“ถ้านังตัวดีนี่ไม่รีบไสหัวออกไปจากบ้านตระกูลหลินก่อนตะวันตกดิน วันนี้เห็นทีจะไม่ได้จบลงแค่การตบตีสั่งสอน แต่มันคือการแลกด้วยชีวิต!”
เสียงแผดกร้าวของ ‘หลินชุ่ยเฟิน’ ผู้เป็นอาสะใภ้ใหญ่ดังก้องกังวานท่ามกลางเสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย กลิ่นอายความชื้นแฉะของดินโคลนในชนบทช่วงปี 1970 อบอวลไปทั่วบริเวณ กระท่อมหลังเก่าผุพังที่หลินอี้หนิงนอนทอดร่างอยู่ถูกลมพายุพัดจนโยกคลอน ราวกับมันพร้อมจะพังครืนลงมาฝังร่างของนางไว้ใต้ซากไม้ตลอดเวลา
หลินอี้หนิงรู้สึกถึงความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกรถสิบล้อทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความทรงจำที่แปลกปลอมถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ ทั้งภาพหอผู้ป่วยวิกฤตที่มีเสียงเครื่องวัดชีพจรดังระงม สลับกับภาพหญิงสาวร่างผอมโซที่กำลังถูกเครือญาติรุมประนามหยามเหยียด
“เจ้ายังจะแกล้งตายอีกหรือ? นังเด็กกาลกิณี! กินข้าวก็เปลือง แถมยังทำตัวเป็นภาระให้ครอบครัวต้องอับอายขายหน้าชาวบ้าน เพราะไปมีเรื่องกับลูกชายหัวหน้าคอมมูน ถ้าเจ้าไม่ออกไป ก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย!”
หลินชุ่ยเฟินเงื้อมมือขึ้นหมายจะคว้าคอเสื้อของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนฟูกเก่าๆ ทว่า ในจังหวะที่มือหยาบกร้านนั้นกำลังจะสัมผัสตัว ดวงตาที่เคยหลับพริ้มกลับลืมโพลงขึ้นมาเสียก่อน
นัยน์ตาคู่สวยคมกริบดุจมีดผ่าตัดฉายแววเย็นเยียบและทรงพลังจนหลินชุ่ยเฟินชะงักงันไปชั่วขณะ นางไม่ใช่ ‘หลินอี้หนิง’ คนเดิมที่อ่อนแอและยอมคนอีกต่อไป ศัลยแพทย์มือหนึ่งผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนในโลกอนาคต กำลังประเมินสถานการณ์ด้วยไหวพริบอันรวดเร็ว
“อาสะใภ้ใหญ่...” เสียงแหบพร่าหากแต่กังวานด้วยอำนาจที่กดดันจนอีกฝ่ายต้องถอยกรูด “การขับไล่คนในครอบครัวกลางสายฝนที่พายุโหมกระหน่ำเช่นนี้ ในยุคสมัยที่กฎหมายบ้านเมืองเข้มงวดเช่นนี้ ท่านคิดว่าทางคอมมูนจะมองว่าเป็นการ ‘กระทำเกินกว่าเหตุ’ หรือจะเป็น ‘ความทารุณกรรม’ กันแน่คะ?”
หลินชุ่ยเฟินเบิกตากว้าง ความประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้า “เจ้า... เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!”
“ข้าไม่ได้ขู่ แต่ข้ากำลังเตือนด้วยความปรารถนาดี” อี้หนิงยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างกายนี้ช่างบอบบางและขาดสารอาหารอย่างหนัก ทว่าแววตาของนางกลับนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่ไร้กระแสลม “หากข้าออกไปจากบ้านตระกูลหลินวันนี้ ข้าจะถือว่าตระกูลหลินไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับข้าอีก ข้าวของเครื่องใช้ที่ติดตัวข้ามาแต่เดิม รวมถึงเงินชดเชยค่าแรงงานที่ข้าทำมาตลอดสามปี... ท่านต้องส่งคืนให้ครบทุกหยวน”
“เหลวไหล! เจ้าเป็นคนของตระกูลหลิน ทุกหยาดเหงื่อที่เจ้าเสียไปคือสมบัติของครอบครัว!”
“งั้นลองดูไหมคะ?” อี้หนิงยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องหนาวสั่นสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง “ข้าจะเดินไปที่ทำการคอมมูนเดี๋ยวนี้ สภาพเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการทำร้ายร่างกายของท่าน คงเป็นหลักฐานชิ้นดีที่พยานทุกคนในหมู่บ้านจะยืนยันได้ ท่านคิดว่าชื่อเสียงของลูกสาวท่านที่กำลังจะเข้าทำงานในโรงงานรัฐวิสาหกิจจะยังรักษาไว้ได้ไหม... หากแม่ของนางถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรที่ผลักไสหลานสาวให้ไปตายกลางพายุ?”
หลินชุ่ยเฟินหน้าถอดสี พลันกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความโกรธแค้นปะทะกับความกลัวเสียหน้า นางรู้ดีว่าหากเรื่องนี้ถึงหูคณะกรรมการพรรค ชีวิตของทุกคนในบ้านจะยุ่งยากทันที
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังแทรกผ่านเสียงฝนเข้ามา ประตูบ้านไม้เก่าพังทลายลงพร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอก ร่างนั้นยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูราวกับเทพเจ้าแห่งสงครามที่ลงมาจุติ ท่ามกลางความมืดมิดและสายฝนที่สาดซัด
ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นหล่อเหลาดุจรูปสลัก ทว่าเต็มไปด้วยรังสีสังหารที่เย็นเยียบจนคนทั้งห้องต้องกลั้นหายใจ ‘ลู่จ้านถิง’ นายทหารหนุ่มผู้กุมอำนาจกองพลในเขตนี้ เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ความกดดันมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่หลินชุ่ยเฟินจนนางเข่าอ่อน
“ใครอนุญาตให้เจ้าทำร้ายว่าที่คู่หมั้นของข้า?”
น้ำเสียงนั้นต่ำลึก เรียบเฉย ทว่าเต็มไปด้วยความดุดันที่ยากจะต่อกร หลินอี้หนิงเงยหน้ามองบุรุษตรงหน้า หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็น กลับเกิดจังหวะผิดปกติอย่างกะทันหัน
เขาก้าวผ่านรอยฝนที่สาดเข้ามา เข้ามาหยุดลงเบื้องหน้านาง มือหนาที่เปื้อนไอเย็นจากข้างนอกเอื้อมมาเช็ดหยดน้ำบนใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา สายตาของเขาไม่ได้มองคนอื่นในห้องเลยแม้แต่น้อย
“เจ็บที่ไหนบ้าง?” เขาถาม สั้น ห้วน แต่ทว่ากลับแฝงความอ่อนโยนที่ประหลาดล้ำ
“ข้าไม่เป็นไรค่ะ” อี้หนิงตอบ แม้ในใจจะตั้งคำถามว่า ‘ว่าที่คู่หมั้น’ คือเรื่องอะไรกันแน่
ทว่าก่อนที่เหตุการณ์จะคลี่คลาย ลู่จ้านถิงก็ดึงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ มันเป็นกระดาษตราประทับสีแดงฉานจากหน่วยงานความมั่นคงส่วนกลาง กลิ่นอายของความลึกลับและอันตรายอบอวลขึ้นมาทันทีเมื่อเขาวางมันลงบนโต๊ะไม้ผุพัง
“คนของสำนักงานรัฐบาลมาถึงแล้ว” ลู่จ้านถิงกล่าวพร้อมกระตุกยิ้มที่ดูไม่น่าไว้ใจ “พวกเขาไม่ได้มาตามหาหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แต่มาเพื่อพา ‘บุคคลสำคัญ’ กลับไปรับโทษ... หรือรับรางวัลในเมืองหลวง”
เขาหันไปมองอี้หนิง แววตาคมกริบนั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางราวกับจะอ่านความคิดข้างใน “หลินอี้หนิง เจ้าพร้อมที่จะทิ้งทุกอย่างที่นี่เพื่อไปเป็น ‘ความลับ’ ให้กับข้าแล้วหรือยัง?”
ท่ามกลางเสียงฟ้าผ่าที่ดังลั่นหล้า ทันใดนั้นประตูบ้านก็ถูกตีให้เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับกลุ่มชายชุดดำที่สวมเครื่องแบบหน่วยข่าวกรองก้าวเข้ามาล้อมวงไว้ ทุกสายตาจับจ้องมาที่อี้หนิงพร้อมกัน ราวกับนางคือจุดศูนย์กลางของพายุที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าแผ่นดินยุคเจ็ดสิบไปตลอดกาล
ความหวังที่จะใช้ชีวิตสงบสุขจบลงทันที เหลือเพียงทางเลือกเดียว... คือการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในโลกที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลนี้ หรือร่วงหล่นลงสู่เหวแห่งความหายนะเพียงเพราะความลับที่นางยังไม่แม้แต่จะรู้ว่ามันคืออะไร
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับหลินอี้หนิงในตอนแรกนี้นะคะ!
หัตถ์เทวดาพลิกแผ่นดินยุคเจ็ดสิบ•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนชีพกลางสายฝน
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หัตถ์เทวดาพลิกแผ่นดินยุคเจ็ดสิบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
