"หากหัวใจคือกระดาษแผ่นหนึ่ง อคิน... รอยหมึกที่เธอเพิ่งเขียนลงไปเมื่อครู่ มันลบออกไม่ได้แล้วนะ"
รินรดาเอ่ยประโยคนี้ขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในหอจดหมายเหตุใต้ดิน แสงเทียนเพียงเล่มเดียวบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่าคร่ำคร่าสั่นไหววูบวาบตามจังหวะลมหายใจของคนทั้งคู่ กลิ่นอายของกระดาษโบราณและฝุ่นละอองที่ลอยละล่องดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับว่ามวลอากาศรอบกายพวกเขากำลังถูกดูดกลืนด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
อคินหยุดมือที่กำลังหยิบจับม้วนบันทึกกระดาษสา เขามองสบตาหญิงสาวตรงหน้า นัยน์ตาของรินรดาสะท้อนประกายความกังวลระคนโหยหา แววตาที่เขาคุ้นเคยในฐานะกัลยาณมิตรผู้ร่วมอุดมการณ์ บัดนี้มันแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งและเปราะบางจนน่าใจหาย เขาเลื่อนมือไปวางทับบนปลายนิ้วของเธอที่วางอยู่บนขอบโต๊ะ ผิวสัมผัสของเธอเย็นเยียบ แต่ความรู้สึกที่แล่นผ่านฝ่ามือเขานั้นกลับร้อนรุ่ม
"ผมไม่คิดจะลบมันออกหรอกครับริน" อคินตอบ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและสั่นพร่าเล็กน้อย "รอยหมึกนี้... มันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าผมยังมีตัวตนอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยบทกวีที่ถูกสั่งห้ามเช่นนี้"
รินรดาไม่ชักมือกลับ เธอปล่อยให้อคินกุมมือไว้อย่างนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด แต่เป็นความเงียบที่ถักทอด้วยถ้อยคำที่ไม่ได้เอ่ยออกมา หัวใจของพวกเขาเต้นเป็นจังหวะเดียวกันผ่านจุดสัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้น อคินสัมผัสได้ถึงความสับสนในใจของหญิงสาว เธอผู้เป็นพิทักษ์หอจดหมายเหตุ ผู้แบกรับความลับของกวีสาบสูญมาทั้งชีวิต กำลังยืนอยู่บนเส้นขนานระหว่าง 'หน้าที่' กับ 'หัวใจ'
"เธอรู้ใช่ไหมว่าถ้าเราปล่อยให้มันเลยเถิด... บันทึกบทสุดท้ายของตระกูลเธออาจจะกลายเป็นหยดน้ำตาแทนที่จะเป็นบทกวี" รินรดากระซิบ น้ำตาเม็ดใสเริ่มคลอหน่วงที่ดวงตาคู่สวย
อคินลุกขึ้นจากเก้าอี้ก้าวเข้ามาใกล้เธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงช่องว่างเล็กๆ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ พยายามค้นหาคำตอบในนั้น เขารู้ดีว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้มันอันตรายเพียงใด สำหรับชายผู้แบกรับความผิดบาปอย่างเขา การดึงรินรดาเข้ามาในวังวนแห่งความมืดมิดคือการเห็นแก่ตัวที่สุด แต่เขาก็ไม่อาจหยุดยั้งหัวใจที่สั่นไหวราวกับหยาดน้ำค้างที่ต้องแสงแรกของวัน
"ถ้าการมีชีวิตอยู่เพื่อรักษาความลับของคนตาย คือการที่ต้องตายทั้งเป็นแบบนี้..." อคินเว้นจังหวะ มืออีกข้างเอื้อมไปทัดปอยผมที่ปรกหน้าของเธออย่างแผ่วเบา "ผมขอเลือกที่จะเขียนบทกวีแห่งชีวิตร่วมกับคุณ แม้ว่ามันจะเป็นบทสุดท้ายที่ไม่มีวันถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็ตาม"
รินรดาหลับตาลงปล่อยให้หยดน้ำตาไหลรินผ่านแก้ม อคินโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของกันและกัน วินาทีนั้น โลกทั้งใบของเขาดูเหมือนจะพังทลายลง ความขัดแย้งในใจที่เคยแผดเผาเขามาตลอดหลายปีมอดดับไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่มันกลับเป็นความอบอุ่นที่มาพร้อมกับความหวาดหวั่นที่ว่า 'ความสุขนี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน'
เขากำลังจะเอ่ยคำมั่นสัญญาบางอย่างที่อาจเปลี่ยนโชคชะตาของเขาและเธอไปตลอดกาล แต่ก่อนที่ริมฝีปากจะได้ขยับ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูเหล็กหนาหนักที่ถูกปิดตายไว้นานนับสิบปี
ปัง! ปัง! ปัง!
แรงกระแทกนั้นทำเอาแสงเทียนดับวูบลงทันที ความมืดมิดเข้าโอบล้อมพวกเขาไว้โดยสมบูรณ์ รินรดาสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดไปชนกับชั้นวางม้วนบันทึกโบราณ เสียงกระดาษเก่าแก่ร่วงหล่นลงพื้นราวกับสายฝนที่ไร้ทิศทาง อคินรีบคว้าข้อมือเธอไว้ด้วยสัญชาตญาณ ก่อนที่เสียงแหบพร่าและเย็นเยียบของชายแก่ที่เขาไม่เคยพบหน้าจะดังลอดผ่านรอยแยกของประตูเข้ามา
"เจ้าทั้งสอง... กำลังทำลายตราประทับสุดท้ายที่บรรพบุรุษจารึกไว้ด้วยเลือดนะ"
สิ้นคำกล่าว รอยแยกบนผนังหินด้านหลังตู้จดหมายเหตุที่ควรจะตันสนิท กลับค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นห้องลับที่ซ่อนอยู่ภายใน และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาในความมืดนั้นไม่ใช่เพียงแค่ม้วนคัมภีร์เก่า แต่มันคือรูปเหมือนของอคิน... ที่ถูกวาดขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน โดยมีหยดเลือดสดๆ ไหลรินออกมาจากภาพวาดนั้นราวกับว่ามันยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยาดน้ำค้างอันแสนเปราะบางมาจนถึงบทนี้ด้วยกันนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 28
หัวใจที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!