เสียงกْอบแก้วไวน์กระทบกันเบา ๆ ในห้องอาหารส่วน
ตัวของภัตตาคารหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
รินรดากวาดสายตามองผ่านกระจกใสบานใหญ่ ออกไปเบื้องนอกที่แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนระยิบระยับบนผิวน้ำ ราวกับดวงดาวที่ร่วงหล่นลงมาประดับพื้นดิน ทว่าความงามเหล่านั้นไม่อาจดึงดูดความสนใจของเธอได้เท่ากับร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ธันวาในชุดสูทสีกรมท่าเข้มเข้ารูป กำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวหมุนแก้วไวน์ในมือช้า ๆ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบขนตานั้นจับจ้องอยู่ที่เธอ ไม่ยอมละสายตาไปไหนราวกับกลัวว่าหากเธอกะพริบตา เธอกจะหายวับไปกับอากาศธาตุ
"เอกสารสัญญาการควบรวมกิจการฉบับนั้น ผมเซ็นอนุมัติให้ตามที่รินต้องการทุกประการแล้วนะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเจือความพยายามที่จะประนีประนอมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งจากนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลคนนี้
รินรดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คล้ายกับน้ำแข็งที่เคลือบบนผิวน้ำ
"ขอบคุณค่ะท่านประธานธันวา... แต่ดูเหมือนว่าคุณธันวาจะลืมไปนะคะว่า ดิฉันมาในฐานะทนายความตัวแทนฝ่ายผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ไม่ใช่คู่ค้าทางธุรกิจที่คุณจะใช้ข้อแลกเปลี่ยนส่วนตัวมาโน้มน้าวได้" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึกในทุกพยางค์
ธันวาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มไหววูบชั่วพริบตา ก่อนจะจางหายไปแทนที่ด้วยความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์
"ริน... เราจำเป็นต้องสร้างกำแพงใส่กันขนาดนี้เลยหรือครับ เราเคย..."
"เคยเป็นอะไรหรือคะ?" รินรดาย้อนถามทันควัน ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองตรงไปยังนัยน์ตาของเขาอย่างไม่เกรงกลัว "สามีภรรยาอย่างนั้นหรือคะ? หรือว่าเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เคยใช้ทะเบียนสมรสร่วมกันชั่วคราว เพื่อแลกกับการที่คุณได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวันที่ดิฉันไม่มีค่าอะไรเลย?"
คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลงบนแผลสด ธันวาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านขึ้นมาในอก เขาจำได้ดี... วันที่รินรดาล้มละลาย วันที่บริษัทของครอบครัวเธอล่มสลาย และเป็นวันที่เธอยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบเดียว ในขณะที่เขาเลือกที่จะหันหลังให้และเดินขึ้นรถคันหรูโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ใครจะรู้เล่าว่า... วันนี้ ผู้หญิงคนที่เขาเคยเหยียบย่ำจนจมดิน จะกลับมายืนหยัดในฐานะทนายมือฉกาจ ผู้กุมชะตากรรมทางกฎหมายของบริษัทเขาไว้ในมือ
"ผมรู้ว่าผมทำผิดพลาด..." ธันวาเอ่ยเสียงแผ่วเบa ความเย่อหยิ่งทระนงตนถูกถอดทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่กำลังไขว่คว้าหาเศษเสี้ยวความอภัย "ผมได้รับบทเรียนราคาแพงแล้ว ริน... ทุกค่ำคืนที่ผ่านมา ผมอยู่กับความว่างเปล่าที่คุณทิ้งไว้"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหยันเย้ยและรอยแผลเป็นในใจ
"ความว่างเปล่าที่คุณพูดถึง มันเทียบไม่ได้เลยกับความตายทั้งเป็นที่ดิฉันต้องเผชิญในตอนนั้นหรอกนะคะ คุณธันวา... ความเสียใจของคุณในวันนี้ มันราคาถูกเกินกว่าจะเอามาแลกกับหยาดน้ำตาของดิฉันในอดีตค่ะ"
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อาหารจานหรูนับสรายการวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ทว่าไม่มีใครแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าความรู้สึกผิดและความแค้นได้กลายเป็นอาหารมื้อหลักที่อัดแน่นจนจุกอก
ธันวาขยับตัวเข้าหาโต๊ะโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นฉายแววเว้าวอนอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็นจากฉายา "พญามารแห่งวงการธุรกิจ" ของเขา
"ถ้าอย่างนั้น... ผมต้องทำอย่างไร คุณถึงจะยอมให้โอกาสผมได้ไถ่บาป ริน? จะให้ผมก้มกราบตรงนี้ไหม หรือจะให้ผมโอนหุ้นทั้งหมดเป็นชื่อคุณ เพื่อแลกกับการที่เราจะ..."
"หยุดเถอะค่ะ!" รินรดายกมือขึ้นห้าม น้ำเสียงของเธอจริงจังและเด็ดเดี่ยวจนธันวาต้องชะงัก "อย่าเอาเงินหรืออำนาจของคุณมาตีราคาความรู้สึกของดิฉันอีกเลย เพราะคุณไม่มีวันซื้อความรู้สึกที่ตายด้านไปแล้วของดิฉันคืนมาได้หรอกค่ะ"
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือเรียวกระชับกระเป๋าถือหนังแท้เข้ากับลำตัว ดวงตาคู่คมกวาดมองอดีสามีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"การเจรจานเรื่องงานวันนี้ถือว่าสิ้นสุดแค่นี้ เอกสารส่วนที่เหลือให้ส่งผ่านสำนักงานทนายความของดิฉันตามขั้นตอนปกติ ส่วนเรื่องส่วนตัว... ดิฉันไม่มีเรื่องอะไรจะต้องคุยกับคุณอีกแล้วค่ะ ลาก่อนนะคะคุณธันวา"
รินรดาหมุนตัวเดินผละออกจากโต๊ะอาหารทันทีโดยไม่รอฟังคำทักท้วงใด ๆ จากชายหนุ่ม ร่างระหงก้าวเดินอย่างมั่นคงด้วยรองเท้าส้นสูงคู่โปรด ทิ้งให้ธันวานั่งนิ่งค้างอยู่ลำพังท่ามกลางแสงไฟสลัวของห้องอาหาร
ธันวามองตามแผ่นหลังที่เคยบอบบางแต่วันนี้กลับตั้งตรงสง่างามด้วยความเจ็บปวด หัวใจของเขารู้สึกเหมือนถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขารู้ดีว่าเขาสมควรได้รับมัน แต่มันช่างยากเหลือเกินที่จะยอมรับความจริงที่ว่า เขาอาจไม่มีวันได้เธอกลับคืนมาอีกแล้ว
ขณะที่รินรดาก้าวเดินมาถึงบริเวณล็อบบี้กว้างขวางด้านหน้าภัตตาคาร เพื่อรอลิฟต์ลงไปยังชั้นจอดรถ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเธอก็แผדเสียงดังขึ้น เธอหยิบมันขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏชื่อของ "พี่ปิ่น" พี่เลี้ยงเด็กและผู้ช่วยคนสนิทที่เธอจ้างไว้ดูแลลูกน้อยวัยสามขวบ
รินรดากดรับสายโดยไม่ลังเล น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นในทันทีเมื่อนึกถึงแก้วตาดวงใจ
"ว่าอย่างไรคะพี่ปิ่น น้องรันเข้านอนหรือยังคะ?"
*(เสียงจากปลายสาย)* "ยังเลยค่ะคุณริน น้องรันงอแงจะไม่ยอมนอนท่าเดียวเลยค่ะ บอกแต่ว่าจะรอคุณแม่กลับมาเล่านิทานให้ฟัง แถม... แถมตอนนี้แกกำลังนั่งดูแท็บเล็ตแล้วชี้ไปที่ข่าวหน้าหนึ่งทางเศรษฐกิจ แล้วบอกว่าอยากเจอคุณพ่อใจดีคนนี้จังเลยค่ะคุณริน..."
รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ข่าวหน้าหนึ่งไหนคะพี่ปิ่น?"
*(เสียงจากปลายสาย)* "ก็... ภาพท่านประธานธันวาที่คุณรินกำลังไปเจรจาธุรกิจด้วยวันนี้ไงคะ น้องรันบอกว่า คุณลุงคนนี้หน้าตาคุ้นจัง เหมือนกับรูปถ่ายเก่า ๆ ในลิ้นชักที่คุณรินเก็บไว้เลยค่ะ..."
โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้น รินรดารู้สึกชาไปทั่วทั้งร่าง ลมหายใจสะดุดกักค้างอยู่ที่ลำคอ เมื่อสมองประมวลผลคำพูดของพี่เลี้ยงเด็กได้ทั้งหมด
ในจังหวะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลังเธอ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
"ริน... ลืมของไว้หรือเปล่าครับทำไมยังไม่..."
รินรดากลั้นหายใจ เธอค่อย ๆ หันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับธันวาที่เดินตามออกมาติด ๆ ดวงตาคมกริบของเขาไม่ได้มองมาที่เธออีกต่อไป แต่กำลังจดจ้องเขม็งอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของเธอ ที่บังเอิญเปิดภาพถ่ายของเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบ ผู้มีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน... ชนิดที่ต่อให้ปฏิเสธอย่างไรก็ไม่มีวันพ้น!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ
ทนายหญิงผู้พิพากษาหัวใจอดีตสามี•ตอนที่ 7
มื้ออาหารที่เต็มไปด้วยหนาม
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายหญิงผู้พิพากษาหัวใจอดีตสามี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!