ปริศนาศิลาโบราณกับนักโบราณคดีผู้เยືือกเย็น•ตอนที่ 5

กับดักกลไกแรก

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เสียงหอบหายใจของชายฉกรรจ์สามคนดังสะท้อนก้องอยู่ในอุโมงค์หินใต้ฐานพีระมิด ออกซิเจนที่เบาบางบวกกับความกดอากาศต่ำทำให้เหงื่อกาฬไหลซึมผ่านเสื้อผ้าเนื้อหนา กลิ่นอับชื้นของดินทรายโบราณผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ลอยอวลอยู่ในความมืด มีเพียงลำแสงจากไฟฉายคาดหัวของพศินที่ทำหน้าที่แหวกความมืดออกเป็นลำสีขาวนวล เผยให้เห็นละอองฝุ่นคาร์บอนที่ลอยเคว้งคว้างราวกับดวงดาวในสุญญากาศ เท้าซ้ายของลูกน้องคนสนิทของนายทุน ค้างเติ่งอยู่เหนือแผ่นศิลาที่ยุบตัวต่ำกว่าระดับพื้นปกติเพียงครึ่งเซนติเมตร ไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า มีเพียงเสียง "คลิก" เบาหวิว... ที่ดังราวกับเสียงกิโยตินกำลังตัดผ่านขั้วหัวใจของทุกคนในที่นั้น "หยุด... อย่าขยับแม้แต่ปลายนิ้ว" เสียงของพศินรอดไรฟันออกมาด้วยโทนเสียงที่ต่ำ เยือกเย็น และเฉียบขาดราวกับใบมีดผ่าตัด เขารักษาความนิ่งเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง แม้ในเสี้ยววินาทีนั้น อะดรีนาลีนในร่างกายจะพุ่งพล่านถึงขีดสุด ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะกวาดมองประเมินสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็ว สมองของเขาประมวลผลกลไกทางวิศวกรรมโบราณโดยอิงจากหลักฟิสิกส์และตรรกะล้วนๆ ไม่มีที่ว่างให้ความงมงาย รวินทร์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปสองเมตรก้าวเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าที่เบาราวกับแมวป่า แววตาของเธอไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย เธอย่อตัวลงช้าๆ เพื่อใช้แสงไฟฉายส่องสำรวจร่องรอยตามแนวผนังหินแกรนิตด้านข้าง "ร่องรอยการสึกหรอของรอกหินด้านขวาบอกเราว่า นี่ไม่ใช่กลไกถ่วงน้ำหนักธรรมดา" รวินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบและจริงจัง ลมหายใจสม่ำเสมอจนน่าประหลาดใจสำหรับสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน "มันคือ 'เขี้ยวพยัคฆ์' (Tiger’s Fang) กลไกสลักหินที่นิยมใช้ในราชวงศ์ยุคที่สามเพื่อป้องกันการลักลอบขุดสมบัติ ถ้าเขายกเท้าขึ้น น้ำหนักที่กดทับแผ่นสปริงสัมผัสจะคลายตัว และหน้าไม้อาบยาพิษนับร้อยดอกที่ซ่อนอยู่ในผนังก็จะพุ่งออกมาต้อนรับเราทันที" พศินเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่ง แววตาของเขามีความชื่นชมซ่อนอยู่ลึกภายใต้ความเคร่งขึด "คุณวิเคราะห์ไม่ผิด... แต่นั่นคือทฤษฎีทางมานุษยวิทยา คุณมองหา 'ความหมาย' ของสัญลักษณ์ แต่เรากำลังยืนอยู่บน 'ความจริง' ทางกลศาสตร์" เขาขยับตัวเข้าไปใกล้จุดอันตรายอย่างระมัดระวัง กลิ่นอายความเป็นผู้นำและความเด็ดเดี่ยวแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา "ร่องหินตรงนั้นลึกสามนิ้ว น้ำหนักกดทับต้องสมดุลพอดีถึงจะล็อกสลักไว้ได้ ถ้าเราถอยอย่างไร้ระเบียบ คมศรจะพรากชีวิตทุกคนที่นี่ในเวลาไม่ถึงสามวินาที" "งั้นคุณนักโบราณคดีผู้ยึดมั่นในตรรกะ มีแผนสำรองที่ดีกว่าการยืนจ้องหน้ากันแบบนี้ไหมล่ะคะ... อ้อ ขอโทษทีครับ ผมติดปาก" รวินทร์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาท้าทาย "หมายถึง... คุณพศินมีทางออกทางวิทยาศาสตร์อะไรจะเสนอไหมครับ?" แม้ในยามวิกฤต เธอก็ยังไม่วายที่จะหยอกล้อด้วยท่าทีเหนือกว่าเล็กน้อย พศินขบกรามแน่น สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับผู้หญิงคนนี้—ความแตกต่างที่เข้ากันได้อย่างลงตัวอย่างน่าหงุดหงิด คนหนึ่งมองโลกด้วยเศษซากอิฐปูนและตัวเลข อีกคนมองโลกด้วยเรื่องเล่าและจิตวิญญาณของผู้คน แต่ในวินาทีนี้ ทั้งคู่ต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อเอาชีวิตรอด "น้ำหนักของเขาคือแปดสิบกิโลกรัม" พศินพูดเสียงต่ำ ดวงตาสفิตจ้องมองแผ่นศิลาที่ถูกกดทับ "เราต้องแทนที่มวลน้ำหนักนั้นด้วยวัตถุที่มีมวลเท่ากันในเสี้ยววินาทีที่เขาถอยเท้าออก ไม่อย่างนั้น แรงดีดของสปริงสำริดจะทำงาน" "กระเป๋าอุปกรณ์สนามของฉัน..." รวินทร์เสนอ พร้อมกับปลดสายสะพายกระเป๋าหนังใบโตลงอย่างรวดเร็ว "ข้างในมีตำราปกหนังโบราณและอุปกรณ์สำรวจเหล็กกล้า น้ำหนักรวมกันน่าจะใกล้เคียง" "ยังไม่พอ..." พศินขัดจังหวะ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัว "น้ำหนักกระเป๋าคุณเบาเกินไปสิบกิโลกรัม และพื้นผิวของมันไม่เรียบพอที่จะกระจายแรงกดบนแผ่นศิลาได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าวางพลาดไปเพียงมิลลิเมตรเดียว กลไกจะลั่นทันที" บรรยากาศในอุโมงค์เงียบงันลงทันata จนได้ยินเสียงหยดน้ำจากเพ้ำหินดังติ๋งๆ เหงื่อเม็ดโตไหลยศลงมาตามโครงหน้าคมเข้มของพศิน เขาถอดแจ็กเก็ตกันหนาวเนื้อหนาออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ชุ่มเหงื่อ เขายัดแผ่นศิลาจำลองและก้อนหินถ่วงน้ำหนักที่หยิบได้จากพื้นใส่เข้าไปในกระเป๋าของรวินทร์อย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้มือของตนเองทาบลงไปแทนที่น้ำหนักที่เท้าของลูกน้องกำลังกดอยู่ "คุณพศิน! คุณกำลังทำบ้าอะไร!" รวินทร์อุทานออกมา เสียงของเธอลืมความเยือกเย็นไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มเอาฝ่ามือเปล่าๆ ไปกดทับแผ่นกลไกมรณะแทนที่รองเท้าของลูกน้อง "ฟังผมให้ดี..." พศินกัดฟันกรอด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเนื่องจากต้องเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อควบคุมน้ำหนักอย่างแม่นยำ "นับถอยหลังสามวินาที รวินทร์... คุณต้องดึงตัวเขาถอยหลังออกไปให้พ้นรัศมี แล้วเอาเป้ใบนี้วางทับลงตรงกลางแผ่นศิลาให้สนิทในจังหวะเดียวกับที่ผมยกมือออก ห้ามพลาดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเราจะตายกันหมด" รวินทร์มองลึกเข้าไปในดวงตาที่เยือกเย็นแต่เด็ดเดี่ยวของเขา ชั่วขณะหนึ่ง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทั้งหมดมลายหายไป เหลือเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งที่สื่อสารกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติทั้งหมดกลับคืนมา "เข้าใจแล้ว..." เธอตอบเสียงหนักแน่น มือเรียวกำสายสะพายเป้แน่น เตรียมพร้อมขั้นสุดยอด "สาม... สอง... หนึ่ง... ถอย!" สิ้นเสียงคำสั่ง รวินทร์กระชากตัวลูกน้องถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว พศินอาศัยจังหวะเสี้ยววินาทีนั้นยกมือออกและใช้เป้หนักอัดกระแทกลงบนแผ่นศิลาอย่างแม่นยำรา과จับวาง *กริ๊ก! ครืนนน...* เสียงกลไกภายในผนังหินขยับตัวบดเข้าหากันดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นผงคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หน้าไม้โบราณพุ่งแหวกอากาศเฉียดไหล่ของพศินไปปักฝังลงบนผนังหินด้านหลังด้วยความรุนแรงที่สามารถทะลุกระโหลกศีรษะได้สบายๆ หากช้าไปแม้แต่วินาทีเดียว ร่างของเขาคงกลายเป็นรังผึ้งไปแล้ว ทุกคนยืนนิ่งงิ่งค้างท่ามกลางความมืดและกลุ่มควัน มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึก พศินถอนหายใจยาวเหยียด เขาใช้มือปัดฝุ่นตามตัวลวกๆ ก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า แววตาทั้งคู่ประสานกันอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่งคลี่คลาย มันมีความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟและลึกซึ้งยิ่งกว่าประวัติศาสตร์โบราณก่อตัวขึ้นเงียบๆ ทว่า ความเงียบสงบนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก... เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลง แสงจากไฟฉายของพศินสาดส่องกระทบเข้ากับผนังหินด้านหลังที่ลูกดอกไม้พิษพุ่งปักอยู่ แรงกระแทกของหน้าไม้ทำให้แผ่นศิลาบานใหญ่บนผนังเคลื่อนตัวเปิดออก เผยให้เห็นช่องลับมืดสนิทที่อยู่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง รวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้ช่องลับนั้น ชะโงกหน้าส่องไฟเข้าไปสำรวจ ก่อนที่ร่างเพรียวจะชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างที่สุด สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความโล่งใจเป็นความซีดเผือดในพริบตา "พศิน..." เสียงของเธอกระซิบแผ่วเบา เจือความสั่นเครือที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน "นี่มัน... ไม่ใช่ห้องเก็บสมบัติของราชวงศ์" พศินขมวดคิ้วเดินเข้าไปสมทบ ส่องไฟฉายตามรอยแยกของผนังช่องลับนั้น หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อแสงไฟกระทบเข้ากับวัตถุปริศนาที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบภายในห้องมืด มันคือโครงกระดูกมนุษย์หลายสิบร่าง นั่งพับเพียบเรียงรายกันเป็นวงกลม หันหน้าเข้าหาแท่นหินตรงกลาง และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... กะโหลกศีรษะทุกร่างไม่มีร่องรอยการถูกทำลายจากอาวุธ แต่ทุกกะโหลกกลับมีสัญลักษณ์ประหลาดถูกสลักฝังไว้ด้วยโลหะสีดำสนิท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่เพิ่งถูกค้นพบในสมุดบันทึกของอาจารย์ผู้ล่วงลับของเขาเองเมื่อสามปีก่อน ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจไปพร้อมกับ "บันทึกนักโบราณคดี" นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาศิลาโบราณกับนักโบราณคดีผู้เยືือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%