"หากเจ้ายังไม่ก้าวลงจากลานประลองนี้ ข้าเกรงว่ากระบี่ในมือข้าอาจจะลืมตัว... และฝากรอยแผลไว้บนใบหน้าอัปลักษณ์ของศิษย์ชั้นนอกเช่นเจ้าเป็นการสั่งสอน"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังสะท้อนก้องทั่วลานฝึกหัดของสำนักกระบี่เมฆา ฝูงชนรอบข้างต่างส่งสายตาสมเพชเวทนามายังร่างที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหินเย็นเยียบ ร่างกายนั้นสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดจากแรงกระแทกที่ฝังลึกถึงกระดูก ทั้งที่จิตวิญญาณภายในเพิ่งจะผ่านพ้นความตายจากการหลอมละลายในมหาทัณฑ์สวรรค์มาหมาดๆ
ฉินเย่... อดีตมหาเทพผู้ครองบัลลังก์เหนือเมฆา ผู้ซึ่งเพียงแค่ดีดนิ้วก็สั่นสะเทือนปฐพี ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความทรงจำที่กระจัดกระจายหลอมรวมเข้ากับเศษเสี้ยวแห่งวิญญาณของเด็กหนุ่มผู้โชคร้ายในร่างนี้
เขาไม่ได้อยู่ในสรวงสวรรค์ที่คุ้นเคย หากแต่เป็นลานหินที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและหยาดเหงื่อ
"ข้าถามไม่ได้ยินหรือไง? ไอ้ขยะฉินเย่!" หวังหู่ ศิษย์ร่วมสำนักผู้มีรูปร่างกำยำและไอสังหารรุนแรงเตะเข้าที่ซี่โครงของเขาอย่างแรงจนร่างนั้นไถลไปกับพื้น
ฉินเย่ขยับกายอย่างยากลำบาก ความรู้สึกขมขื่นแล่นผ่านลำคอ เลือดสดๆ รสฝาดเฝื่อนไหลซึมจากมุมปาก เขาสัมผัสได้ถึงเส้นชีพจรที่อุดตันและพรสวรรค์ที่เปราะบางดั่งแก้วร้าวในร่างนี้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา... ปัญหาคือเปลวไฟแห่งความแค้นที่ฝังรากลึกในจิตใต้สำนึกของเด็กหนุ่มเจ้าของร่างเดิมต่างหาก
"เจ้าเรียกใครว่าขยะ?" น้ำเสียงของฉินเย่แหบพร่า ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้หวังหู่ชะงักไปครู่หนึ่ง
"เจ้าคงเสียสติไปแล้วสินะ!" หวังหู่คำรามพลางชักกระบี่เหล็กกล้าออกมา แสงอาทิตย์สะท้อนคมกระบี่วับวาวบาดตา "ในเมื่ออยากตาย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้! เคล็ดกระบี่อัคคีผลาญภพ!"
กระบี่ถูกตวัดลงมาด้วยพลังปราณที่รุนแรงจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว สำหรับคนธรรมดานี่คือคมดาบสังหาร แต่ในสายตาของฉินเย่... มันช้าเสียยิ่งกว่าเต่าคลาน การโคจรปราณของหวังหู่นั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย ราวกับคนตาบอดที่กำลังร่ายรำท่ามกลางหน้าผา
ฉินเย่ไม่ขยับหนี เขาเพียงแต่เบี่ยงตัวหลบด้วยองศาที่แม่นยำดุจจับวาง ปลายนิ้วสัมผัสที่ข้างใบดาบเบาๆ ทว่าด้วยการดีดเพียงจุดเดียว แรงมหาศาลกลับย้อนกลับไปยังข้อมือของหวังหู่จนกระบี่แทบจะหลุดจากมือ
"วิชากระบี่ของเจ้า... เรียนมาจากสุนัขตัวไหนกัน?" ฉินเย่ลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยสั่นเทาบัดนี้กลับตระหง่านดุจขุนเขาที่ไม่หวั่นเกรงพายุ
ความเงียบเข้าปกคลุมลานประลอง ศิษย์ทุกคนต่างตะลึงงัน คนที่เคยอ่อนแอและขี้ขลาดที่สุดในสำนัก เหตุใดวันนี้ถึงมีสายตาที่ดุดันราวกับพญาอินทรีเช่นนี้?
ทว่า ก่อนที่ความขัดแย้งจะรุนแรงไปกว่านั้น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยเหมันต์ก็โชยมาในอากาศ ลมกรรโชกพัดผ่านทำให้เศษฝุ่นบนพื้นปลิวว่อน ร่างระหงในชุดขาวสะอาดตาเหาะเหินลงมาจากชั้นลอยของตำหนักหลัก ราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาด
นางคือ 'เซียนจื่อเยว่' ผู้คุมกฎแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้ที่ผู้คนทั่วทั้งสำนักต่างยำเกรงและหมายปอง
นางปรายตามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ดุจมองสิ่งมีชีวิตที่ไร้ค่า ทว่าเมื่อสายตาของนางเลื่อนมาสบกับฉินเย่... ประกายความสงสัยบางอย่างก็วาบผ่านนัยน์ตาคู่สวยนั้น
"หยุดเดี๋ยวนี้" สุ้มเสียงกังวานใสทว่าเด็ดขาดดังขึ้น นางไม่แม้แต่จะชายตามองหวังหู่ที่คุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว "การรังแกผู้อ่อนแอกลางวันแสกๆ เช่นนี้ ขัดต่อกฎสำนัก... หวังหู่ เจ้าจงไปรับโทษที่หอสำนึกตนเสีย"
หวังหู่รีบก้มหน้าก้มตาคำนับแล้วล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงบรรยากาศที่อึดอัด ฉินเย่ยังคงจ้องมองนางด้วยแววตาเรียบเฉย ไม่มีความเกรงกลัว ไม่มีความเลื่อมใส มีเพียงความเฉยเมยที่ทำให้นางเซียนรู้สึกสะดุดใจ
"เจ้าน่ะ..." จื่อเยว่เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมสะอาดชวนให้รู้สึกผ่อนคลายลอยแตะจมูก "เจ้ามีสิ่งที่เปลี่ยนไป ข้าสัมผัสได้"
"ข้าก็แค่คนตายที่เพิ่งฟื้นจากขุมนรก" ฉินเย่ตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินผ่านนางไป โดยไม่หันกลับมามอง
จื่อเยว่หมุนตัวมองตามแผ่นหลังนั้นไป สายตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย มือเรียวงามภายใต้แขนเสื้อกว้างกำเข้าหากันแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่นางไม่เคยมีมาก่อนกำลังก่อตัวขึ้นในอก
ในขณะที่ฉินเย่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็หยุดชะงัก ฝ่ามือที่บาดเจ็บเริ่มมีไอสีดำหมุนวนอย่างผิดปกติ ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วร่าง ราวกับมีนรกขุมที่แปดกำลังฉีกทึ้งวิญญาณเขาจากภายใน เขาตระหนักได้ทันทีว่า... การกลับชาติมาเกิดครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และร่างกายนี้กำลังซ่อนความลับที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก้าวตามหลังเขามาพร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือก "มหาเทพ... ท่านคิดหรือว่าการหนีมาเกิดใหม่จะทำให้ท่านรอดพ้นจากพันธนาการแห่งโชคชะตาได้?"
ฉินเย่ชะงักกึกทันที ความหนาวเหน็บแล่นปราดเข้ากระดูกสันหลัง เขาค่อยๆ หันกลับไปมองเบื้องหลัง แต่ทว่า... ลานฝึกหัดกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงคมกระบี่เล่มหนึ่งที่ปักอยู่บนพื้นดินขวางหน้าเขาไว้ มันเป็นกระบี่ที่เขารู้จักดี... กระบี่ที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับร่างเทพของเขาในภพก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับมังกรครามท่องภพในบทแรกนะครับ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 1
ฟื้นตื่นในร่างเศษสวะ
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
