"อย่าแม้แต่จะคิดหยิบมันขึ้นมา ถ้าคุณยังไม่พร้อมจะเห็นเงาของตัวเองที่ถูกฝังอยู่ในตัวอักษรเหล่านั้น"
เสียงทุ้มต่ำของชายชราในมุมมืดของห้องโถงใต้ดินดังแทรกผ่านความเงียบงัน อคินชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะม้วนกระดาษหนังเก่าคร่ำบนโต๊ะไม้โอ๊ก บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนลมหายใจกลายเป็นความเย็นเยียบ รินรดายืนอยู่เคียงข้างเขา มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยแต่แววตานั้นเด็ดเดี่ยวราวกับก้อนหินที่ถูกกัดเซาะด้วยน้ำตามานับทศวรรษ
รอบโต๊ะกลมตัวใหญ่ในโถงลับแห่งนี้ คือเหล่านักกวีที่ถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์ พวกเขาไม่ใช่คนหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์เพ้อฝัน แต่คือซากปรักหักพังของมนุษย์ผู้ยังคงยึดติดกับรอยจารึกที่โลกภายนอกพยายามจะเผาทิ้ง
"เรามาที่นี่เพื่อรวมเศษเสี้ยว ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำความเจ็บปวด" อคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงสั่นสะเทือนจากภายใน เขาหันไปมองชายชราที่อยู่ในเงามืด "กวีที่ถูกสาบสูญไม่ได้ต้องการคำสรรเสริญ แต่ต้องการการมีอยู่... ต่อให้การมีอยู่นั้นจะหมายถึงความตายในหน้ากระดาษก็ตาม"
รินรดาขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือลงบนกระดาษหนังแผ่นนั้นก่อนอคิน "ความทรงจำในนี้ไม่ใช่แค่บทกวี แต่มันคือคำให้การ" เธอกล่าวพลางสบตากับคนในห้อง ทุกคนเงียบสนิท มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นแผ่วลงทุกที "เราต่างถูกจองจำด้วยความเงียบมานานเกินไป อคิน... ท่านพ่อของเธอไม่ได้ทำลายบทกวีเพราะเกลียดชัง แต่มันคือการปกป้องสิ่งที่น่ากลัวเกินกว่ามนุษย์จะอ่านได้ต่างหาก"
อคินขมวดคิ้ว "ปกป้อง? หรือจองจำ?"
เขาสัมผัสได้ถึงกระแสความรู้สึกที่ไหลเวียนผ่านม้วนกระดาษนั้น มันไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่มันคือความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกทรยศ ความกลัวที่ถูกฉาบด้วยหมึกสีดำมืดราวกับเลือดที่แห้งกรัง อคินหลับตาลง สัมผัสถึงสัมผัสพิเศษที่เขามี เขาเห็นภาพนิมิต... ภาพของห้องสมุดที่กำลังลุกไหม้ ภาพของชายผู้หนึ่งที่กอดม้วนกระดาษไว้แนบอกก่อนจะกระโดดลงไปในกองเพลิงเพื่อรักษาความลับที่ไม่ควรมีใครได้ล่วงรู้
"คุณเห็นอะไร?" รินรดากระซิบถาม สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของอคิน
"เห็นความตายที่งดงามที่สุด" อคินตอบ พลางลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง "และเห็นว่าทำไม... ทำไมตระกูลของผมถึงต้องเป็นผู้รับบาปนี้แต่เพียงผู้เดียว เพราะบทกวีเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นจากความทรงจำที่แลกด้วยชีวิตของทุกคนในห้องนี้"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง นักกวีคนหนึ่งลุกขึ้นยืน เขาคือชายวัยกลางคนที่มีแผลเป็นลากยาวผ่านดวงตาข้างซ้าย เขาหยิบขวดหมึกขึ้นมาวางไว้กลางโต๊ะ แสงเทียนวูบไหวราวกับจะดับลงทุกขณะ "ถ้าอย่างนั้น ก็ถึงเวลาแล้วที่รอยจารึกเหล่านี้จะถูกเปิดอ่านอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะความลับ แต่ในฐานะความจริงที่พวกเราต้องชดใช้"
อคินขยับตัวออกห่างจากโต๊ะ เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่หนักอึ้งในอก ความจริงที่ว่าเขาคือทายาทคนสุดท้ายที่ถือครองกุญแจไขความทรงจำทั้งหมดนี้เริ่มกัดกินจิตใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าหากไม่ทำเช่นนี้ สิ่งที่รินรดาพยายามปกป้องมาตลอดชีวิตก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านที่ไร้ความหมาย
รินรดาจ้องมองอคิน เธอเห็นความหวาดกลัวที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม "อคิน... ถ้าเราปลดปล่อยความทรงจำนี้ออกมา โลกจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก"
"โลกไม่เคยเหมือนเดิมตั้งแต่เราเริ่มเขียนมันลงไปในหยาดน้ำค้างแล้วครับ รินรดา" อคินตอบพลางแค่นยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่น
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะตัดสินใจหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาเปิด เสียงกระแทกประตูหินด้านนอกก็ดังสนั่นหวั่นไหว แรงสั่นสะเทือนทำให้เทียนทุกเล่มในห้องดับลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้าจู่โจมทันที ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะตามมาถึงที่นี่
แสงจากคบเพลิงของกลุ่มคนปริศนาสาดส่องเข้ามาผ่านรอยแยกของประตู เผยให้เห็นบุคคลที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้มาเพื่อจับกุม แต่มาเพื่อทวงคืนสิ่งที่อคินถือครองอยู่
"เอาสิ่งที่ท่านพ่อของเจ้าขโมยไปคืนมา อคิน" เสียงนั้นนิ่งเรียบแต่ทรงอำนาจจนทุกคนในห้องต้องตัวสั่นเทา "เพราะบทกวีที่เจ้ากำลังจะอ่านนั้น... มันไม่ใช่ของมนุษย์ แต่เป็นของข้า"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยาดน้ำค้างอันแสนเปราะบางไปพร้อมกับผมนะครับ - บทกวีใต้ร่มเงา
รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 24
เศษเสี้ยวความทรงจำ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!