ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 1

ทริปนรกหรือสวรรค์?

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้ามึงยังไม่หุบยิ้มแล้วลากกระเป๋าเดินตามกูมาอีกสามก้าว กูจะเทน้ำส้มกล่องนี้ราดหัวมึงตรงนี้แหละจีจี้" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดระคนเหนื่อยหน่ายดังขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจของสนามบินดอนเมือง วิน—บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวหนุ่มร่างโปร่งในชุดเสื้อฮู้ดสีครีมและกางเกงคาร์โก้ตัวเก่ง กำลังยืนกอดอกแน่น สายตาคมกริบมองเพื่อนสนิทตัวดีที่ทำหน้าทะเล้นไม่สะทกสะท้าน "โถ่ คุณวินครับ ใจเย็นก่อนสิคร้าบ..." จีจี้ลากเสียงยาวอย่างหมั่นไส้ พร้อมกับยกมือขึ้นยอมแพ้แบบขอไปที "ก็คนมันตื่นเต้นนี่หว่า ทริปอาสาสมัครสร้างห้องสมุดที่แม่ฮ่องสอนเชียวนะเว้ย ได้ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ แถมได้ไป... อุ๊บ!" มือเรียวของวินพุ่งไปปิดปากเพื่อนสนิทแทบไม่ทัน ใบיหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอายเมื่อผู้โดยสารรอบข้างเริ่มหันมามอง "เงียบปากไปเลยนะมึง! ใครใช้ให้มึงเสนอชื่อกูพ่วงไปกับโครงการบ้าๆ นี่ไม่ทราบ บล็อกเกอร์สายชิลล์คาเฟ่ริมหาดแบบกู ต้องมาติดแหง็กกลางป่ากลางเขาเนี่ยนะ แค่คิดสภาพกูต้องไปแบกปูนผสมปูนขาว หน้าตากูจะเหลือรึไงวะ" "เอ้า! ก็ทางมูลนิธิเขาต้องการบล็อกเกอร์สายลุยไปช่วยโปรโมตโครงการไง แล้วมึงก็ดันเป็นตัวเต็งที่ยอดรีทวีตสูงสุดเมื่อเดือนก่อน แถมผู้สนับสนุนหลักเขาก็จ่ายไม่อั้น..." จีจี้แกะมือเพื่อนออกแล้วกระซิบกระซาบเสียงเจ้าเล่ห์ "อีกอย่างนะเว้ย... คนที่มึงไม่อยากเจอที่สุดในสามโลก เขาก็มาด้วยนะ" กึก— วินชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเดิน ร่างโปร่งแข็งค้างไปชั่วขณะ หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างไม่สบอารมณ์ แค่ได้ยินชื่อหรือนึกถึงใบหน้ากวนประสาทนั้น อุณหภูมิในร่างกายก็พุ่งสูงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ "ไทม์..." วินพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ ตากล้องหนุ่มฟรีแลนซ์ฝีมือระดับท็อป ผู้มีรอยยิ้มมุมปากที่กวนประสาทที่สุดในจักรวาล และมีงานอดิเรกคือการแกล้งให้คนอื่นสติหลุด ไทม์คือคนที่วินเคยประกาศกร้าวไว้กลางกลุ่มไลน์เพื่อนว่า *'ถ้าชาติหน้ามีจริง ขออย่าได้โคจรมาเจอไอ้ตากล้องหน้ามึนคนนี้อีกเลย'* แต่ดูเหมือนฟ้าดินจะจงใจกลั่นแกล้ง เพราะไม่ใช่แค่ชาติหน้า... ชาตินี้เขากำลังจะต้องไปติดเกาะ ติดดอย และติดอยู่ในรถตู้คันเดียวกันกับคู่ปรับเก่าเป็นเวลาเต็มๆ เจ็ดวันเต็ม! "ยินดีต้อนรับสู่ทริปนรก... เอ้ย ทริปบุญครับทุกคน!" เสียงทุ้มคุ้นหูที่แฝงความขี้เล่นดังแทรกเข้ามาจากด้านหลัง ทำเอาวินสะดุ้งเฮือก ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นซิตรัสสะอาดๆ ลอยแตะจมูก ก่อนที่น้ำหนักอุ่นๆ จะทาบทับลงมาบนไหล่ลาด "มาเร็วกว่าที่คิดนี่วิน นึกว่าจะนอนตื่นสายจนตกรถตู้ไปซะแล้ว" วินรีบเบี่ยงตัวหลบสัมผัสนั้นทันที หันขวับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงที่ยืนยันรอยยิ้มพิมพ์ใจ—รอยยิ้มที่มองทีไรก็ชวนให้อยากเอาเท้าก่ายหน้าผากทุกที ไทม์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงและรอยสักลายเส้นมินิมอลที่ข้อมือ มือข้างหนึ่งลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ส่วนอีกข้างถือกล้องโปรตัวโปรดคล้องคอไว้ ดูท่าทางชิลล์ผิดกับวินที่หน้าตาบูดบึ้งราวกับอมส้มมะนาวทั้งสวน "ใครตื่นสายไม่มี๊! กูแค่ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์เผื่อพวกสมองทึบแถวนี้ต่างหาก" วินเชิดหน้าเถียงกลับทันควัน กลบเกลื่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอก "อ๋อ... นึกว่าตื่นมาส่องกระจกแล้วเพลินกับความสวยของตัวเองซะอีก" ไทม์หัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่เก่งกวาดมองสำรวจวินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาแพรวพราว "แต่งตัวซะจัดเต็ม นึกว่าจะไปเดินแฟชั่นวีคที่ปารีส รู้สึกตัวอีกทีต้องไปแบกหินคลุกนะคุณบล็อกเกอร์ ไหวไหมเนี่ย ตัวแค่นี้ลมพัดทีเดียวคงปลิวตกหน้าผา" "ปากเสีย!" วินแยกเขี้ยวใส่ แยกไม่ออกว่าควรโกรธหรือควรเอาแฟ้มเอกสารฟาดหน้าไอ้คนตรงหน้าดี "ตัวกูจะปลิวไม่ปลิวก็เรื่องของกูเถอะน่า ไปเคลียร์สัมภาระแล้วขึ้นรถไปเลยไป กูไม่อยากหายใจร่วมกับคนแถวนี้ตนนานเกินไป" "ครับๆ ตามใจท่านชายวินเลยครับ" ไทม์ยิ้มรับหน้าตาเฉย ไม่มีความสะเทือนใจกับคำด่าทอแต่อย่างใด แถมยังจงใจเดินเบียดไหล่ผ่านหน้าวินไปใกล้ๆ จนกลิ่นน้ำหอมประจำตัวฉาบไล้ความรู้สึกของวินให้ปั่นป่วนเล่นๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มมุมปากทิ้งท้าย "นั่งรถยาวไปเจ็ดชั่วโมง ระวังจะเผลอซบไหล่ผมระหว่างทางนะครับ" "ฝันไปเถอะ!" วินตะโกนไล่หลังเสียงดัง หน้าแดงแจ๋ด้วยความเคือง จีจี้ที่ยืนดูสถานการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ แอบเอามือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความยิกๆ ส่งเข้ากลุ่มแชลับ พร้อมกับอมยิ้มกรุ้มกริ่มกับเคมีชวนจิกหมอนที่เพิ่งเริ่มต้นเปิดฉากขึ้น รถตู้สีขาวเคลื่อนตัวออกจากลานจอดสนามบิน มุ่งหน้าสู่ถนนสายเหนือที่ทอดยาวสู่ขุนเขา ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มต้นด้วยความวุ่นวายและการปะทะฝีปาก วินแอบเหลือบมองกระจกมองข้างที่สะท้อนใบหน้าด้านข้างของคนที่นั่งเบาะถัดไป ไทม์กำลังหลับตาพักผ่อนอย่างสบายใจ แต่ริมฝีปากหยักนั้นกลับยังมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่ราวกับกำลังสนุกกับอะไรบางอย่าง วินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอนศีรษะพิงกระจกหน้าต่าง ปิดเปลือกตาลงเพื่อเตรียมรับมือกับเจ็ดวันที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล... โดยไม่รู้เลยว่า ประโยคสุดท้ายที่ไทม์กระซิบก่อนขึ้นรถ จะกลายเป็นจริงเร็วกว่าที่คิด นิ้วเรียวของวินเผลอกดเปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือเข้าแอปพลิเคชันแชทอย่างไร้สติ พิมพ์ข้อความบางอย่างออกไปหาคนตัวสูงที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ โดยไม่ทันยั้งคิด *[วิน]: นี่... ไทม์ ถ้าเกิดทางข้างหน้ามันลำบากมาก ห้ามแกล้งกูนะเว้ย* ส่งข้อความไปปุ๊บ วินก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบกดค้างเพื่อจะยกเลิกข้อความนั้นทันที แต่ทว่า... ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ของไทม์ดังขึ้นสวนทางกับจังหวะที่หัวใจของวินหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไทม์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ หันขวับมามองคนตัวเล็กที่กำลังนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ค่อยๆ ขยายกว้างขึ้นทีละนิด "หืม? เมื่อกี้พิมพ์อะไรมานะ... ไหนลองพูดใหม่อีกทีซิครับ?" วินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก อยากจะมุดแผ่นดินหนีเสียเดี๋ยวนี้! *ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเปิดอ่านบทแรกไปพร้อมกันนะครับ ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีและหัวใจฟูฟ่องไปด้วยกันนะครับ*
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%