“คุณกำลังจะบอกว่า... สิ่งที่ผมเห็นในแฟ้มคดีนั่นเป็นแค่เรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือครับ รณภพ?”
อลินวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดังเครียด เธอไม่รอฟังคำตอบ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของทนายหนุ่มตรงหน้า ราวกับจะเค้นหาความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นนั่น
รณภพขยับแว่นสายตาเพียงเล็กน้อย เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือวางบนโต๊ะ “ความบังเอิญในโลกของกฎหมายมักมีชื่อเรียกอื่นเสมอครับคุณอลิน มันอาจเรียกว่า 'หลักฐานที่ยังไม่สมบูรณ์' หรือ 'การจัดฉากที่จงใจ' คุณควรระวังตัวให้มากกว่านี้ ช่วงนี้มีคนพยายามขุดคุ้ยเรื่องที่ดินมรดกของคุณมากขึ้น และผมเกรงว่า... มันไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสาร”
“มีคนตามฉัน” อลินสวนขึ้นทันที เสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อยแต่หนักแน่นด้วยความหวาดระแวง “ไม่ใช่แค่สองสามวัน แต่มันเป็นมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ในร้านหนังสือ ในคาเฟ่ แม้แต่ตอนที่ฉันเดินกลับที่พัก ฉันรู้สึกถึงลมหายใจของใครบางคนอยู่ข้างหลังเสมอ ระยะห่างเท่าเดิมเสมอ ไม่ใกล้จนประชิด แต่ไม่ไกลจนหลุดสายตา”
รณภพชะงักไปเล็กน้อย เขาลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ “คนเหล่านั้นไม่ได้ต้องการตัวคุณในตอนนี้หรอกครับ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ 'ความทรงจำ' ของคุณที่พวกเขายังหาไม่เจอ... อลิน อย่ากลับที่พักเส้นทางเดิมอีก”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น แต่อลินรู้ดีว่าความอึดอัดที่เขาก่อทิ้งไว้ มันเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในอก หลังจากแยกทางกับรณภพที่หน้าสถานีรถไฟฟ้า อลินตัดสินใจเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบที่ปูด้วยแผ่นหิน ซึ่งเป็นทางลัดที่เธอไม่เคยใช้มาก่อน เธอตั้งใจจะพิสูจน์ข้อสงสัยของตัวเอง
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นถนนดังสะท้อนก้อง อลินแกล้งหยุดเดินที่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะเก่าๆ เธอทำทีเป็นหยิบเหรียญในกระเป๋า แต่สายตาของเธอจับจ้องผ่านเงาสะท้อนของกระจกตู้ที่แตกร้าว
ที่ระยะห่างประมาณยี่สิบก้าว... ชายในชุดเสื้อโค้ทสีเทาเข้มยืนนิ่งอยู่หน้าแผงหนังสือพิมพ์มือสอง เขาไม่ได้สนใจจะเลือกซื้อหนังสือ สายตาของเขาจ้องตรงมายังแผ่นหลังของเธอ ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เฝ้าดูเป้าหมายโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
หัวใจของอลินเต้นรัวจนแทบกระดอนออกจากอก เธอพยายามควบคุมลมหายใจ บังคับให้ตัวเองก้าวเดินต่อด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ แต่อะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านทำให้มือของเธอสั่นเทา เธอตัดสินใจเร่งฝีเท้าขึ้น สลับกับการเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตรอกลึกที่มืดมิดและไร้ผู้คน
เธอหยุดชะงักหลังถังขยะเหล็กขนาดใหญ่ ปิดปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงหอบหายใจเล็ดลอดออกไป เธอนับหนึ่งถึงสิบในใจ... หนึ่ง สอง สาม... เสียงฝีเท้าของชายคนนั้นไม่ได้เร่งตามมา แต่มันค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจังหวะที่มั่นคงและเชื่องช้าลง
เมื่อถึงเลขสิบ เธอตัดสินใจโผล่หน้าออกมาจากที่ซ่อน กะว่าจะเผชิญหน้ากับมันให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทว่า... ทางเดินว่างเปล่า ที่นั่นไม่มีใครอยู่แล้ว
มีเพียงซองจดหมายสีน้ำตาลใบหนึ่งวางอยู่บนพื้นตรงจุดที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ อลินค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ ความระแวงทำให้เธอลังเล แต่ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักเขียนที่มีปมเรื่องอดีตนั้นมีค่ามากกว่า เธอหยิบซองจดหมายขึ้นมา มือของเธอสั่นจนกระดาษแผ่นบางส่งเสียงกรอบแกรบ
ข้างในนั้นไม่มีข้อความข่มขู่ ไม่มีเงินค่าจ้าง แต่มีเพียงรูปถ่ายใบเดียว
มันเป็นรูปของเด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีขาว กำลังยืนกุมมือกับชายวัยกลางคนที่ใบหน้าถูกขีดฆ่าด้วยปากกาสีแดงฉานอย่างรุนแรง และฉากหลังของรูปนั้น คือคฤหาสน์หลังเก่าที่อลินฝันถึงซ้ำๆ ในทุกค่ำคืน... สถานที่ที่เธอมั่นใจว่ามันไม่มีอยู่จริงบนแผนที่ใดๆ ในโลก
“นี่มัน... เป็นไปไม่ได้” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับความมืด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เบาราวกับแมวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง อลินสะดุ้งสุดตัว เธอหมุนตัวกลับไปทันทีด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด แต่สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่ชายชุดเทา
มันคือชายวัยชราคนหนึ่งที่ดูคุ้นตา เขายืนยิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนน่าขนลุก ในมือของเขาถือนาฬิกาพกสีทองเรือนเก่าที่เธอมักเห็นอยู่ในรอยจำที่พร่าเลือนของตนเองเสมอ
“คุณตามหาความทรงจำที่หายไปใช่ไหมครับ คุณหนู?” ชายชราเอ่ยขึ้น เสียงของเขาก้องกังวานในความเงียบ “แต่น่าเสียดายนะ... ของบางอย่าง ถ้าถูกลืมไปแล้ว มันก็มักจะมีเจ้าของใหม่ที่คอยเฝ้ามองอยู่เสมอ”
เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ก่อนจะแบมือออก เผยให้เห็นกุญแจดอกเก่าสนิมเขรอะที่ดูเหมือนกุญแจบ้านที่เธอเคยถือไว้ในวันเกิดเหตุการณ์ที่บ้านถูกเผา กุญแจที่เธอคิดว่ามันสูญหายไปตลอดกาลพร้อมกับความทรงจำช่วงวัยเด็กของเธอ
“จำเอาไว้ให้ดีนะครับอลิน... เงามายาในรอยจำของคุณ ไม่ได้มีไว้เพื่อระลึกถึง แต่มันมีไว้เพื่อกักขังคุณเอาไว้ในนี้ตลอดกาล”
ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปากถาม ความมืดมิดที่ปลายซอยก็เริ่มบิดเบี้ยว ราวกับโลกแห่งความจริงกำลังถูกกรีดให้ขาดออกจากกัน และเมื่อเธอจะเอื้อมมือไปคว้ากุญแจดอกนั้น ชายชราก็หายไปราวกับควันไฟ เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานจางๆ และเสียงกระซิบที่ดังมาจากทางด้านหลังของเธอเอง ซึ่งเป็นเสียงของ... รณภพ
“ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมครับ... ว่าอย่ากลับมาที่นี่อีก”
ฟีนิกซ์สีทองขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปริศนาเหล่านี้ด้วยกันนะครับ
เงามายาในรอยจำ•ตอนที่ 10
ผู้เฝ้ามอง
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาในรอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!