คุณหมอหญิงแห่งทุ่งหญ้าหนานซานกับภารกิจกู้ชีพยุควิบาก•ตอนที่ 2

สมุนไพรในป่าหลังบ้าน

ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
นิ้วเรียวยาวของหลินหว่านเอ๋อร์กดลงบนแผลฉีกขาดบริเวณต้นแขนอย่างแม่นยำ แม้ความเจ็บปวดจะแล่นพล่านจนทำให้เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก แต่แววตาของแพทย์หญิงสาวยุคโบราณผู้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างสะใภ้บ้านไร่ยุค 70 กลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นและการประเมินสถานการณ์อย่างเฉียบคม หัวใจของหลินหว่านเอ๋อร์กระตุกวูบ ทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง—เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้ประตูบ้านดินทรุดโทรมหลังนี้ ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นกู้เฉิงเหว่ย สามีในนามผู้เป็นนายทหารหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดและระเบียบวินัย “เธอทำอะไรกับตัวเองอีกแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์” เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาในห้องคับแคบ กลิ่นอายความเป็นชายชาติทหารและกลิ่นดินกลิ่นฝนลอยอบอวลตามมา กู้เฉิงเหว่ยขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบกวาดมองสภาพเนื้อตัวสะอมสะท้านและรอยแผลที่กำลังมีเลือดซึมผ่านเสื้อผ้าเก่าๆ ของภรรยา ความกังวลระคนไม่สบอารมณ์ฉายชัดบนใบหน้าคมคายที่มักจะนิ่งสงบเสมอ หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ตอบทันที นางเพียงแต่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตานั้นนิ่งสงบราวกับบ่อน้ำโบราณ “ถ้าฉันไม่จัดการแผลนี้ เกรงว่าพรุ่งนี้เช้าคุณคงได้จัดงานศพให้ฉันแทนที่จะได้เห็นหน้ากันตามปกติค่ะ” น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความประชดประชันเล็กน้อยทำให้นายทหารหนุ่มชะงัก กู้เฉิงเหว่ยขบกรามแน่น เขารู้ดีว่าภรรยาคนนี้ถูกบังคับให้แต่งงานเข้ามาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก แถมยังถูกแม่สามีและพี่สะใภ้ใจร้ายโขกสับสารพัด จนกระทั่งเมื่อครู่เกือบจะคิดสั้น... แต่ตอนนี้ แววตาของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีแววหวาดกลัวหรืออ่อนแออีกต่อไป มีแต่ความเด็ดเดี่ยวที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด “นั่งเฉยๆ” กู้เฉิงเหว่ยสาวเท้ายาวเข้ามาใกล้ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง มือหนาหยาบกร้านจากการฝึกฝนและจับอาวุธเอื้อมไปคว้ายาฉุนและผ้าสะอาดที่วางอยู่ใกล้ๆ เพื่อจะทำแผลให้ แต่นางกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว “ไม่ต้องค่ะ แผลแค่นี้ฉันจัดการเองได้” นางเอ่ยเสียงแข็ง พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว “หลินหว่านเอ๋อร์!” กู้เฉิงเหว่ยกดเสียงต่ำลง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็ง “ฉันเป็นสามีเธอ และฉันไม่อยากเห็นคนในปกครองของฉันตายคาบ้านในขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่” คำว่า ‘คนในปกครอง’ ทำให้มุมปากของแพทย์หญิงกระตุกขึ้นเล็กน้อย นางแค่นเสียงเบาในลำคอ “งั้นก็ดีค่ะ ในเมื่อคุณไม่อยากให้ฉันตาย งั้นช่วยออกไปยืนเฝ้าหน้าประตูให้ห่างๆ อย่าให้ใครมารบกวนฉันเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง นี้คือคำสั่งของหมอค่ะ” พูดจบ หลินหว่านเอ๋อร์ก็อาศัยจังหวะที่ชายหนุ่มยังอึ้งกับท่าทีแข็งกร้าวของนาง พุ่งตัวหลบเข้าไปหลังฉากไม้ไผ่เก่าๆ ที่กั้นห้องนอนทันที ก่อนที่ร่างบางจะหายวับเข้าไปใน "มิติลับโอสถสถาน" ของตนเองในพริบตา วูบ! อากาศรอบตัวเปลี่ยนจากกลิ่นอับชื้นของบ้านดิน กลายเป็นกลิ่นหอมเย็นชื่นใจของสมุนไพรล้ำค่านานาชนิด หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ท่ามกลางห้องปรุงยาจีนโบราณขนาดใหญ่ที่บรรจุตู้ยาไม้เนื้อดีนับร้อยลิ้นชัก แสงสว่างนวลตาจากโคมไฟโบราณส่องประกายระยิบระยับ ที่นี่คือมิติลับคู่กายที่ติดตามนางข้ามภพข้ามชาติมาด้วย ในนี้เวลาจะเดินช้ากว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า และเต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์ล้ำสมัยผสมผสานกับตำรับยาโบราณชั้นยอด “โชคดีจริงๆ ที่มิตินี้ยังตามมาด้วย ไม่อย่างนั้นในยุค 70 ที่ขาดแคลนยารักษาโรคแบบนี้ ฉันคงเอาชีวิตไม่รอดแน่ๆ” นางพึมพำกับตัวเอง พรางเดินตรงไปยังชั้นวางสมุนไพร นิ้วเรียวเปิดลิ้นชักหยิบ ‘รากโสมหิมะร้อยปี’ ‘ใบหญ้าจินเฉา’ และ ‘ผงไข่มุกสกัด’ ออกมาอย่างคล่องแคล่ว อาการบาดเจ็บระดับนี้ หากเป็นคนทั่วไปคงต้องนอนซมบนเตียงนับเดือน แต่สำหรับแพทย์อัจฉริยะอย่างนาง การผสมผสานยาสมานแผลชั้นเลิศใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา นางใช้ครกหินบดยาสมุนไพรในมิติลับจนละเอียดเป็นเนื้อครีมสีเขียวมรกต ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจทะลุออกมา หลินหว่านเอ๋อร์จัดการป้ายยาลงบนแผลที่ต้นแขนทันที ความเย็นวาบกระจายไปทั่วผิวหนัง อาการปวดแปลบหายไปเป็นปลิดทิ้ง ราวกับปาฏิหาริย์ เนื้อเยื่อเริ่มประสานกันอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ของสมุนไพรวิเศษ “อืม... แผลหายไวแบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย” นางพยุงร่างที่เบาสบายขึ้นด้วยความพึงพอใจ แต่ทว่า... ในขณะที่นางกำลังจะหยิบขวดวิตามินบำรุงร่างกายเพิ่มเติม ทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นแปลงสมุนไพรหายากที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านของมิติลับ “แย่แล้ว! ต้นเก๋ากี้แดงป่าที่เพิ่งเพาะไว้กำลังจะออกดอก ถ้าปล่อยให้ขาดน้ำในตอนนี้ มีหวังตายเรียบแน่ๆ” ในยุค 70 การหาเงินไม่ใช่เรื่องง่าย หากนางสามารถนำสมุนไพรคุณภาพสูงเหล่านี้ออกไปแปรรูปและแอบนำไปขายในตลาดมืด (ตลาดสีเทา) ย่อมสามารถพลิกฟื้นฐานะที่ยากจนข้นแค้นของครอบครัว และซื้อหาอาหารดีๆ มาบำรุงร่างกายที่ผอมโซนี้ได้ การทำมาหากินในยุคนี้ต้องอาศัยทั้งความฉลาดและความกล้าหาญ! หลินหว่านเอ๋อร์ตัดสินใจทันที นางหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าติดมือมาด้วย ก่อนจะคิดหาข้ออ้างเพื่อออกไปเก็บ "ของป่า" ด้านหลังบ้านจริงๆ เพื่อตบตาคนภายนอก วูบ! ร่างบางปรากฏตัวกลับออกมาที่หลังฉากไม้ไผ่ในโลกความเป็นจริงอีกครั้ง ทว่า ทันทีที่นางก้าวเท้าออกมาจากห้อง เสียงทุ้มต่ำและกราบเท้าหนักๆ ของกู้เฉิงเหว่ยก็ดังขึ้นชิดติดกรอบประตูทันที “หลินหว่านเอ๋อร์ เธอหายไปไหนมา? ทำไมฉันเคาะเรียกตั้งนานไม่มีเสียงตอบ!” กู้เฉิงเหว่ยเปิดผ้าม่านกั้นเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบกวาดมองห้องที่ว่างเปล่า ก่อนจะมาสะดุดอยู่ที่ร่างบางของภรรยาที่ยืนถือตะกร้าไม้ไผ่อยู่ข้างเตียง เนื้อตัวของนางไม่มีรอยเลือดไหลซ่อมแซมเหมือนเมื่อครู่แล้ว ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับดูมีเลือดฝาดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ หลินหว่านเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อย นางไม่คิดว่าชายหนุ่มจะถือวิสาสะบุกเข้ามาเร็วกว่าที่คาดไว้ สมองอันชาญฉลาดหมุนจี๋เพื่อหาทางแก้ตัวทันที “ฉัน... ฉันแค่ไปหาหยิบยาสำรองที่ซ่อนไว้ตามซอกมุมห้องต่างหากเล่าค่ะ คุณนี่นะ ชอบทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเสียจริง” นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยกลบเกลื่อนพิรุธ กู้เฉิงเหว่ยหรี่ตามองภรรยาอย่างไม่เชื่อถือ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนนางต้องถอยหลังไปชนกับผนังบ้าน กลิ่นอายกดดันจากชายชาติทหารแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวตึงเครียด “ซ่อนยา? แต่เมื่อครู่นี้ฉันได้กลิ่นหอมของสมุนไพรแปลกประหลาด... และที่สำคัญ แผลที่แขนเธอดูเหมือนจะหายเร็วจนน่าตกใจ” กู้เฉิงเหว่ยโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าข้างใบหูของนาง “เธอเป็นใครกันแน่ หลินหว่านเอ๋อร์? ภรรยาของฉันคนเดิมไม่มีทางรักษาแผลฉีกขาดขนาดนั้นให้หายได้ภายในสิบนาทีแน่” หัวใจของหลินหว่านเอ๋อร์กระตุกวูบอีกครั้งเป็นรอบที่สองในวันเดียว นางไม่ได้คาดคิดเลยว่าสามีบ้านไร่คนนี้จะมีความสังเกตุน่ากลัวและเฉียบคมปานนี้! ทว่า ก่อนที่นางจะได้อ้าปากแก้ตัวใดๆ กลิ่นหอมเย้ายวนใจบางอย่างก็ลอยโชยเข้ามาแตะจมูกจากห้องครัวบ้านข้างๆ—กลิ่นหอมหวานมันของ ‘ซาลาเปาไส้หมูติดมัน’ และ ‘ซุปกระดูกหมูตุ๋นเห็ดหอม’ ที่กำลังเดือดพล่าน ส่งกลิ่นฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านหนานซานอันแห้งแล้ง เป็นสัญญาณเตือนว่าสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลกู้กำลังเริ่มทำอาหารมื้อเย็นเพื่ออวดความร่ำรวยและกลั่นแกล้งสองสามีภรรยาห้องริมที่ยากจนข้นแค้นอีกครั้ง! กู้เฉิงเหว่ยขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้กลิ่นนั้น แววตาฉายแววดูแคลนครอบครัวใหญ่ที่ชอบเอารัดเอาเปรียบ เขาหันกลับมามองภรรยาในอ้อมแขนที่ตอนนี้ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับด้วยความเจ้าเล่ห์ หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อกลิ่นอาหารยั่วน้ำลายนั้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มุมปากอิ่มกลับยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ซ่อนความร้ายกาจไว้เต็มเปี่ยม ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมกด and ข่มเหง นางนี่แหละจะใช้มิติลับและวิชาแพทย์ตบหน้าคนตระกูลกู้ให้คว่ำครามแบบไม่ทันตั้งตัว! “หึ... ซาลาเปาไส้หมูกลิ่นหอมยั่วน้ำลายขนาดนั้น น่าเสียดายนะคะ...” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย แต่แววตากลับคมกริบราวกับใบมีด “เพราะอีกไม่นาน อาหารพวกนั้น... อาจจะกลายเป็นยาพิษชั้นดีที่ทำให้พวกมันต้องร้องขอชีวิต!” ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "อวี้ซินหมอยายุค 70" ในทุกๆ ตอนนะคะ
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงแห่งทุ่งหญ้าหนานซานกับภารกิจกู้ชีพยุควิบาก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%