึกถล่มเมื่อสิบปีก่อน และเป็นคนที่รวิศตามหามาตลอดชีวิต
พิมพ์มาดาชะงักงัน เธอสัมผัสได้ถึงความเกร็งที่ส่งผ่านกล้ามเนื้อแขนของชายหนุ่มข้างกาย รวิศกำลังสั่น... ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความแค้นที่ถูกจุดประกายขึ้นมาในเสี้ยววินาที
แต่ก่อนที่รวิศจะทันได้ก้าวออกไปเผชิญหน้า นพดลกลับหันหน้ามามองตรงมายังเสาต้นที่พวกเขาหลบอยู่ ราวกับรู้ตัวอยู่แล้วว่ามีคนแอบมองอยู่ พร้อมกับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหู และเสียงริงโทนสายเรียกเข้าก็ดังขึ้น... *ดังมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทของพิมพ์มาดาเอง*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกับดักความเงียบนี้ไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ•ตอนที่ 7
กับดักความเงียบ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!