“ถ้าคุณยังคิดจะเดินหน้าด้วยความเชื่อเดิมๆ อลิน... ผมบอกได้คำเดียวว่าเราจะจบลงที่หลุมศพ ไม่ใช่ความจริง”
เสียงทุ้มต่ำของรณภพดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและกาแฟที่เย็นชืด ทนายหนุ่มวางเอกสารปึกหนาลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดังปัง จนอลินที่กำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างสะดุ้งสุดตัว เธอหันกลับมา แววตาที่เคยฉายความอ่อนล้าบัดนี้เปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวที่ซ่อนความสั่นไหวเอาไว้
“แล้วคุณอยากให้ฉันทำยังไงคะ รณภพ” อลินเอ่ยถาม น้ำเสียงของเธอแหบพร่า “เชื่อใจคนที่ปิดบังความลับเรื่องพินัยกรรมมาตลอดสามปีอย่างคุณงั้นหรือ? หรือว่าเราควรจะเล่นละครตบตากันต่อไปจนกว่าความทรงจำของฉันจะถูกทำลายจนหมดสิ้น?”
รณภพแค่นยิ้มที่มุมปาก ทว่าเป็นยิ้มที่ไม่มีความสุข เขาเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ บนตัวเขา “เราเลิกเล่นบทตัวเอกในนิยายแสนเศร้ากันได้แล้ว อลิน ผมยอมรับว่าผมปกปิดเรื่องที่ดิน แต่ที่ทำไป... ก็เพื่อรักษาลมหายใจของคุณไว้จากไอ้พวกที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อตระกูลคุณ”
เขากางแผนที่ฉบับเก่าที่คัดลอกมาจากหอจดหมายเหตุออกมากลางโต๊ะ มันไม่ใช่แผนที่ที่ดินธรรมดา แต่มีรอยขีดเขียนด้วยปากกาแดงเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้ากับเหตุการณ์ไฟไหม้คฤหาสน์เมื่อยี่สิบปีก่อน
“ดูนี่” เขานิ้วชี้ไปยังจุดกึ่งกลางของแผนที่ “ที่ดินมรดกที่คุณถืออยู่ ไม่ได้มีค่าเพราะมูลค่าตลาด แต่มันคือ ‘กุญแจ’ ที่เปิดเข้าสู่ความลับของบัญชีลับที่พ่อคุณทำไว้ก่อนตาย ถ้าคนพวกนั้นรู้ว่าคุณจำเรื่องคืนนั้นได้จริงๆ คุณไม่มีทางรอด”
อลินก้มมองแผนที่นั้น หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลองรบ ความทรงจำสีจางๆ เริ่มปรากฏเป็นภาพเศษเสี้ยวของเปลวเพลิง เสียงกรีดร้อง และกลิ่นควันไฟที่ฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึก เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะรอยแดงบนกระดาษนั้น
“ฉันจำได้... กลิ่นน้ำมันเบนซิน” อลินพึมพำ “รณภพ คนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้มีแค่คุณพ่อกับคุณแม่”
“ถูกต้อง” รณภพโน้มตัวลงมาจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอกลายเป็นความกดดันที่บีบคั้น “และนั่นคือเหตุผลที่แผนเดิมของเราพังไม่เป็นท่า การจะโค่นพวกมัน เราต้องเลิกไล่ตามเงาของอดีต แต่ต้องสร้างกับดักใหม่ขึ้นมาเพื่อล่อให้ ‘เงา’ ตัวจริงเผยตัวออกมา”
อลินเงยหน้าขึ้น สบตาคู่คมของเขา เธอเห็นความแน่วแน่ที่ไม่ได้เกิดจากความเห็นแก่ตัว แต่มันคือพันธสัญญาบางอย่างที่เขาแบกรับไว้คนเดียวมาเนิ่นนาน
“คุณจะทำอย่างไร?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น
“ผมจะประกาศขายที่ดินแปลงนั้น” รณภพเอ่ยประโยคที่ทำให้อลินถึงกับชะงัก “เราจะสร้างข่าวปลอมว่าคุณตัดสินใจยอมแพ้และจะขายทุกอย่างเพื่อแลกกับอิสรภาพ พวกมันจะรีบกระโดดงับเหยื่อที่หอมหวานนั้นทันที และในวินาทีที่พวกมันก้าวเข้ามาเซ็นสัญญา... เราจะเปิดโปงทุกอย่างที่พวกมันซ่อนไว้”
อลินนิ่งคิด จังหวะหัวใจของเธอเต้นสอดประสานกับแผนการที่โหดเหี้ยมแต่จำเป็นนี้ นี่ไม่ใช่แค่การทวงคืนมรดก แต่คือการทวงคืนชีวิตที่ถูกขโมยไป “ถ้าเราพลาด...”
“ถ้าเราพลาด เราก็แค่ตายไปพร้อมกับความลับนี้” รณภพตัดบท “แต่ผมเชื่อว่าคุณไม่ยอมตายก่อนจะได้รู้ความจริงหรอก ใช่ไหม?”
อลินพยักหน้าช้าๆ ความกลัวที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความกระหายที่จะได้รับความยุติธรรม “ตกลงค่ะ เราจะเริ่มกันคืนนี้เลย”
พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการวางกลยุทธ์ใหม่ ทั้งเรื่องเอกสารปลอม การหลอกล่อตัวกลาง และการจัดฉากในงานเลี้ยงประมูลที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปจากการเผชิญหน้ากลายเป็นการร่วมมือที่ไร้รอยต่อ ราวกับว่าพวกเขาคือสองส่วนที่ถูกแยกออกและเพิ่งได้กลับมาเชื่อมประสานกันอีกครั้ง
เมื่อเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน รณภพหยุดมือจากการร่างเอกสาร เขาเหลือบมองอลินที่กำลังจดจ่ออยู่กับการตรวจสอบข้อมูล “อลิน... ถ้าเหตุการณ์ครั้งนี้จบลง คุณจะยังอยากรู้จักตัวตนจริงๆ ของผมอยู่ไหม?”
อลินชะงักไปเล็กน้อย เธอมองเขาลึกเข้าไปในดวงตาที่มีแต่ความว่างเปล่าและโดดเดี่ยว “มันขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่คุณปกปิดไว้... มันเลวร้ายกว่าความจริงที่ฉันกำลังเผชิญอยู่หรือเปล่า”
“มันเลวร้ายกว่ามาก” รณภพตอบเสียงเรียบ “เพราะคนที่เป็นต้นเหตุของทุกเรื่องในตระกูลคุณ... ไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน”
ขณะที่เธอกำลังจะถามต่อ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะ อลินสะดุ้งหันไปมองเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู แสงไฟสลัวจากทางเดินด้านนอกส่องกระทบใบหน้าของชายชราคนหนึ่งที่ดูคุ้นตาจนหัวใจของเธอร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“ลุงธนา?” อลินอุทาน เสียงของเธอสั่นเครือ “ทำไมลุงถึงมาอยู่ที่นี่เวลานี้ได้?”
ชายชราเดินเข้ามาในห้อง ก้าวเดินของเขาเชื่องช้าทว่าหนักแน่น แววตาของเขาไม่ได้มีความเมตตาอย่างที่เธอเคยได้รับมาตลอดชีวิต แต่มันกลับฉายแววเย็นเยียบประดุจสัตว์ร้ายที่ซุ่มรอจังหวะมานาน
“เพราะหลานกำลังจะทำพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตยังไงล่ะ อลิน” เขาเอ่ยพร้อมกับควักปืนพกขนาดเล็กออกมาจากเสื้อสูท “และดูเหมือนว่าทนายความคนเก่งของหลาน... จะลืมบอกไปว่าพินัยกรรมฉบับนั้น ผมเป็นคนถือครองมันมาตลอด... ตั้งแต่คืนที่พ่อของหลานตาย”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและไขปริศนาความจริงที่แสนเจ็บปวดไปพร้อมกับผมและตัวละครเหล่านี้อย่างต่อเนื่องนะครับครับ
ฟีนิกซ์สีทอง
เงามายาในรอยจำ•ตอนที่ 37
การร่วมมือที่แท้จริง
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาในรอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!