“เจ้ากล้าดียังไงถึงมายืนจ้องหน้าข้าเช่นนี้... ไอ้สวะไร้ค่า!”
เสียงตวาดกร้าวของ 'หานตง' ศิษย์พี่ลำดับสามแห่งสำนักกระบี่เมฆาดังสนั่นไปทั่วลานประลองหินทราย แรงกดดันจากพลังปราณขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่แผ่ซ่านออกมาจนศิษย์ผู้น้อยรอบข้างต่างถอยกรูออกไปด้วยความหวาดหวั่น ทว่าฉินเย่กลับยืนนิ่งดุจขุนเขาที่ไร้ซึ่งการสั่นคลอน
ดวงตาของฉินเย่ไม่ได้ฉายแววหวาดกลัว กลับกัน มันลึกซึ้งและว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่กลืนกินกาลเวลา เสียงกระซิบจากความว่างเปล่าที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขายิ่งมั่นใจในเส้นทางที่ต้องเดิน
“หานตง” ฉินเย่เอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอย่างประหลาด “วิถีกระบี่ของเจ้ามีแต่เปลือกนอก ขาดความหยั่งรู้ถึงจุดตายที่แท้จริง เจ้าคิดว่าการตวาดคือวิธีสยบศัตรูงั้นหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี”
“แก!”
หานตงที่ไม่อาจระงับโทสะได้อีกต่อไป พุ่งตัวเข้าหาด้วยวิชากระบี่วายุคลั่ง คมกระบี่กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงแหลมสูงดั่งเสียงกรีดร้องของวิญญาณร้าย หมายจะปลิดชีพฉินเย่ให้ดับสูญเพียงกระบวนท่าเดียว
ฉินเย่ไม่ขยับกายจนกระทั่งปลายคมกระบี่จ่ออยู่ห่างจากลำคอเพียงสามนิ้ว ในจังหวะเสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งใบในสายตาของเขาดูเหมือนจะหมุนช้าลง... ช้าลงจนเห็นวิถีการไหลเวียนของปราณในเส้นชีพจรของหานตง นี่คือทักษะ 'เนตรมหาเทพ' ที่เขาสั่งสมมานับหมื่นปี แม้จะอยู่ในร่างที่ไร้ซึ่งฐานพลัง แต่ความรู้และประสบการณ์นั้นไม่มีวันสูญหาย
เขาก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว เป็นก้าวที่ดูเหมือนเรียบง่ายทว่ากลับหลบเลี่ยงคมกระบี่ได้อย่างฉิวเฉียด จังหวะเดียวกันนั้นเอง ฝ่ามือขวาที่ปราศจากพลังปราณเข้มข้น กลับถูกถ่ายทอดด้วยเคล็ด 'วิถีเซียนไร้ลักษณ์' ที่ฉินเย่เพิ่งระลึกได้
*แปะ!*
เสียงฝ่ามือกระทบไหล่ของหานตงเบาราวกับเสียงใบไม้ร่วง แต่ผลลัพธ์ที่ตามมากลับดั่งฟ้าถล่มดินทลาย แรงสั่นสะเทือนที่ถ่ายทอดเข้าสู่จุดตงกวนของหานตงทำให้ปราณในร่างของอีกฝ่ายแตกซ่านทันที ร่างของศิษย์รุ่นพี่ผู้หยิ่งผยองลอยกระเด็นราวกับว่าวสายป่านขาด กระแทกเข้ากับเสาศิลาจนร้าวราน
ความเงียบเข้าปกคลุมลานประลองโดยฉับพลัน เหล่าศิษย์ที่มุงดูต่างอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนไข่ไก่ได้ทั้งฟอง
หานตงพยายามยันกายขึ้นด้วยความยากลำบาก เลือดไหลซึมออกจากมุมปาก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก “เป็นไปไม่ได้... วิชาฝ่ามือของเจ้า... มันไม่มีปราณแม้แต่น้อย... เหตุใดถึง...”
ฉินเย่เดินเข้าไปหาช้าๆ ก้มลงมองหานตงด้วยสายตาของผู้อยู่เหนือผู้คน “พลังที่แท้จริงมิใช่การสุมปราณไว้จนล้นร่าง แต่มันคือการเข้าใจจุดตายของสวรรค์และปฐพี เจ้ายังห่างไกลนัก”
ขณะที่ฉินเย่กำลังจะหมุนตัวจากไป สายลมเย็นเยียบสายหนึ่งพัดผ่านกิ่งไม้ เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาดุจปุยหิมะทำให้ฉินเย่ชะงัก ร่างอรชรในชุดสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาปรากฏตัวขึ้นที่ริมขอบลานประลอง ใบหน้างดงามดั่งภาพวาดของ 'จื่อเยว่' ดูสงบเยือกเย็น ทว่าดวงตาที่จับจ้องมาที่ฉินเย่กลับสั่นไหวอย่างประหลาด
นางเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ดั่งดอกเหมยในฤดูหนาว ก่อนจะกระซิบคำที่ทำให้หัวใจของฉินเย่เต้นรัว
“นามที่สวรรค์ยังต้องสะพรึง... ในที่สุดท่านก็หวนคืนมาแล้วใช่หรือไม่?”
จื่อเยว่ไม่ได้รอคำตอบ นางยื่นมือที่ขาวผ่องราวกับหยกไปแตะที่หน้าผากของฉินเย่ตรงจุดที่อักขระโบราณเพิ่งจางหายไป ในวินาทีนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆาทมิฬหมุนวนเหนือสำนักกระบี่เมฆา ราวกับว่ากฎแห่งสวรรค์กำลังโกรธแค้นต่อการปรากฏตัวของ 'ตัวตน' ที่ไม่ควรจะดำรงอยู่
ทันใดนั้น เสียงกระบี่นับหมื่นเล่มในคลังอาวุธของสำนักก็สั่นสะเทือนพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง เสียงดังกังวานก้องไปทั่วขุนเขา ราวกับกำลังคารวะต่อผู้เป็นนายที่แท้จริง
ฉินเย่แหงนหน้ามองท้องฟ้า แววตาของเขากลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง “ทัณฑ์สวรรค์ยังไม่เริ่มหรอกจื่อเยว่... แต่นี่เป็นเพียงสัญญาณเตือนว่า มหากาพย์บทใหม่ของข้า ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว”
เขากระชับฝ่ามือแน่น ในขณะที่เงาร่างของเจ้าสำนักที่เฝ้ามองจากหอคอยลับค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับแรงกดดันที่ทำให้ทุกคนในลานประลองต้องเข่าทรุดลงกับพื้น...
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับมังกรครามท่องภพนะครับ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 3
สยบศิษย์รุ่นพี่ในหนึ่งฝ่ามือ
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
