"ถ้าสายตาคมกริบของท่านใช้มองเนื้อหมูสามชั้นในมิติลับ ข้าคงคิดว่าท่านกำลังจะจับผิดว่าข้าแอบซ่อนเสบียงไว้ที่ไหนเสียอีกค่ะ"
น้ำเสียงกลั้วหัวเราะแกมเย้าแหย่ดังขึ้น ทลายความเงียบงันที่กดทับห้องโถงคับแคบของบ้านตระกูลโจวลงเสียราบคาบ
หลินฮวาย่อตัวลงวางอ่างไม้ใส่น้ำอุ่นผสมสมุนไพรจีนกลิ่นหอมละมุนลงบนพื้นดินอัดแน่น นางไม่ได้สะท้อนสะเทือนกับอาการขมวดคิ้วมุ่นของโจวหยางเมื่อครู่แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หางตาเรียวรีของนางกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ฉาบไว้ด้วยความรู้ทัน โจวหยางชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมปลาบที่ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชนกวาดมองภรรยาตัวเองราวกับต้องการค้นหาความลับบางอย่างภายใต้รอยยิ้มนั้น
เงาร่างปริศนาที่แอบซอบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้เมื่อหลายวันก่อนยังคงสร้างความแคลงใจให้เขา แต่วันนี้... สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนายทหารผู้ปลดประจำการกลับเป็นท่าทีนิ่งสงบ ท่าทางกระฉับกระเฉง และกลิ่นอายความมั่นใจที่แผ่ออกมาจากตัวสตรีตรงหน้า ซึ่งต่างจากภรรยาคนเดิมที่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้และหวาดกลัวมารดาของเขาจนตัวสั่นราวกับลูกนกตกน้ำ
"เจ้า... รู้ตัว?" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นราวกับก้อนหินบดเข้าหากัน เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขาเอปากพูดกับนางด้วยประโยคที่ยาวกว่าสามคำ โจวหยางขยับตัวเล็กน้อย ขากางเกงข้างขวาที่พับขึ้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่ากลัวและผิวหนังที่บวมเป่งจากการอักเสบเรื้อรัง พิษไข้และอาการปวดร้าวเล่นงานเขาจนหน้าผากชื้นเหงื่อ แต่ชายหนุ่มกลับกัดฟันเงียบ ไม่ยอมเปล่งเสียงคร่ำครวญออกมาแม้แต่แอะเดียว
หลินฮวาหรี่ตามองร่องรอยความเจ็บปวดนั้น หัวใจที่เคยแข็งกระด้างจากโลกธุรกิจยุคปัจจุบันกลับกระตุกวูบอย่างประหลาด ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมผสานเข้ากับความรู้สึกนึกคิดของนางอย่างแนบเนียน นางสัมผัสได้ถึงความผูกพันอันบริสุทธิ์ที่ชายคนนี้มีต่อครอบครัว แม้ในยามที่เขาล้มป่วยและไร้หนทางสู้ เขาก็ยังพยายามใช้ร่างกายกำยำที่เหลือเพียงครึ่งท่อนนี้ปกป้องนางจากเงื้อมมือของแม่สามีจอมสูบเลือด
"ถ้าข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังปวดขาจนนอนไม่หลับมาสามคืนติดต่อกัน ข้าคงไม่ใช่ภรรยาของท่านแล้วล่ะค่ะ" หลินฮวาเอ่ยราบเรียบแต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว นางขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ กลิ่นอายสะอาดสะอ้านผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศจางๆ ที่ติดตัวนางมาราวกับเวทมนตร์ลอยเข้าแตะจมูกของโจวหยาง ทำให้สติที่พร่าเลือนของชายหนุ่มกลับมาจดจ่ออยู่กับนางอย่างช่วยไม่ได้
"อย่าเข้ามาใกล้... ข้าเป็นภาระ" โจวหยางเบือนหน้าหนี สันจมูกโด่งเป็นคมขยับไหวเล็กน้อยด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ มือหนาหยาบกร้านกำกางเกงแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความภาคภูมิใจในความเป็นชายและอดีตทหารหาญถูกบดขยี้จนแหลقสลาย นับตั้งแต่ขาข้างนี้ใช้การไม่ได้ แม่ของเขาก็ปฏิบัติกับเขาเหมือนสินค้าชำรุดชิ้นหนึ่ง ส่วนภรรยา... ก็คือคนที่อยากหนีไปให้พ้นจากขุมนรกนี้
แต่หลินฮวาหาได้ถอยหลังไม่ นางกลับเอื้อมมือเรียวขาวของตนเองไปคว้าข้อเท้าหนาของเขาไว้มั่น สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของนางทำให้โจวหยางสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งขึงขึ้นทันที "ภาระงั้นหรือคะ? ถ้าท่านเป็นภาระ แล้วคนอย่างจางชุ่ยฮวาที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อพวกเราเรียกว่าอะไรล่ะคะ? ปลิงป่าหรือตัวเหลือบไรดี?"
คำพูดเหน็บแนมที่ตรงไปตรงมาและเปี่ยมด้วยความสะใจลึกๆ ทำให้โจวหยางถึงกับนิ่งค้างไป เขาไม่เคยได้ยินภรรยาพูดจาพาดพิงมารดาด้วยความกล้าหาญถึงเพียงนี้มาก่อน
"ท่านนั่งนิ่งๆ เถอะค่ะ" หลินฮวาไม่รอให้เขาปฏิเสธ นางจัดการใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดทำความสะอาดร่องรอยบาดแผลบริเวณข้อต่อขาให้อย่างเบามือและคล่องแคล่ว ทักษะการนวดคลายเส้นที่นางเคยเรียนรู้มาจากหมอยาแผนโบราณในมิติลับถูกนำมาใช้ น้ำหนักมือกดลงตามจุดชีพจรอย่างแม่นยำ ทำให้ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่สะสมมานานค่อยๆ คลายตัวลงทีละน้อย
โจวหยางหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดที่เคยแผดเผาเริ่มถูกแทนที่ด้วยความอุ่นวาบที่แผ่ซ่านจากข้อเท้าขึ้นมาถึงหัวใจ กลิ่นหอมจางๆ จากตัวนางเปรียบเสมือนยาสมานแผลชั้นดีที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าในจิตใจของชายผู้โดดเดี่ยว ทว่าท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบและผ่อนคลายนั้น ประสาทสัมผัสของอดีตทหารหน่วยลาดตระเวนกลับยังคงตื่นตัว
"ฮวาเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อนางเป็นครั้งแรกอย่างสนิทสนม "ระวังตัวด้วย... สายตาของคนบ้านใหญ่ไม่ได้มองเจ้าแค่เรื่องตั๋วปันส่วนข้าวโพดแน่ ช่วงนี้... มีคนแปลกหน้าวนเวียนอยู่แถวชายป่าหลังหมู่บ้าน"
หลินฮวาชะงักมือที่กำลังนวดอยู่เล็กน้อย ดวงตาคู่สวยประกายวาวโรจน์ขึ้นวับหนึ่ง นางนึกถึงเงาร่างปริศนาที่คอยสะกดรอยตามเมื่อหลายวันก่อนทันที ปมปัญหาไม่ได้มีแค่แม่ผัวจอมตะกละกับน้องสามีจอมเกียจคร้านเสียแล้วกระมัง ดูเหมือนว่าจะมีภัยมืดระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้ามาในชีวิตที่เพิ่งจะเริ่มต้นตั้งตัวของนาง
"ข้าทราบแล้วค่ะ..." นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของสามี รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง "แต่ถ้าใครคิดจะมาแย่งชิงสิ่งที่ข้าหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อ... มันผู้นั้นคงต้องลองชิมรสชาติหม่าล่าสูตรพิเศษของข้าเสียก่อน ว่าจะเผ็ดร้อนจนอยากจะคายทิ้งหรือต้องร้องขอชีวิตกันแน่!"
โจวหยางมองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งทึ่ง ห่วงใย และหลงใหลในความกล้าหาญของสตรีตรงหน้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น มือหนาที่เคยกำแน่นคลายออกโดยไม่รู้ตัว เขากำลังจะเอ่ยปากเตือนนางเพิ่มเติมถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้
*ปึง! ปึง! ปึง!*
เสียงทุบประตูหน้าบ้านอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนดังขึ้นทำลายความเงียบยามค่ำคืนจนสะเทือนไปทั้งหลัง ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงคุ้นหูของจางชุ่ยฮวาที่ตะโกนด่าทอแผดลั่นเข้ามาข้างใน "นังสะใภ้ตัวดี! แกแอบซ่อนอะไรไว้ในห้องครัว! กล้าดียังไงถึงล็อคประตูไม่ให้ฉันเข้าไปตรวจ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นฉันจะพาทุกคนมาพังบ้านแกให้ราบคาบแน่!"
หลินฮวายืนขึ้นเต็มความสูง ใบหน้าไม่มีร่องรอยความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางก้มลงมองสามีที่กำลังพยายามขยับตัวลุกขึ้นด้วยความเป็นห่วง ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะหันไปมองประตูบ้านที่สั่นสะเทือนด้วยแรงกระแทก นางสูดลมหายใจเข้าลึก ริมฝีปากหยักยิ้มเยือกเย็น
"ดูเหมือนว่าแม่สามีสุดที่รักของท่าน จะอดใจรอชิมอาหารฝีมือข้าไม่ไหวจนต้องพังประตูเข้ามาทานฟรีเสียแล้วส่ะมั้งคะ..."
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" เสมอมานะคะ!
เซียนเครื่องเทศสายสตรีทกับภารกิจกู้ชีพครอบครัวในยุคตั๋วปันส่วน•ตอนที่ 5
สามีผู้เงียบเชียบ
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศสายสตรีทกับภารกิจกู้ชีพครอบครัวในยุคตั๋วปันส่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!