“นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้บอกเวลา แต่มันกำลังบอกวันตายของแก”
เสียงแหบพร่าดั่งเศษแก้วบาดลึกดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในร้านซ่อมนาฬิกาเก่าแก่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องและฝุ่นละอองนับศตวรรษ เรนขยับนิ้วเรียวยาวของเขาผ่านกระจกครอบเรือนนาฬิกาพกทองเหลืองที่มีรอยบุบตรงกลาง ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่ไม่ได้มาจากกลไกฟันเฟือง แต่มันคือชีพจร—ชีพจรของบางสิ่งที่หิวโหย
เรนไม่ตอบโต้ เขาเพียงแค่จ้องมองเข็มนาฬิกาที่หยุดนิ่งสนิทอยู่ที่เวลา 03:33 น. มานานกว่าสามปีนับตั้งแต่วันที่เขาได้รับมันมาจากกองจดหมายปริศนา เขาไม่ได้ต้องการคำเตือนจากใครหน้าไหน โดยเฉพาะชายแก่เจ้าของร้านที่ดวงตาฝ้าฟางข้างหนึ่งดูเหมือนจะมองเห็นอะไรที่มากกว่าแค่ชิ้นส่วนโลหะ
“มันต้องการอาหาร” เรนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ เขาสัมผัสได้ถึงความกระหายที่แล่นพล่านอยู่ในกระแสเลือด ยิ่งอยู่ใกล้วัตถุชิ้นนี้ ความทรงจำที่ขาดหายไปของเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงราวกับภาพฟิล์มที่ถูกฉายซ้ำแบบกระตุกๆ ในหัว
ชายแก่หัวเราะเบาๆ เป็นเสียงแห้งผากเหมือนใบไม้แห้งถูกบดขยี้ “อาหารงั้นรึ? แกควรจะกลัวสัญชาตญาณตัวเองให้มากกว่านี้ เจ้าหนุ่ม ของสิ่งนี้ไม่ใช่เครื่องบอกเวลา แต่มันคือ ‘กุญแจ’ สำหรับคนที่หลงทางในโลกที่คนเป็นมองไม่เห็น และเชื่อฉันเถอะ... ตลาดมืดแห่งนั้นไม่มีทางต้อนรับคนที่มี ‘ความว่างเปล่า’ อยู่ในหัวใจหรอก”
เรนไม่สนใจคำเตือนนั้น เขาล้วงเอาเข็มทิศพังๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท เข็มของมันไม่ได้ชี้ไปทางทิศเหนือ แต่มันหมุนคว้างอย่างบ้าคลั่งทันทีที่เขาวางมันลงบนฝาครอบนาฬิกาพก บรรยากาศภายในร้านเริ่มเปลี่ยนแปลง กลิ่นน้ำมันเครื่องจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายของกำยานเก่าแก่และไอเย็นเยือกที่แล่นเข้ากระดูกสันหลัง
อากาศรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยว ราวกับมีใครบางคนนำแผ่นกระจกมาวางกั้นระหว่างมิติ รอยแยกสีม่วงหม่นปรากฏขึ้นตรงกลางอากาศ หลังผนังร้านที่เคยมีเพียงนาฬิกาลูกตุ้มแขวนเรียงราย มันฉีกตัวออกราวกับบาดแผลที่ไม่มีเลือดไหล แต่กลับส่งเสียงหวีดหวิวที่ทำเอาแก้วหูแทบฉีกขาด
เรนก้าวไปข้างหน้า สัญชาตญาณในตัวสั่งให้เขาหยุด แต่ความหิวโหยในจิตวิญญาณกลับสั่งให้เขาพุ่งเข้าใส่ ความทรงจำที่เขาทำหายไป... อาจจะอยู่ในนั้น ที่ไหนสักแห่งในตลาดมืดวิญญาณอาถรรพ์
“แกจะเสียใจที่เปิดประตูนั่น” ชายแก่ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหายลับไปในเงามืด เรนไม่ได้หันกลับไปมอง เขาตัดสินใจก้าวข้ามรอยแยกนั้นทันที
โลกทั้งใบหมุนคว้างจนเขาล้มลงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ เมื่อลืมตาขึ้น เขาพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในร้านซ่อมนาฬิกาอีกต่อไป แต่ยืนอยู่กลางตรอกแคบๆ ที่ทอดยาวไม่มีจุดสิ้นสุด สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอยที่วางขายสิ่งของที่ไม่มีในโลกความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นดวงตาของนกฮูกที่ยังกะพริบได้ หรือขวดโหลที่บรรจุเสียงกรีดร้องของวิญญาณ
“ยินดีต้อนรับสู่ตลาดมืดของฉัน... สุภาพบุรุษผู้หลงทาง”
เสียงหวานเย็นเยียบดังมาจากด้านหลัง เรนหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏคือสตรีผู้สูงศักดิ์ในชุดเดรสลูกไม้สีดำสนิท ใบหน้าของเธอถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากตุ๊กตาพอร์ซเลนที่มีรอยร้าวลากผ่านดวงตาซ้าย เธอนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ทำจากโครงกระดูกมนุษย์ มือเรียวประคองถ้วยชาที่มีควันสีดำลอยออกมา
“มาดามเซเลเน่” เรนเอ่ยชื่อนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นผ่านเข้ามาในจิตใจเหมือนกระแสไฟฟ้า
มาดามเซเลเน่ลุกขึ้นยืนช้าๆ หน้ากากพอร์ซเลนขยับองศาเล็กน้อยจนดูราวกับว่ามันกำลังยิ้ม “แกจำฉันได้งั้นรึ? น่าสนใจ... หรือว่านาฬิกาเรือนนั้นจะเตือนความจำแกได้มากกว่าที่ข้าคิดกัน?”
เธอเดินเข้ามาใกล้จนเรนได้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบที่เริ่มเน่าเปื่อย เธอใช้นิ้วชี้ที่มีเล็บยาวแหลมเชยคางเขาขึ้น บังคับให้เขาสบตากับหน้ากากว่างเปล่าของเธอ “แกมาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนความทรงจำ หรือเพื่อขายวิญญาณที่เหลืออยู่ของแกกันแน่ เรน?”
เรนยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบ ทันใดนั้น ไฟทุกดวงในตลาดมืดก็ดับวูบลงพร้อมกัน บรรยากาศที่เคยสงบนิ่งกลับกลายเป็นความโกลาหล เสียงกระซิบจากเงามืดนับพันดังระงมขึ้นรอบตัวเขา สิ่งที่เรนสัมผัสได้ตอนนี้ไม่ใช่แค่ความกระหายในพลังงาน แต่มันคือ ‘ความตาย’ ที่กำลังไล่ล่าเขาอย่างเงียบเชียบ
มาดามเซเลเน่ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากดูเหมือนจะเปลี่ยนไป “ดูเหมือนว่า... สิ่งที่แกนำติดตัวมาด้วย ไม่ได้มีแค่นาฬิกาเรือนนั้นเพียงอย่างเดียว”
เรนก้มลงมองที่มือตัวเอง นาฬิกาพกที่เคยหยุดนิ่งบัดนี้กลับเริ่มเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เสียงเข็มวินาทีดัง ‘ติ๊ก... ติ๊ก...’ ในจังหวะที่หัวใจเขากำลังเต้นรัว และเมื่อเขามองไปที่รอยแยกด้านหลัง เขาก็พบกับบางสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก—เงาร่างของชายอีกคนหนึ่งที่สวมชุดเดียวกับเขาเป๊ะ กำลังยืนถือมีดอาคมจ่อที่คอหอยของมาดามเซเลเน่จากมุมมืด พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำลายความเชื่อมั่นทั้งหมดของเขาจนสิ้นซาก
“ยินดีด้วยที่มาถึงเรน... แต่คนที่แกเห็นในกระจกเงาตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ตัวแกหรอกนะ”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปกับผม... แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- ประตูมิติที่แปด -
ตลาดมืดวิญญาณอาถรรพ์: พันธสัญญาแลกเปลี่ยนดับตะวัน•ตอนที่ 1
รอยแยกหลังร้านนาฬิกา
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ตลาดมืดวิญญาณอาถรรพ์: พันธสัญญาแลกเปลี่ยนดับตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!