"คุณจะบ้าหรือไงคะ มินตรา!"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของธันวาไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะดุ้งสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มินตรากลับฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี มือบางข้างหนึ่งยังคงถือกระป๋องสเปรย์สีนีออนสะท้อนแสงเอาไว้แน่น ส่วนอีกมือก็ถือแปรงลูกกลิ้งทาสีที่ตอนนี้มีคราบสีชมพูบานเย็นเลอะเปรอะเปื้อนอยู่ตรงแก้มใส
หลังจากเหตุการณ์ระอุในห้องทำงานเมื่อวันก่อน ที่คิดว่าเจ้านายหนุ่มจอมเนี๊ยบจะไล่เธอออกสถานเดียว กลายเป็นว่ามินตราใช้ลูกตื๊อผสมลูกบ้า ลากตัวสถาปนิกผู้ยึดมั่นในแปลนพิมพ์เขียวและเส้นตารางชีวิต ให้หลุดเข้ามาอยู่ใน "โปรเจกต์ลับนอกตาราง" ที่เธอซุ่มวางแผนมานานแรมเดือน และสถานที่ยืนอยู่ตอนนี้คือตึกแถวเก่าแก่ย่านตลาดน้อยที่กำลังถูกแปลงโฉมเป็นคอมมูนิตี้สเปรย์อาร์ตสุดแนว
"ไม่บ้าค่ะคุณธันวา เรียกว่า ‘การเปิดรับประสบการณ์ใหม่’ ต่างหากล่ะคะ สถาปนิกชื่อดังระดับคุณ จะมัวแต่นั่งก้มหน้ามอง AutoCad อยู่แต่ในห้องแอร์ไม่ได้หรอกนะคะ โลกภายนอกเขามีสีสันกว่าเส้นตรงตั้งเยอะค่ะ" มินตราเอ่ยกลั้วหัวเราะ พลางใช้หลังมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก จนรอยสีชมพูกลายเป็นปื้นยาวขึ้นไปอีก น่าเอ็นดูจนคนมองต้องเผลอเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อซ่อนรอยยิ้ม
ธันวากวาดสายตาคมกริบมองสำรวจรอบกาย เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงศอก กางเกงสแลคเข้ารูปที่ปกติจะต้องรีดเรียบกริบ ตอนนี้กลับมีละอองสีสเปรย์สีฟ้าครามติดอยู่ประปราย รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบย่ำอยู่บนพื้นปูนซีเมนต์ที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อน สำหรับคนที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำเรื่องความสะอาดและความเป็นระเบียบอย่างเขา สถานที่นี้คือฝันร้ายชัดๆ
"นี่คือบทลงโทษที่คุณคิดไว้เหรอครับ มินตรา" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่อยากยอมรับ "ลากผมมาขัดดอกด้วยการพ่นสีผนังตึกเนี่ยนะ"
"โถ่ คุณธันวาคะ เรียกปรับทัศนคติสิคะ ฟังดูซอฟต์กว่าตั้งเยอะ" มินตราเดินเข้าไปใกล้ แกล้งทำเป็นขยับเข้าไปใกล้เพื่อสำรวจรอยเปื้อนบนเสื้อเชิ้ตของเขา "ดูสิคะ เสื้อราคาแพงระยับเปื้อนสีซะแล้ว เดี๋ยวฉันรับผิดชอบด้วยการซักให้เองค่ะ... แต่ต้องอาศัยให้คุณช่วยงานฉันให้เสร็จก่อนนะ"
ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อใบหน้าของเธอขยับเข้ามาใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จางๆ ปะปนกับกลิ่นสีอะคริลิก หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามระบบระเบียบ กลับกระตุกวูบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผู้หญิงคนนี้มีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้โครงสร้างชีวิตอันมั่นคงของเขาพังทลายลงได้ง่ายๆ เสียจริง
"แล้วคุณจะให้ผมทำอะไรต่อล่ะครับ แม่มัณฑนากรจำเป็น" สถาปนิกหนุ่มยอมจำนนโดยปริยาย เขาถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะดึงหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวมคางไว้ มือหนารับกระป๋องสเปรย์สีส้มสะท้อนแสงมาจากมือเธอ
มินตรายิ้มกว้างจนตาเป็นประกาย เธอหมุนตัวเดินนำไปยังผนังปูนเปลือยอีกด้านที่มีร่าง1ดินสอจางๆ ร่างเป็นรูปทรงเรขาคณิตผสมผสานกับลายเส้นกราฟิกอ่อนช้อย
"ตรงนี้ค่ะ! ช่วยฉันถมสีส้มตรงนี้นะคะ เอาให้เนียนกริบ ห้ามมีรอยด่างเด็ดขาด แบบที่คุณชอบเป๊ะๆ เลยค่ะคุณสถาปนิก"
ธันวาส่ายหัวเบาๆ กับความเจ้าเล่ห์ของเธอ แต่ก็ยอมเดินเข้าไปหยิบกระป๋องสเปรย์มาเขย่าตามเสียงกุกกัก บรรยากาศรอบตัวเงียบลงไปถนัดตา เหลือเพียงเสียงเพลงจากลำโพงบลูทูธตัวเล็กที่เปิดคลอเบาๆ และเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่
ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ผนังปูนเปลือยสีหม่นก็ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันสดใสจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ มินตราถอยหลังออกไปสองก้าวเพื่อชื่นชมผลงาน มือเรียวท้าวสะเอวด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะหันไปมองคนข้างกายที่ตอนนี้เหงื่อซกแต่ยังคงรักษามาดนิ่งเอาไว้ได้ไม่มิด
"ไม่เลนานะคะเนี่ย ฝีมือพ่นสีของสถาปนิกเกียรตินิยมเนี่ย ใช้ได้เลยค่ะ" มินตราเอ่ยแซวพร้อมกับยื่นขวดน้ำแร่เย็นเฉียบไปตรงหน้าเขา
ธันวารับมาเปิดดื่มอึกๆ จนลูกกระเดือกขยับขึ้นลงช้าๆ ภาพนั้นทำเอามินตราเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่รู้ตัว ทำไมผู้ชายคนนี้เวลาเหงื่อออกถึงได้ดู... อันตรายต่อหัวใจขนาดนี้วะเนี่ย
"มองอะไรครับ หน้าผมมีสีเลอะอีกแล้วรึไง" ธันวาหันมาเลิกคิ้วถาม เมื่อเห็นดวงตากลมโตจ้องเขม็งมาที่เขาไม่วางตา
"เปล่าค่ะ แค่คิดว่า... คุณในเวอร์ชันนี้ ดูน่ารักกว่าตอนใส่สูทผูกไทเยอะเลย" มินตราเผลอพูดออกไปตามที่ใจคิด โดยไม่ทันได้ระวังตัว
ธันวาชะงักไป นัยน์ตาสีเข้มไหววับ เขาค่อยๆ วางขวดน้ำลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ
ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวหญิงสาวทีละก้าว จนมินตราต้องถอยหลังไปชนกับผนังที่เพิ่งทาสีเสร็จใหม่ๆ
"เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะครับ... มินตรา" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่จนขนลุกซู่
มินตราหัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สมองที่เคยประมวลผลคำพูดเก่งกาจตอนนี้กลับขาวโพลนไปหมด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รำไร ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
"ฉัน... ฉันหมายถึง..."
ติ๊ด! เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของมินตราดังขึ้นทำลายความเงียบราวกับจับวาง หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว รีบยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาออกเบาๆ แล้วก้มมองหน้าจอสมาร์ทโฟน
ทว่า... รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับแข็งค้างในทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความบนหน้าจอ
ชื่อผู้ส่งคือ **"พี่กรณ์"** รุ่นพี่สถาปนิกหนุ่มหล่อที่เป็นอดีตคู่จิ้นและคนที่ธันวาเกร็งที่สุดในบริษัท และข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนั้นอ่านได้ความชัดเจนแจ่มแจ้งว่า...
*[มินตรา วันนี้ตอนค่ำว่างไหมครับ พี่เอารuรูปแปลนตึกเก่ามาให้ช่วยดูที่ร้านกาแฟเดิมนะ คิดถึงจัง]*
ธันวาที่ยืนอยู่ใกล้พอกที่จะเหลือบเห็นข้อความนั้นเต็มสองตา ใบหน้าคมคายที่เมื่อครู่ยังมีความอ่อนโยนเจืออยู่ พลันเปลี่ยนเป็นเรียบตึงและเย็นเยียบขึ้นมาในฉับพลัน บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบยิ่งกว่าอุณหภูมิในห้องแอร์
"อ๋อ... นัดหนุ่มสินะครับ" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มคมกริบมองสบตาเธอนิ่งสนิท "ผมคงรบกวนเวลา 'คิดถึง' ของคุณสินะครับ มินตรา"
พูดจบ สถาปนิกหนุ่มก็หันหลังคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองแล้วสาวเท้าเดินหนีหายออกไปจากตึกแถวทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้อ้าปากแก้ตัวเลยแม้แต่คำเดียว!
มินตราอ้าปากค้าง มองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินลับหายไปในความมืดของตรอกแคบ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
*(ตายแน่ๆ ยัยมินตราเอ้ย! นายธันวาเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว!)*
*****************************************************
ขอบคุณคุณรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนที่ 27 ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะเอ็นดูความงอนระดับสิบของสถาปนิกหนุ่มคนนี้กันนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ•ตอนที่ 27
เดตที่ไม่มีในตาราง
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งปะทะยัยติวเตอร์สายรีโนเวทใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!