"ถ้าคุณยังใช้ตรรกะแบบมนุษย์ห้องแล็บมาวัดรอยเท้าเปื้อนโคลนตรงนี้ เราคงต้องเดินวนหาศพเด็กผู้หญิงคนนั้นไปจนถึงชาติหน้าค่ะ, คุณรวิศ"
ปลายนิ้วเรียวยาวของจันทร์กะพ้อแตะลงบนพื้นเรือนไม้สักเก่าคร่ำคร่า กลิ่นอายของธูปหอมผสมกับความชื้นของดินหลังฝนตกอบอวลอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบที่ปิดตายมานานหลายปี แสงไฟฉายคาดหัวของรวิศส่องกราดไปยังรอยเปื้อนสีดำคล้ำบนแผ่นไม้ รอยเท้าขนาดเล็กที่ลากยาวจากมุมห้องมุมหนึ่ง ไปหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าต่างบานที่ลงกลอนสนิทจากด้านใน—หน้าต่างที่ไม่มีทางให้มนุษย์เนื้อหนังมังสาคนไหนลอดผ่านออกไปได้
รวิศขยับแว่นสายตา เลนส์ใสสะท้อนแสงไฟวับวาว สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามวิสัยของนักมานุษยวิทยาผู้ยึดมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์ เขาก้มตัวลงต่ำ ใช้ไม้บรรทัดเหล็กวัดระยะห่างของรอยเท้าอย่างละเอียด พร้อมกับจดบันทึกตัวเลขลงในสมุดปกหนังสีดำคู่ใจด้วยลายมือระเบียบเรียบร้อย
"ความยาวสิบสองเซนติเมตร น้ำหนักกดทับประมาณสิบหกกิโลกรัม..." รวิศพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำราบเรียบราวกับกำลังวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนามในมหาวิทยาลัย "ถ้าตัดเรื่องอภินิหารออกไป สิ่งนี้อธิบายได้ด้วยการหดตัวของกล้ามเนื้อหลังเสียชีวิต หรือไม่ก็ภาพหลอนหมู่จากอาการตื่นตระหนกของชาวบ้านในละแวกนี้ช่วงเกิดเหตุ ทฤษฎีทางมานุษยวิทยาสาขาจิตวิทยาฝูงชนมีเคสแบบนี้บันทึกไว้ไม่น้อยค่ะ... เอ่อ หมายถึง มีบันทึกไว้ชัดเจนครับ—ค่ะ"
รวิศเกือบเผลอหลุดคำลงท้ายแบบเดิมออกมาอีกแล้ว เขาเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อหันไปสบตากับดวงตาสนิมเหล็กคู่คมของหญิงสาวที่นั่งยองๆ อยู่ไม่ไกล จันทร์กะพ้อไม่ได้ต่อว่า เธอยกยิ้มมุมปากนิดๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความเอ็นดูระคนเหนื่อยหน่ายใจอย่างคนที่มีอายุขัยทางจิตวิญญาณมากกว่าตัวเลขอายุบนบัตรประชาชน
"ทฤษฎีทางมานุษยวิทยาช่วยให้คุณเข้าใจกระบวนการคิดของมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจได้ค่ะ, คุณรวิศ" จันทร์กะพ้อลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายผ้าซิ่นไหมโบราณไหววูบตามจังหวะการเคลื่อนไหว เธอดึงยันต์กระดาษสีเหลืองหมึกแดงที่เปื่อยยุรัทิ้งลงบนพื้น "แต่ศพของน้องมะลิไม่ได้นอนอยู่ที่ก้นแม่น้ำเพราะการตื่นตระหนกของชาวบ้าน... และรอยเท้านั่น ก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยแรงโน้มถ่วงของโลกที่เราคุ้นเคยด้วย"
"คุณกำลังจะบอกว่ากฎฟิสิกส์ใช้ไม่ได้ผลในบ้านหลังนี้อย่างนั้นหรือครับ—ค่ะ?" รวิศแย้ง เสียงของเขาเริ่มมีความหงุดหงิดเจืออยู่เล็กน้อย ความเจ็บปวดในอดีต—ภาพเหตุการณ์วันที่สูญเสียครอบครัวไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้ปริศนาที่ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่เขาและเงาดำในความทรงจำรู้ดีว่าไม่ใช่—ผุดขึ้นมาทิ่มแทงหัวใจ ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาในการอธิบายทุกอย่างด้วยวิทยาศาสตร์และเหตุผล ก็เพื่อคานอำนาจกับความทรงจำสีดำมืดเหล่านั้นไม่ให้กลืนกินสติสัมปชัญญะของตนเอง
ถ้าเขาเริ่มยอมรับเรื่องภูตผีวิญญาณ นั่นหมายความว่าความตายของพ่อแม่เขา... เป็นสิ่งที่ป้องกันและอธิบายไม่ได้ด้วยซ้ำ?
จันทร์กะพ้อหันกลับมามองเขา แววตาที่มักจะนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในยามวิกาล บัดนี้กลับไหววับคล้ายระลอกคลื่น เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มทีละน้อย กลิ่นจันทร์หอมและพิมเสนจางๆ ลอยมาแตะจมูก จนรวิศต้องเป็นฝ่ายถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"คุณกลัวอะไรคะ, คุณรวิศ?" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าทรงพลังจนกดดันให้หัวใจของคนฟังเต้นผิดจังหวะ "กลัวว่าถ้าคุณยอมรับว่าโลกนี้มีสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึง... แล้วคุณจะพบว่า ความตายของครอบครัวคุณเมื่อสิบปีก่อน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่สมองพยายามหลอกตัวเองมาตลอด?"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ รวิศชะงักกึก สมุดบันทึกในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้เสียงดังสนั่น แว่นตาหลุดเลื่อนลงมาอยู่ที่ปลายจมูก ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—เป็นครั้งแรกที่นักมานุษยวิทยาผู้รอบคอบไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ จะเอื้อnน
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอก ทันใดนั้นเอง...
*แอ๊ด...*
เสียงบานหน้าต่างไม้ที่ถูกลงกลอนสนิทจากด้านใน ค่อยๆ หมุนเปิดออกเองอย่างช้าๆ แรงลมเย็นจัดพัดกรรโชกเข้ามาในห้องจนเปลวเทียนบนขันสาครดับวับลงในพริบตา ความมืดมิดเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที แต่สิ่งพีกที่สุดไม่ใช่ความมืด—หากแต่เป็นเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ดังขึ้น *'ตึก... ตึก... ตึก...'* วิ่งสวนทางมาจากหน้าต่าง ผ่านความว่างเปล่า ตรงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารวิศพอดี!
ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึก เขากลั้นใจ เปิดระบบสแกนเนอร์พิเศษทางจิตวิญญาณที่จันทร์กะพ้อเคยสอนให้ใช้ควบคู่กับสมาธิ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงเรืองรองสีฟ้าครามจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนจอประสาทตาของเขา เผยให้เห็นเงาร่างโปร่งแสงของเด็กหญิงตัวเล็กในชุดเสื้อผ้าเปียกโชก ยืนจ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและรอยแผลไหม้พุพองทั่วร่าง
รวิศอ้าปากค้าง สมองที่เคยประมวลผลด้วยตรรกะและสถิติ พังทลายลงในพริบตาเมื่อหลักฐานชิ้นเบ้อเริ่มยืนอยู่ห่างจากปลายจมูกเขาไม่ถึงคืบ
ก่อนที่เขาจะทันได้เปล่งเสียงใดออกมา จันทร์กะพ้อก็เอื้อมมือมาคว้าแขนของเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นเตือนสติให้เขารู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ลำพังในความมืดนี้
เพราะที่มุมห้องมืดสนิทตรงข้ามหน้าต่าง เสียงหัวเราะแหบพร่าของผู้ชายคนหนึ่ง... ก็ดังขึ้นพร้อมกับเงาดำสูงใหญ่ที่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากพื้น!
"ยินดีต้อนรับสู่โลกความจริงค่ะ, นักมานุษยวิทยา..."
**[ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและเติบโตไปพร้อมกับรวิศและจันทร์กะพ้อนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ]**
มัคคุเทศก์วิญญาณกับนักมานุษยวิทยาสายมู•ตอนที่ 8
รอยเท้าของผู้ที่จากไป
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับนักมานุษยวิทยาสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!