คุณหมอหญิงแห่งทุ่งหญ้าหนานซานกับภารกิจกู้ชีพยุควิบาก•ตอนที่ 1

วิญญาณหมอหญิงในร่างหญิงยากจน

ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
"ถ้าไม่อยากตายที่นี่ ก็คายชามแป้งข้าวโพดก้นหม้อนั้นออกมาซะ, นังสะใภ้รองหลิน! บ้านตระกูลกู้ของเราไม่ได้เลี้ยงข้าวคนไร้ค่าไว้เป็นภาระ!" เสียงกระแทกกระทั้นของป้าสะใภ้ใหญ่ 'จางซิ่วอิง' ดังสนั่นจนฝาหม้อดินเผาสั่นกระพือ เศษเขม่าควันไฟสีดำร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเปียกชื้นในห้องครัวคับแคบ กลิ่นสาบโคลนและกลิ่นอับของข้าวฟ่างผสมผสานกันจนชวนเวียนหัว หลินหว่านเอ๋อร์กระพริบเปลือกตาที่หนักอึ้งช้าๆ ความเจ็บแปล๊บราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงแล่นริ้วขึ้นมาจากขมับ สมองของแพทย์หญิงมือหนึ่งผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แผนจีนและตะวันตกจากศตวรรษที่ 21 กำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง *ปี ค.ศ. 1976... ยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ทุ่งหญ้าหนานซานอันหนาวเหน็บ ร่างกายผอมแห้งแรงน้อยของเด็กสาวชาวบ้านวัยสิบแปดปี... และความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่ถูกรังแกจนตรรทกะทรกตอใจตายคาเตียงเตา!* "ฉันถามไม่ได้ยินหรือไง? หูหนวกเป็นใบ้ไปแล้วหรือยังไงกัน!" จางซิ่วอิงเห็นสะใภ้รองผู้เงียบงันมาตลอดนอนพะงาบๆ อยู่บนแคร่ไม้ไผ่ผุๆ จึงยิ่งได้ใจ นางพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นท่อนแขนอวบอานที่เต็มไปด้วยเนื้อหนังจากการเอาเปรียบคนอื่น เดินดุ่มๆ เข้ามาหมายจะกระชากผ้าห่มเก่าๆ ขาดวิ่นออกจากตัวของหญิงสาว ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วหยาบกร้านเกือบจะสัมผัสโดนผืนผ้า หลินหว่านเอ๋อร์ก็พลันลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้น... มันไม่ใช่ดวงตาของเด็กสาวชาวนาขี้ขลาดตาขาวผู้ยอมให้ใครโขกสับอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสายตาคมกริบดั่งใบมีดผ่าตัดที่ผ่านการมองความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เยือกเย็น ลึกล้ำ และแฝงไปด้วยจิตสังหารจางๆ ที่ทำให้จางซิ่วอิงชะงักกึกโดยไม่รู้ตัว ขนอ่อนทั่วร่างลุกชันขึ้นมาทันทีอย่างไม่มีสาเหตุ "มือข้างที่สกปรกของคุณ... แตะโดนตัวฉัน ระวังมันจะเน่าจนต้องตัดทิ้งนะตะเอง" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น ร่างบางค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังตั้งตรงสง่างามราวกับสนท้าทายลมหนาว แม้ใบหน้าจะซีดเซียวตอบเซียวจากภาวะทุพโภชนาการ แต่รัศมีกดดันกลับแผ่ซ่านออกมาจนจางซิ่วอิงต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ "นะ... นังนี่! แกกล้าดียังไงมาแช่งฉัน!" จางซิ่วอิงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความอับอาย ปากสั่นระริกด้วยความโกรธจัด "แต่งเข้าบ้านตระกูลกู้มาครึ่งปี สามีก็ไปเป็นทหารอยู่ชายแดน ไม่เคยส่งเงินกลับมาแม้แต่เหมาเดียว ตัวแกเองก็เอาแต่นอนป่วยเรื้อรัง กินข้าวเปล่าๆ ไปวันๆ ไม่ทำงานทำการ วันนี้ถ้าแกไม่คายแป้งข้าวโพดในห้องครัวออกมา ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้านให้มาขับไล่แกออกจากตระกูลกู้ฐานทำลายเสบียงส่วนรวม!" หลินหว่านเอ๋อร์เหยียดยิ้มเยาะที่มุมปาก ในสมองของเธอนอกจากความทรงจำของร่างเดิมแล้ว ยังมีเสียงแจ้งเตือนอันคุ้นเคยจาก "โอสถสถานมิติลับ" ที่ติดตัวข้ามภพมาด้วย หน้าจอโฮโลแกรมใสแจ๋วปรากฏขึ้นพร้อมกับสถิติพลังงานและคลังแสงยาสมุนไพรล้ำค่าที่ถูกเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม การันตีความรวยทางลัดในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ได้เป็นอย่างดี! *อยากขับไล่ฉันงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!* ในยุคที่ผู้คนอดอยากปากแห้งจนต้องแทะเปลือกไม้ประทังชีวิต ตระกูลกู้สายใหญ่นี้มักจะฉวยโอกาสกักตุนเสบียงและรังแกสะใภ้รองผู้ไร้ที่พึ่งเช่นเธอเป็นประจำ อาหารในหม้อนั้นแท้จริงแล้วคือส่วนแบ่งข้าวสาลีที่พ่อแม่ร่างเดิมส่งมาให้ก่อนเสียชีวิต แต่มันถูกจางซิ่วอิงฉวยโอกาสยึดเอาไว้ทั้งหมด "ถ้าคิดว่าแน่ ก็ลองตะโกนให้ดังกว่านี้สิคะ ป้าสะใภ้ใหญ่" หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวลงจากแคร่ไม้ไผ่ แม้ขาจะยังสั่นเล็กน้อยเนื่องจากขาดสารอาหาร แต่ฝีเท้ากลับมั่นคงอย่างยิ่ง นางเดินเข้าไปใกล้หญิงร่างท้วมทีละก้าว "ตระกูลกู้ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตตามนโยบายพรรค แต่พฤติกรรมยักยอกเสบียงของสะใภ้ใหญ่... ถ้าเรื่องนี้ถึงหูคณะกรรมการพรรคประจำคอมมูน หรือสามีที่เป็นถึงทหารกล้าของฉันรับรู้เข้า คุณคิดว่าฐานะ 'สะใภ้ตัวอย่าง' ของคุณในหมู่บ้านหนานซานจะเหลือรอดสักกี่ส่วน?" "แก... แกขู่ฉันรึ!" จางซิ่วอิงหน้าถอดสี แม้ในยุคนี้การเมืองจะเข้มงวด แต่การเอาเปรียบสมาชิกในครอบครัวและฉกฉวยเสบียงส่วนรวมก็ยังเป็นความผิดร้ายแรงที่อาจทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียงจนโงหัวไม่ขึ้น นางตวัดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง นึกไม่ถึงว่านังเด็กโง่งมคนนี้จะฝปากกล้าและทันคนขึ้นมาปานนี้ "ฉันไม่ได้ขู่ค่ะ ฉันแค่เตือนด้วยความหวังดีในฐานะญาติมิตร" หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มละมุน ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ "อีกอย่าง... สามีของฉัน 'กู้เฉิงเหว่ย' ต่อให้เขาจะยังไม่ส่งเงินมาในช่วงนี้ แต่เขาก็เป็นถึงรองหัวหน้ากองร้อยผู้สร้างผลงานในสนามรบ ถ้าเขากลับมาแล้วรู้ว่าภรรยาในandคาดหวังของตัวเองเกือบอดตายเพราะคนในครอบครัวรังแก... คุณคิดว่ามือที่ถือปืนปกป้องประเทศของเขา จะใจดีกับคนที่รังแกเมียตัวเองหรือเปล่าคะ?" ราวกับมีค้อนเหล็กทุบลงกลางใจ จางซิ่วอิงสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินชื่อของ 'กู้เฉิงเหว่ย' ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความดุดัน เด็ดขาด และหวงภรรยา (แม้ร่างเดิมจะพยายามหนีหน้าเขาเพราะความหวาดกลัวก็ตาม) แม้แต่คนในตระกูลกู้ยังเกรงกลัวรัศมีของเขาอยู่หลายส่วน "มะ... อยากกินนักใช่ไหมข้าวต้มก้นหม้อนั่นน่ะ ก็กินเข้าไปให้ตายซะเถอะ!" จางซิ่วอิงสะบัดหน้าหนีด้วยความคับแค้นใจ นางถ่มน้ำลายลงพื้นบ้านหนึ่งทีก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้าหนีออกไปจากห้องครัวอย่างหัวเสีย เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา หลินหว่านเอ๋อร์จึงถอนหายใจยาวเหยียด นางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ท้องที่ว่างเปล่าส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงอย่างรุนแรง "ให้ตายสิ ร่างกายนี้แย่ยิ่งกว่าคนไข้โรคเรื้อรังซะอีก" นางพึมพำกับตัวเอง พลางพลิกฝ่ามือเรียกพลังจากมิติลับ ชั่วพริบตาเดียว เม็ดยาโสมลี้ลับอายุนับร้อยปีก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ กลิ่นหอมหวานละมุนของสมุนไพรลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัวคับแคบ ทว่า... ในขณะที่เธอกำลังจะหยิบเข้าปากเพื่อฟื้นฟูร่างกาย *ก๊อกๆๆ!* เสียงเคาะประตูกระท่อนกระแท่นดังขึ้นที่หน้าบ้าน พร้อมกับเสียงทุบประตูรัวเร็วดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตายเกิดขึ้นข้างนอก "เปิดประตู! เปิดเดี๋ยวนี้! มีคนบาดเจ็บสาหัสถูกหามกลับมาจากแนวหน้าป่าสน... และ... และรองหัวหน้ากู้บาดเจ็บสาหัสอาการเป็นตายเท่ากัน ถูกส่งตัวกลับมาถึงหมู่บ้านแล้ว!" หัวใจของหลินหว่านเอ๋อร์กระตุกวูบ ทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางข้ามมิติมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงแห่งทุ่งหญ้าหนานซานกับภารกิจกู้ชีพยุควิบาก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%