ปริศนาศิลาโบราณกับนักโบราณคดีผู้เยືือกเย็น•ตอนที่ 16

ผู้ทรยศในเงา

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
รอยขูดขีดบนแผ่นศิลาไม่ได้เกิดจากการกร่อนตามธรรมชาติ ร่องลึกเหล่านั้นคมกริบและตั้งใจทำลายส่วนสำคัญของอักษรภาพโบราณ เพื่อลบเลือนเส้นทางที่สภาเงาทิ้งไว้ให้เราเดินตาม คบเพลิงในอุโมงค์ใต้ดินสั่นไหวตามแรงลมที่พัดผ่านช่องระบายอากาศปริศนา แสงสีส้มสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของพศินให้ดูคมชัดและเย็นชาขึ้นเป็นทวีคูณ ดวงตาคู่คมจ้องมองรอยสกัดใหม่เอี่ยมบนแท่นหินอัคคาเดียนอายุหลายพันปี สัญชาตญาณนักโบราณคดีของเขากำลังส่งเสียงเตือนภัยอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะอาถรรพ์หรือคำสาปอันใด แต่เป็นเพราะร่องรอยของ ‘มนุษย์’ ที่อยู่ร่วมห้องใต้ดินนี้กับพวกเขา “มันไม่ใช่ความเสียหายจากกาลเวลา” พศินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบอันอึดอัดภายในห้องโถงใต้ดิน น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยกระแสความกรุ่นโกรธที่ถูกกดทับไว้ภายใต้มาดสุขุม “รอยนี้ใช้สิ่วเหล็กกล้าคาร์บอนสูง เพิ่งทำมาไม่เกินสี่ชั่วโมง... ในทีมเรา มีคนพยายามปิดปากประวัติศาสตร์” รวินทร์ซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักค่อยๆ ลดกระบอกไฟฉายลง แสงสีขาวนวลจากหลอด LED สะท้อนแว่นตาเลนส์บางของเธอ เผยให้เห็นรอยขมวดคิ้วเล็กน้อยที่หว่างคิ้ว เธอไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ราวกับคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อยู่ก่อนแล้ว “คุณกำลังบอกว่า... หนูต้มตุ๋น หรือไม่ก็ทีมสนับสนุนภาคสนามของเรา มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นสายลับให้สภาเงางั้นหรือคะ... เอ๊ย, ครับ” รวินทร์แก้คำพูดอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่อาจเรียกว่ารอยยิ้มได้ “ระวังหน่อยนะคะ... อะแฮ่ม, ระวังหน่อยนะครับ ดร.พศิน การกล่าวหาคนในทีมอย่างไร้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ อาจทำให้พันธมิตรเดียวที่เราเหลืออยู่หันมาแทงข้างหลังเราเสียเอง” พศินหันขวับมามองเธอ ดวงตาของทั้งคู่สบกันในความสลัว เคมีทางความคิดที่เฉียบคมและดุดันปะทะกันกลางอากาศ รวินทร์ฉลาดเป็นกรดและมักมองโลกผ่านเลนส์ของมนุษยวิทยาที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีแรงขับเคลื่อนจากผลประโยชน์และความกลัว ในขณะที่เขาเชื่อมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ อุดมการณ์ที่แตกต่างทำให้พวกเขาขัดแย้งกันมาตลอดทาง แต่ในขณะเดียวกัน แรงดึงดูดทางสติปัญญาหว่างคนทั้งคู่กลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นในยามวิกฤต “นี่ไม่ใช่การกล่าวหาลอยๆ ครับคุณรวินทร์” พศินก้าวเข้าไปประชิดเธอทีละน้อย กลิ่นอายของความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา “คุณก็เห็นว่าสลักสำคัญตรงอักษรคูนิฟอร์มบรรทัดที่สี่ถูกทำลาย มันคือรหัสผ่านในการไขกลไกประตูห้องถัดไป มีเพียงคนเดียวในทีมที่มีความรู้เรื่องอักษรโบราณระดับถอดรหัสได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดตำรา... และคนคนนั้นรู้อย่างชัดเจนว่า ถ้าเราไขปริศนานั้นได้ สภาเงาจะหมดอำนาจต่อรองทันที” รวินทร์ไม่ถอยหนี เธอยืนหยัดเผชิญหน้ากับความสูงและแรงกดดันที่พศินโถมใส่ แววตาของเธอนิ่งสนิท ทว่าประกายในดวงตากลับท้าทาย “คุณสงสัยหนู... เอ๊ย, สงสัยผมสินะคะ... ครับ” รวินทร์เน้นเสียงคำว่า 'ครับ' ด้วยความตั้งใจที่จะเย้าแหย่เขาเล็กน้อย แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด เธอก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบกวนประสาทเขา “ลืมไปแล้วหรือไงคะ... ครับ ว่าฉันเป็นคนทักท้วงเรื่องรหัสบรรทัดนั้นตั้งแต่อยู่ข้างบน ถ้าฉันเป็นคนของสภาเงา ฉันคงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วปล่อยให้พวกคุณเดินเข้ากับดักระเบิดไปนานแล้ว ไม่มาเสียเวลาเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายปากแข็งอย่างคุณหรอกนะคะ... ครับ” พศินชะงักไปนิด คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด คำพูดของเธอมันสมเหตุสมผลจนหักล้างไม่ได้ หากรวินทร์เป็นหนอนกระสือในกลุ่ม สภาเงาคงไม่จำเป็นต้องส่งคนแอบลงมาสกัดดาวรุ่งถึงในนี้ หรือว่า... จะมีคนอื่นอีก? “ถ้าไม่ใช่คุณ ก็ต้องเป็นหนึ่งในสองคนข้างบน... ไมเคิล หรือไม่ก็สารวัตรธนา” พศินพึมพำกับตัวเอง สายตากวาดมองไปรอบห้องโถงอับชื้นที่มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำดังติ๋งๆ “หรืออาจจะเป็นพวกเขาทั้งคู่” รวินทร์เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เธอก้มตัวลงใช้ปลายนิ้วสวมถุงมือยางแตะเบาๆ ที่ผงหินใหม่ๆ บนพื้น “ลองดูนี่สิคะ ดร.พศิน เศษหินพวกนี้ไม่ได้กระเด็นไปทั่ว มันหล่นลงมาในแนวตั้งฉากเป๊ะๆ แสดงว่าคนที่สกัดศิลาไม่ได้ยืนอยู่ห่างออกไป เขานั่งคุกเข่า... และใช้เครื่องมือขนาดเล็กมาก” พศินย่อตัวลงตาม เธอเบี่ยงตัวเข้ามาใกล้จนไหล่ของทั้งคู่เกือบชิดกัน ความเงียบงันภายในอุโมงค์ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจแผ่วเบา กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและน้ำหอมราคาแพงที่รวินทร์มักพกติดตัวลอยมาแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของดินโคลน มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตรายในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความตาย “มีดพับอเนกประสงค์ที่มีหัวไขควงเพชร” พศินวิเคราะห์ต่อจากหลักฐานตรงหน้า ดวงตาเปล่งประกายด้วยความเข้าใจ “และไมเคิล... พกมีดรุ่นนั้นติดตัวตลอดเวลาเพราะเขาได้มันมาจากพ่อของเขา” “แต่สารวัตรธนาก็มีกุญแจสำรองที่สามารถไขเข้ามาทางอุโมงค์ลับฝั่งตะวันตกได้เช่นกันนะคะ” รวินทร์เสริมขึ้น พร้อมกับหันมามองหน้าพศิน ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนพศินต้องเบนสายตาลงมองริมฝีปากที่กำลังขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด ก่อนจะดึงสติกลับมาสู่ภารกิจตรงหน้าอย่างรวดเร็ว “เราต้องกลับขึ้นไป” พศินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงของเขากลับมาเยือกเย็นและเด็ดขาดอีกครั้ง “ก่อนที่ใครคนใดคนหนึ่งในสองคนนั้นจะรู้ตัวว่าเราพบพิรุธ” รวินทร์ลุกขึ้นตาม เธอยิ้มมุมปากอย่างมีความหมาย “ตกลงค่ะ... ครับ ดร.พศิน แต่ระวังตัวหน่อยนะคะ เพราะบางที... คนที่เราคิดว่าอยู่ข้างเรา อาจจะถือมีดเล่มเดียวกันกับคนที่ทำลายศิลาก็ได้” ทั้งคู่ก้าวเท้าเดินเคียงกันมุ่งหน้ากลับสู่ปากอุโมงค์ แสงไฟฉายสาดส่องนำทางผ่านความมืดทึบของซากอารยธรรมที่หลับใหล แต่ทว่า... ทันทีที่พวกเขาเดินพ้นโค้งเสาหินอัคคาเดียนอันเก่าแก่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ไม่ควรจะมีใครทำมันขึ้นมาในเวลานี้ ก็ดังสะท้อนก้องมาจากทาง *ก๊อก... ก๊อก... ครอดดด...* ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของไมเคิล และไม่ใช่จังหวะการเดินของสารวัตรธนา มันเป็นเสียงลากเท้าช้าๆ ที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยเจตนาร้าย พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังมาจากความมืดเบื้องหน้า “ยินดีต้อนรับสู่กับดักสุดท้าย... ดร.พศิน” พศินชะงักฝีเท้าทันที เขากระชากแขนรวินทร์ให้ถอยมาหลบหลังเสาหินอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักปืนพกออกจากซองคาดเอวขึ้นมาตั้งลำกล้องในเสี้ยววินาที ดวงตาสีเข้มหรี่ลงมองผ่านความมืดมิด เบื้องหน้าของพวกเขา... ภายใต้แสงไฟฉายที่กะพริบติดๆ ดับๆ ร่างเงาสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทของสภาเงากำลังยืนขวางทางออกเดียวเอาไว้ พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏขึ้นภายใต้ฮู้ด และในมือของมัน... กำลังถือเศษศิลาชิ้นที่ถูกสกัดหายไปเมื่อครู่ พร้อมกับคราบเลือดสดๆ ที่หยดลงบนพื้นหินทีละหยด “เกมจบแล้วล่ะครับ... หรือบางที มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นกันแน่นะ” ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาศิลาโบราณกับนักโบราณคดีผู้เยືือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%