ดาริกาแต้มจันทร์ รอยจำหลักบนแผ่นหยก•ตอนที่ 2

พบพานท่ามกลางควันธูป

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและควันธูปอบอวลเสียจนเกือบจะกลบกลิ่นกระดาษโบราณในหัสดิเรکบรรณสาร หอสมุดหลวงยามวิกาลเช่นนี้ไม่ควรมีผู้ใดก้าวเข้ามา นอกเสียจากเหล่าขันทีผู้มีหน้าที่จัดเก็บตำรา ทว่ายามนี้ เบื้องหน้าชั้นหนังสือหมวดกฎหมายและราชประเพณีกลับปรากฏเงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีนิลสนิท รัศมีเย็นเยียบกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวตนของบุรุษผู้ยืนสงบนิ่งอยู่ ณ ที่นั้น จนแม้แต่เปลวไฟในตะเกียงสำริดยังลู่ไหวด้วยความหวาดหวั่น เซี่ยจื่อเวยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตระหนก นางปรับสีหน้าให้กลับคืนสู่ความเรียบเฉยดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ มือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างประสานกันไว้มั่น นางขยับกายถอนสายบัวอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียม ทว่าแววตาคู่คมกลับเงยขึ้นสบกับดวงเนตรดุดั่งพญาเหยี่ยวขององค์ชายรองฉีหลงเหว่ยอย่างไร้ความหวาดกลัว "หม่อมฉันเซี่ยจื่อเวย ถวายพระพรองค์ชายรองเพคะ ไม่ทราบว่ายามวิกาลเช่นนี้ เหตุใดพระองค์จึงเสด็จมาเยือนหอสมุดหลวงที่อับชื้นและเต็มไปด้วยฝุ่นผงเล่าเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่ากังวานใสราดรดลงบนความเงียบงัน ฉีหลงเหว่ยไม่ตอบรับคำทักทายนั้นทันที พระองค์ก้าวช้าๆ เข้าหาบรรณารักษ์สาว กลิ่นอายความกดดันจากสนามรบและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ติดพระองค์มาโชยเข้าจมูกจนจื่อเวยรู้สึกได้ พระองค์หยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่ก้าวเดียว ความสูงสง่าของพระองค์กดดันให้นางต้องแหงนเงยพระพักตร์ขึ้นมองเล็กน้อย "หอสมุดหลวงอับชื้นจริง หรือเพราะมีบางคนจงใจซ่อน 'คราบไคล' เอาไว้ใต้กองตำราเก่าๆ เหล่านั้นกันแน่, ใต้เท้าเซี่ย?" ฉีหลงเหว่ยตรัสถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์นักล่าในยามค่ำคืน พระเนตรคมกริบกวาดมองพะเนินตำราคดีความสมัยรัชกาลก่อนที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของนาง ซึ่งเป็นจุดที่จื่อเวยกำลังตรวจสอบอยู่พอดี ดวงตาคู่สวยของจื่อเวยไหววับไปชั่วขณะ นางรู้ทันทีว่าพระองค์หมายถึงสิ่งใด บันทึกคดีลับการยักยอกเสบียงคลังทหารเมื่อสิบปีก่อน—คดีที่เกี่ยวพันถึงตระกูลขุนนางเก่าของนาง และมีเงาหัวของสนมจินกุ้ยเฟยทาบทับอยู่เบื้องหลัง "หม่อมฉันเพียงแค่ทำหน้าที่จัดหมวดหมู่ตำราตามพระราชกระแสรับสั่งของใต้เท้าฮั่น หาได้มีเจตนาซ่อนเร้นสิ่งใดไม่เพคะ" จื่อเวยตอบกลับทันควัน ไร้ซึ่งความลังเล "หากองค์ชายทรงสงสัยในหน้าที่การงานของหม่อมฉัน เกรงว่าพระองค์คงต้องใช้เวลาอีกนานโขในการพลิกหาหลักฐานที่ไม่มีอยู่จริงในหอสมุดแห่งนี้" ฉีหลงเหว่ยแค่นพระสรวลในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบเสียจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ พระหัตถ์หนายื่นไปหยิบม้วนคดีความขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ โดยไม่แยแสต่อระเบียบการเก็บรักษาตำราหลวงแม้แต่น้อย "ปากกล้าไม่เบา... สมกับที่เป็นบุตรีของอดีตราช士เซี่ยผู้โง่เขลาจนต้องจบชีวิตลงด้วยข้อหากบฏ" พระองค์จงใจใช้คำพูดบาดแทงใจดำ เพื่อทดสอบความนิ่งของสตรีเบื้องพระพักตร์ "เจ้าคิดว่าความเฉลียวฉลาดเพียงน้อยนิด กับการทำตัวเป็นกระต่ายน้อยท้าทายพยัคฆ์ จะช่วยปกป้องตระกูลที่ล่มสลายไปแล้วของเจ้าได้งั้นหรือ?" หัวใจของจื่อเวยกระตุกวูบ ความโกรธแค้นและเจ็บปวดพวยพุ่งขึ้นมาจุกอกดั่งไฟสุม นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความทรงจำในวันที่ตระกูลเซี่ยถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏและถูกกวาดล้างจนสิ้นย้อนกลับมาทิ่มแทง ทว่านางรู้ดีว่าการแสดงความอ่อนแอหรือเกรี้ยวกราดออกไปในยามนี้ มีแต่จะนำพาความหายนะมาสู่ตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง จื่อเวยเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ตรงๆ แววตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความเย้ยหยันอันบางเบาที่ยากจะจับสังเกต "หากตระกูลเซี่ยของหม่อมฉันโง่เขลาจริง เหตุใดเล่า... องค์ชายรองผู้ทรงปรีชาสามารถและกุมอำนาจครึ่งค่อนราชสำนัก จึงยังต้องเสด็จมาค้นหาหลักฐานชิ้นสำคัญในหอสมุดเก่าๆ แห่งนี้ด้วยพระองค์เองในยามวิกาลเล่าเพคะ?" จื่อเวยย้อนถาม เสียงกระซิบของนางแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดที่กรีดลงบนอีโก้ขององค์ชายหนุ่ม "หรือแท้จริงแล้ว... พระองค์เองก็กำลังหวาดกลัวเงาในอดีตของสนมจินกุ้ยเฟย เช่นเดียวกับที่หม่อมฉันกำลังเผชิญอยู่?" บรรยากาศในห้องสมุดพลันเย็นเยียบลงจนแทบหยุดหายใจ ฉีหลงเหว่ยชะงักพระหัตถ์ที่ถือม้วนคดี ดวงเนตรคมกริบหรี่ลงแคบ จ้องมองสตรีตรงหน้าราวกับเพิ่งเคยรู้จักนางเป็นครั้งแรก รอยยิ้มเยาะหยันจางหายไปจากพระพักตร์ แทนที่ด้วยความตื่นตะลึงและประกายความสนใจอันตรายที่วับวามอยู่ในความมืด ไม่มีสตรีหน้าไหนในวังหลวงกล้าต่อปากต่อคำกับพระองค์เช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกล้าจี้จุดตายเรื่องมารดาและอำนาจของกุ้ยเฟย "เจ้ากล้าดีนี่..." ฉีหลงเหว่ยโน้มพระวรกายเข้าไปใกล้จนจื่อเวยต้องเอนตัวหนี ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นจางๆ ของชาผู่หลี่เปรยรดข้างพระพักตร์ "กล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อยั่วโมโหข้า รู้ตัวหรือไม่ว่าคำพูดเมื่อครู่เพียงประโยคเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวหลุดจากบ่าได้แล้ว" "หม่อมฉันรู้ตัวดีเพคะ..." จื่อเวยไม่ยอมถอยหลัง นางเชิดหน้าขึ้นสบพระเนตรอย่างไม่เกรงกลัว แม้แผ่นหลังจะชนเข้ากับชั้นหนังสือเย็นเฉียบแล้วก็ตาม "แต่คนเราย่อมมีความตายเพียงครั้งเดียว หากความตายของหม่อมฉันสามารถกระชากหน้ากากของฆาตกรที่แท้จริงออกมาได้ หม่อมฉันก็ยินดีจะแลก... เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงกำลังเดิมพันอยู่มิใช่หรือเพคะ องค์ชาย" เคมีอันตึงเครียดและกระแสความเร่าร้อนบางอย่างประจักษ์ขึ้นระหว่างคนทั้งสอง ราวกับแม่เหล็กคนละขั้วที่ถูกแรงดึงดูดเข้าหากันอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ท่ามกลางควันธูปที่ยังคงพวยพุ่งและเงาสลัวของตำราโบราณ ฉีหลงเหว่ยกำลังจะตรัสสิ่งใดตอบโต้ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงตะโกนตื่นตระหนกของขันทีหน้าหอสมุดก็ดังแหวกความเงียบขึ้นมา "แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชายรอง! เกิดเรื่องใหญ่ที่ตำหนักจินอวี้ของพระสนมจินกุ้ยเฟยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ฉีหลงเหว่ยชะงัก พระเนตรคมกริบละออกจากใบหน้าของจื่อเวยชั่วขณะ ทว่าก่อนที่พระองค์จะสะบัดพระmพักตร์หันหลังกลับ พระองค์กลับเอื้อมพระหัตถ์มาคว้าปลายคางมนของจื่อเวยเอาไว้ด้วยแรงบีบที่พอเหมาะ บังคับให้นางต้องรับฟังพระราชดำรัสสุดท้ายด้วยความใกล้ชิดที่อันตรายยิ่ง "เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น... เซี่ยจื่อเวย" พระองค์กระซิบชิดริมฝีปากนางด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ "จงรักษาคอของเจ้าไว้ให้ดี จนกว่าข้าจะกลับมา... พิพากษาเจ้าด้วยตัวเอง" พูดจบ พระองค์ก็สะบัดชายอาภรณ์หมุนตัวก้าวออกไปจากหอสมุดอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้จื่อเวยยืนหอบหายใจถี่กระชั้นอยู่ลำพัง ท่ามกลางความเงียบงันที่กลับคืนมาอีกครั้ง ทว่า หัวใจดวงน้อยกลับเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นสิ่งของชิ้นเล็กๆ ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นพรมใต้โต๊ะทำงาน—ป้ายหยกประจำตัวขององค์ชายรอง ที่สลักรูปพยัคฆ์คาบดาบ... และรอยคราบเลือดสดๆ ที่เพิ่งเปื้อนอยู่บนนั้น! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนอักษรแห่งนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาริกาแต้มจันทร์ รอยจำหลักบนแผ่นหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%