“ถ้าคุณจะโกหก ก็ช่วยทำสีหน้าให้มันเนียนกว่านี้หน่อยครับ เมฆา”
เสียงทุ้มต่ำของรินรดาแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและควันบุหรี่จางๆ เธอยืนพิงขอบโต๊ะ จ้องมองชายหนุ่มที่นั่งนิ่งราวกับรูปปั้นสลัก มือของเมฆาสั่นเล็กน้อยขณะที่เขากำลังพับภาพถ่ายใบหนึ่งเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ ดวงตาของเขาว่างเปล่า ทว่าลึกลงไปในนั้นมีความสั่นคลอนที่ปิดไม่มิด
“นั่นไม่ใช่พ่อคุณ” รินรดาย้ำประโยคเดิม น้ำเสียงของเธอไม่ได้มีความสงสัย แต่เป็นการสรุปสถานการณ์ที่เธอมั่นใจ “ศพที่ถูกฝังเมื่อสิบปีก่อน คุณเป็นคนถือโถอัฐิด้วยมือตัวเอง เมฆา อย่าให้ภาพหลอนในใจมาทำลายสติสัมปชัญญะของคุณตอนนี้”
เมฆาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเฉยชาบัดนี้สั่นไหวราวกับเปลวเทียนต้องลม “ถ้ามันเป็นภาพหลอน... ทำไมรอยแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายถึงเหมือนกันราวกับแกะล่ะครับริน? แล้วทำไมจังหวะการเดินที่เขาใช้... มันถึงเป็นจังหวะเดียวกับที่พ่อชอบทำเวลาคิดเรื่องงานหนักๆ?”
เขาไม่ได้รอคำตอบ แต่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางคว้าแจ็กเก็ตสีเข้มมาสวมทับ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความเย็นเยียบที่น่าสะพรึงกลัว “อัครพลกำลังจะขยับตัว มันรู้แล้วว่าเรากำลังตามรอยเรื่องกองทุนสีเทา และตอนนี้สิ่งที่ผมเจอ... มันคือหมากตัวใหญ่ที่สุดที่เขากำลังจะใช้ฟาดหัวผม”
“คุณจะไปหาเขา?” รินรดาถามพลางคว้าแขนเขาไว้ แน่นและหนักแน่น
เมฆาหันกลับมามองเธอ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย “ผมไม่ได้จะไปหาเขาครับริน ผมจะไปหา ‘เงา’ ของคนตาย เพื่อดูว่ามันจะกล้าสบตาผมตรงๆ หรือไม่ เตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้อัครพลจะส่งคนมาเก็บกวาดทุกอย่างที่บ้านพักตากอากาศ ถ้าเราไม่เร็วกว่านี้ หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะมัดตัวมันจะกลายเป็นธุลี”
บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบก่อนพายุเริ่มก่อตัวขึ้นจริงๆ เสียงนาฬิกาลูกตุ้มบนผนังดูเหมือนจะเดินช้าลงทุกขณะ ราวกับว่าเวลาที่เหลืออยู่กำลังถูกนับถอยหลังสู่การปะทะครั้งใหญ่
---
คฤหาสน์ของอัครพลตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา มองลงมาเห็นแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงราวกับดวงดาวที่ไร้ค่าในสายตาของผู้กุมอำนาจ อัครพลยืนจิบวิสกี้ชั้นดีอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ เบื้องหน้าเขามีหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดฉายภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องทำงานของเมฆา... เขาเห็นทุกการเคลื่อนไหว ทุกคำพูด และทุกความลังเล
“ดูเหมือนมันจะเริ่มสับสนแล้วสินะ” อัครพลพึมพำกับตัวเอง มุมปากยกยิ้มอย่างเลือดเย็น
ชายชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหลังก้มหัวต่ำ “ท่านครับ จะให้จัดการเลยไหมครับ?”
“อย่าเพิ่ง” อัครพลวางแก้วลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง เสียงกระทบของแก้วดังดุจเสียงพิพากษา “ความกลัวคือเครื่องปรุงรสที่ดีที่สุด ก่อนที่ฉันจะบดขยี้มันให้แหลกคามือ ฉันอยากเห็นมันดิ้นรนเหมือนปลาที่ถูกเข็มแทงทะลุเหงือกเสียก่อน”
เขาหมุนเก้าอี้กลับมา ใบหน้าของอัครพลดูเคร่งขรึมขึ้นทันตาเห็น “ส่งคนไปที่บ้านพักตากอากาศ อย่าให้มีรอยนิ้วมือหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว และถ้าเจอตัวเมฆา... อย่าเพิ่งฆ่ามัน เอาตัวมันมาให้ฉัน ฉันอยากให้มันเห็นด้วยตาตัวเองว่า ‘ความจริง’ ที่มันตามหามาตลอดสิบปี แท้จริงแล้วมันเป็นแค่กับดักที่มันเดินเข้ามาเอง”
---
เมฆาขับรถฝ่าความมืดของถนนสายเปลี่ยว แสงไฟหน้ารถสาดกระทบป้ายบอกทางที่เลือนราง ความคิดของเขาหมุนวนอยู่กับชายที่อ้างว่าเป็นพ่อ เหตุใดศัตรูถึงเลือกใช้วิธีที่เจ็บปวดที่สุดในการทำลายเขา? ไม่ใช่แค่การทำลายชื่อเสียง แต่เป็นการเล่นกับความรักและความทรงจำที่ฝังรากลึก
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นรัว รินรดาส่งข้อความสั้นๆ มาเพียงประโยคเดียว: *‘ระวังตัว อัครพลวางกับดักไว้ที่นั่นแล้ว มันไม่ใช่แค่ที่ซ่อนเอกสาร แต่เป็นหลุมศพที่ขุดไว้รอคุณ’*
เมฆาเหยียบคันเร่งจนเข็มไมล์พุ่งทะยาน ความโกรธเคืองในใจปะทุขึ้นจนยากจะสะกดกลั้น เขาไม่ได้กลัวตาย สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการถูกลบหลู่ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัว หากอัครพลต้องการเล่นเกมนี้ เขาก็พร้อมจะเดิมพันด้วยชีวิต
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าบ้านพักตากอากาศ ความเงียบงันที่ผิดปกติทำให้ขนอ่อนทั่วร่างเขาลุกชัน ไม่มีเสียงแมลง ไม่มีเสียงลม มีเพียงความอ้างว้างที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก เมฆาก้าวลงจากรถ มือกระชับปืนพกในเสื้อแจ็กเก็ตแน่น เขาค่อยๆ ย่างเท้าเข้าสู่ตัวบ้านที่มืดมิด
ประตูไม้โอ๊กที่ควรจะถูกล็อกกลับเปิดอ้าออกเพียงเล็กน้อย เหมือนกำลังเชิญชวนให้เขาเข้าไปรับชะตากรรม
ทันใดนั้น แสงไฟสปอร์ตไลท์จากสี่ทิศทางก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกที่อยู่กลางเวที เมฆาหรี่ตาลงเพื่อปรับโฟกัส และในวินาทีที่สายตาเริ่มชินกับแสงจ้า เขาก็เห็นร่างชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งรออยู่บนเก้าอี้กลางห้องโถงกว้าง ชายคนนั้นหันหลังให้เขา... ไหล่กว้างที่คุ้นตา แผ่นหลังที่เขาสัมผัสได้ทุกครั้งเวลาที่พ่อกอดเขาไว้ในยามที่เขาร้องไห้
“เมฆา... ลูกรัก” เสียงแหบพร่าดังก้องผ่านความเงียบ
ร่างนั้นค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมา ในมือของเขาถือปืนจ่อไปที่หัวใจของลูกชายตัวเอง และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเมฆาแทบหยุดเต้น ไม่ใช่เพียงเพราะพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ แต่เป็นเพราะดวงตาของชายตรงหน้า... มันไม่มีแววตาของมนุษย์อยู่เลย มันคือดวงตาของหุ่นยนต์ที่ถูกควบคุมด้วยโปรแกรมสังหาร และที่ลำคอของชายคนนั้น มีรอยสักสัญลักษณ์รูปมังกรพ่นไฟที่เมฆาจำได้แม่นว่า มันคือตราประทับของ ‘องค์กรที่ทำลายครอบครัวเขาเมื่อสิบปีก่อน’
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดนี้ครับ หวังว่าพวกคุณจะยังอยู่เคียงข้างเมฆาในตอนต่อไปนะครับครับ
เมทริกซ์ซีโร่ครับ
รหัสลับโลกเสมือน: จุดดับเมทริกซ์สูญพันธุ์•ตอนที่ 16
ความเงียบก่อนพายุ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับโลกเสมือน: จุดดับเมทริกซ์สูญพันธุ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!