ปริศนาศิลาโบราณกับนักโบราณคดีผู้เยືือกเย็น•ตอนที่ 4

แผนที่ไร้ลายลักษณ์อักษร

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
ปลายคานเหล็กของตะเกียงเจ้าพายุสั่นไหวตามแรงลมชื้นที่ลอดผ่านช่องเพดานหินปูน กลิ่นอับชื้นของดินอายุหลายพันปีผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ในบรรยากาศที่เงียบสงดัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำกระทบพื้นถ้ำเป็นจังหวะ พศินไม่ได้สนใจหยดน้ำเหล่านั้น สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะกำลังเพ่งพินิจรอยสลักลึกบนผนังหินตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ ปลายเรียวนิ้วสวมถุงมือหนังแตะสัมผัสร่องรอยการสกัดที่ยังคงคมกริบราวกับเพิ่งทำขึ้นเมื่อวาน แม้กาลเวลาจะผ่านไปนับสหัสวรรษแล้วก็ตาม "คุณกำลังใช้ตรรกะแบบนักธรณีวิทยามาตัดสินงานศิลปะเชิงมานุษยวิทยาอีกแล้วนะครับ คุณพศิน" เสียงนุ่มแต่แฝงความเย้าแหย่ดังขึ้นจากความมืดฝั่งตรงข้าม รวินทร์ก้าวเท้าพ้นเงาเสาศิลาออกมา แสงสีส้มจากตะเกียงขับให้ใบหน้าคมคายของเธอมีมิติชวนมอง เธอยกมือขึ้นกอดอก ปลายนิ้วเรียวเคาะเบาๆ ที่ข้อศอก เป็นภาษากายที่แสดงถึงความท้าทายอย่างเงียบเชียบ พศินชักมือกลับอย่างช้าๆ หันไปสบตากับเธอโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาของเขายังคงความเยือกเย็นเป็นเอกลักษณ์ "ผมไม่ได้ใช้ตรรกะธรณีวิทยาครับคุณรวินทร์ แต่ผมใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ร่องรอยการสกัดหินตรงนี้มีความลาดเอียงสม่ำเสมอที่สิบหององศา ซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างห้องนิรภัยของอารยธรรมก่อนล่มสลาย ไม่ใช่ร่องรอยการสร้างศาสนสถานตามที่คุณพยายามโน้มน้าวผมเมื่อชั่วโมงก่อน" รวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นสะท้อนก้องไปตามผนังหินแคบๆ เธอก้าวเข้าไปใกล้ผนังอีกนิด จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงช่วงแขน กลิ่นอายเฉพาะตัวของเธอลอยปะปนกับกลิ่นฝุ่นดิน "คุณนี่มัน... มองเห็นแต่โครงสร้างอิฐและหิน จนมองข้ามจิตวิญญาณของคนที่สร้างมันขึ้นมาเสียสนิท ลองมองภาพสลักเซ็ตนี้ให้ดีสครับ... มันไม่ใช่แผนผังห้องนิรภัย แต่มันคือแผนที่ดวงดาวที่ถูกบิดเบือนเพื่อซ่อนเส้นทางต่างหาก" พศินเลิกคิ้วเล็กน้อย ขยับแว่นตาเข้าที่ "แผนที่ดวงดาว? ในอุโมงค์ใต้ดินลึกสามร้อยเมตรเนี่ยนะครับ?" "ใช่ครับ" รวินทร์หันกลับไปหาผนังหิน เธอยกปลายนิ้วขึ้นลูบไล้ไปตามร่องรอยภาพสลักรูปอสรพิษขดตัวล้อมรอบวงกลมแปดวง "อารยธรรมนี้ไม่ได้บูชาเทพเจ้าแห่งดิน แต่บูชาตำแหน่งดาวพฤหัสบดีในรอบโคจรทุกๆ สิบสองปี ภาพสลักพวกนี้ไม่ได้บอกว่าคุณต้องเดินตรงไปข้างหน้าเพื่อหาห้องสมบัติ แต่มันกำลังบอกว่า... ถ้าคุณเลือกทางเดินผิดแม้แต่ก้าวเดียว เงาของเสาต้นที่สามจะขยับมาบดบังกลไก และนั่นคือจุดที่ลูกดอกอาบยาพิษจะพุ่งออกมา" บรรยากาศรอบตัวเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของลมหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ พศินจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยตรรกะเคร่งครัดฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง เขาไม่ใช่คนงมงาย และไม่เคยเชื่อเรื่องคำสาปหรือคำเตือนโบราณ แต่สัญชาตญาณจากการสูญเสียในอดีตสอนให้เขารู้ว่า ความประมาทเพียงนิดเดียวในสถานที่แบบนี้หมายถึงความตาย "คุณรู้เรื่องกลไกการทำงานของลูกดอกนั่นมาจากไหน?" พศินถามเสียงเรียบ ทว่าจริงจังขึ้น รวินทร์ชะงักมือที่กำลังไล้ร่องหิน เธอยังคงหันหลังให้เขา แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "บันทึกภาคสนามของศาสตราจารย์ธาดา... อาจารย์ของคุณไงครับ" ชื่อนั้นทำให้พศินชะงักไปชั่ววินาที ราวกับมีกระแสไฟเย็นเยียบวิ่งพล่านไปตามสันหลัง ความทรงจำในวันที่เกิดโศกนาฏกรรมที่แหล่งขุดค้นทางภาคเหนือเมื่อห้าปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว ร่างไร้ลมหายใจของอาจารย์ผู้เป็นดั่งพ่อคนที่สอง และสมุดบันทึกที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย "คุณไปเอาบันทึกเล่มนั้นมาจากไหน..." น้ำเสียงของพศินเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความเยือกเย็นถูกแทนที่ด้วยความกดดันที่พยายามสะกดกลั้นไว้ รวินทร์หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงอย่างลึกล้ำ "ไว้เราออกจากที่นี่ได้ ผมจะเล่าให้ฟังทุกอย่างครับ... แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องกังวลไม่ใช่เรื่องอดีต แต่เป็นเรื่องปัจจุบัน" เธอชี้ไปยังร่องสลักรูปหัวงูที่อยู่ต่ำที่สุด ซึ่งมีคราบสีดำคล้ำแห้งกรังอยู่รอบๆ รูเล็กๆ บนผนังหิน "ร่องสลักรูปอสรพิษตัวสุดท้ายไม่ได้หันหัวเข้าหาศูนย์กลางเหมือนภาพอื่น แต่มันกำลังหันออกข้างนอก... และถ้าทฤษฎีกลไกโบราณของผมไม่ผิดเพี้ยน..." รวินทร์เว้นจังหวะ ปลายนิ้วของเธอแตะเบาๆ ลงบนร่องหินนั้น "เรากำลังเหยียบอยู่บนแผ่นหินที่ถูกถ่วงน้ำหนักไว้" คลิก! เสียงกลไกโลหะดีดตัวดังขึ้นอย่างแผ่วเบาภายใต้พื้นรองเท้าของทั้งคู่ พศินเบิกตากว้าง สัญชาตญาณดิบของนักสำรวจสั่งการเร็วกว่าความคิด เขากระโจนเข้าคว้าเอวบางของรวินทร์แล้วดึงเข้าหาตัวอย่างแรงจนเซถลาล้มกลิ้งไปหลบหลังเสาศิลาแกร่งพร้อมกัน ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ! เสียงลูกดอกเหล็กขึ้นสนิมนับสิบดอกพุ่งแหวกอากาศผ่านจุดที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่ไปปักคาเข้ากับผนังหินฝั่งตรงข้ามอย่างจัง แรงปะทะทำให้เศษหินร่วงกราวลงมาฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นผงที่คละคลุ้ง พศินพบว่าตนเองกำลังคร่อมทับอยู่เหนือร่างของรวินทร์ ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่ยังไม่จางหาย ดวงตาของรวินทร์สบตากับสนิท เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นกลัวแม้แต่น้อย มุมปากกลับระบายยิ้มบางๆ ที่ชวนให้หัวใจสั่นไหวอย่างประหลาด "ผมบอกคุณแล้วนะครับ... ว่านี่ไม่ใช่แผนผังห้องนิรภัยธรรมดา" เสียงกระซิบแผ่วเบาของเธอดังขึ้นใกล้ชิด พศินขบกรามแน่น กำลังจะเอաբคำพูดโต้แย้งตามวิสัยทัศน์ของตนเองกลับไป แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งเข้าเสียก่อน... ท่ามกลางแสงสลัว ลูกดอกเหล็กดอกสุดท้ายที่ปักคาอยู่บนผนังไม่ได้เจาะทะลุเข้าไปในเนื้อหินธรรมดา แต่มันกำลังทิ่มแทงเข้าใส่แผ่นกระดาษหนังโบราณแผ่นหนึ่งที่ถูกซ่อนอยู่หลังช่องลับ ซึ่งเพิ่งถูกแรงกระแทกจากลูกดอกเปิดเผยออกมา กระดาษหนังแผ่นนั้นมีรอยหมึกสีชาดเขียนด้วยลายมือที่พศินจำได้แม่นยำ... ลายมือของศาสตราจารย์ธาดา ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจไปพร้อมกับ "บันทึกนักโบราณคดี" ครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาศิลาโบราณกับนักโบราณคดีผู้เยືือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%