“ถอยออกไปให้ห่างจากตัวเธอ!”
เสียงตวาดของเมฆาดังก้องในโสตประสาท แต่มันกลับแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบเมื่อเทียบกับความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลังของเขา ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า—บุคคลที่เมฆาคิดว่าตายไปแล้วจากหน้าประวัติศาสตร์ครอบครัวเมื่อสิบปีก่อน—กำลังเหยียดยิ้มที่มุมปาก แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความอาทรหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว
“ใจเย็นน่า เมฆา... การพบกันใหม่หลังจากผ่านไปเนิ่นนานแบบนี้ นายควรจะกล่าวทักทายพี่ชายด้วยความยินดีมากกว่าจะชักปืนออกมาขู่กันเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?”
รินรดาที่อยู่ข้างหลังเมฆาตัวสั่นเทา เธอไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะยอมจำนนต่อความกลัวง่ายๆ แต่ในวินาทีนี้ กลิ่นอายความตายที่แผ่ออกมาจากชายคนนั้นมันรุนแรงจนน่าอึดอัด เธอคว้าแขนเสื้อของเมฆาไว้แน่น สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งแข็งดุจหินผาของชายหนุ่ม
“นายไม่ใช่พี่ชายฉัน... คนที่ฉันรู้จักตายไปตั้งแต่วันที่คฤหาสน์นั่นลุกเป็นไฟ” เมฆากัดฟันกรอด นิ้วชี้ที่เหนี่ยวไกปืนสั่นระริกด้วยแรงโทสะที่พยายามสะกดกลั้น
ชายคนนั้นแค่นหัวเราะ ก่อนจะหันหลังเดินผ่านพ้นวงล้อมของเขาไปอย่างใจเย็น “งั้นก็จงรอดูเถิดว่า ‘รอยจารึก’ ที่นายพยายามถอดรหัสอยู่นั้น จะช่วยปกป้องอะไรได้บ้าง... ในเมื่อสิ่งที่นายรักที่สุด กำลังจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับอดีต”
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของเขาก็หายไปในความมืดมิดของตรอกแคบ ราวกับเป็นเพียงภาพหลอนที่ถูกเสกขึ้นมา
เมฆาไม่รอช้า เขาหันกลับมาคว้าข้อมือรินรดาแล้วดึงให้วิ่งออกไป “ไปจากที่นี่! ไปที่พักของเธอเดี๋ยวนี้!”
“เกิดอะไรขึ้น เมฆา? คนคนนั้นคือใครกันแน่!” รินรดาตะโกนถามขณะที่รองเท้าของเธอแทบจะหลุดออกจากเท้าในจังหวะที่วิ่งฝ่าความมืด
“ไม่ต้องถาม! ถ้ามันพูดถึงเถ้าถ่าน... แสดงว่ามันไม่ได้ขู่!”
พวกเขาใช้เวลาเพียงสิบนาทีในการมุ่งหน้ากลับไปยังอพาร์ตเมนต์ที่พักของรินรดา แต่ทันทีที่เลี้ยวเข้าสู่ซอยหลัก กลิ่นควันไฟที่ฉุนกึกจนแสบจมูกก็ปะทะเข้ากับโสตประสาทของทั้งคู่ ท้องฟ้าที่ควรจะมืดสนิทในยามวิกาล กลับถูกฉาบด้วยแสงสีส้มแดงฉานที่เต้นระบำอย่างบ้าคลั่งอยู่เบื้องหน้า
ภาพที่เห็นทำเอาหัวใจของรินรดาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ตึกแถวเก่าแก่ที่เธอพักอาศัยอยู่กำลังถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ เสียงแตกของกระจกหน้าต่างดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงปืนใหญ่ที่แผดเผาทุกความทรงจำของเธอจนมอดไหม้
“ไม่... ไม่จริง...” รินรดาทรุดลงกับพื้น แรงขาที่เคยแข็งแกร่งมลายหายไปในพริบตา ในนั้น... บันทึกการสืบสวนทุกหน้า พยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่เธอรวบรวมมาตลอดสามปี... ทุกอย่างอยู่ในห้องนั้น
เมฆาพุ่งตัวเข้าไปใกล้แนวเพลิง แต่ความร้อนระอุที่แผ่ออกมาทำให้เขาต้องถอยกรูด เขาเห็นร่างของอัครพลยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ชายผู้นั้นยืนกอดอก มองดูความพินาศตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับกำลังชมการแสดงละครเวทีที่เขามีส่วนร่วมในการกำกับ
“ยินดีด้วยนะรินรดา” อัครพลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่แฝงความเหยียดหยาม “คุณเพิ่งสูญเสียทุกอย่างที่เป็นตัวตนของคุณไปแล้ว... ทีนี้ คุณจะเหลืออะไรไว้งัดข้อกับผมอีกล่ะ?”
เมฆากัดฟันจนเลือดซึมออกมาจากไรฟัน เขาพุ่งเข้าใส่รินรดาแล้วดึงเธอให้ลุกขึ้น “ไปจากที่นี่! ถ้าเราอยู่ที่นี่ เราจะเป็นรายต่อไป!”
“แต่หลักฐาน! เมฆา... ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในนั้น!” รินรดาแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด หัวใจของเธอแตกสลายไม่ต่างจากโครงสร้างของตึกที่กำลังถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา
“หลักฐานพวกนั้นมันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าเธอไม่มีชีวิตอยู่เพื่อนำมันไปเปิดโปง!” เมฆาตะคอกใส่หน้าเธอ แต่ในแววตาของเขากลับมีความเศร้าสร้อยซ่อนอยู่ลึกๆ เขาหันไปจ้องหน้าอัครพลที่ยืนจดจ้องพวกเขาอยู่ “มึงทำแบบนี้เพราะกลัวสินะ... กลัวสิ่งที่จารึกไว้จะถูกเปิดเผย”
อัครพลเพียงแค่ยิ้ม—ยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนถูกกรีดผิวหนังด้วยใบมีดโกน “ผมไม่ได้กลัวครับเมฆา... ผมแค่กำลังจัดระเบียบโลกใหม่ และในโลกใหม่ของผม... คนตายไม่มีสิทธิ์พูด”
ทันใดนั้น เสียงไซเรนรถดับเพลิงก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความโกลาหล แต่ในจังหวะที่เมฆากำลังจะประคองรินรดาหลบออกไปจากที่เกิดเหตุ แสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งที่พุ่งเข้ามาจอดขวางทางพวกเขาก็สว่างวาบขึ้น
ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสี่คนก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับอาวุธครบมือ ไม่ใช่ตำรวจ... แต่เป็น ‘เงา’ ของอัครพลที่เพิ่งเผยตัวออกมาเพื่อปิดงานให้จบลงในคืนนี้
เมฆาขยับตัวเข้าบังรินรดาไว้ข้างหลัง มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเอาวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา—มันคือแฟลชไดรฟ์สีเงินที่เขาแอบฉกมาจากห้องทำงานของอัครพลได้ก่อนที่รินรดาจะถูกเผาบ้าน—เขากำมันไว้แน่นจนฝังเข้าไปในเนื้อ
“เมฆา...” รินรดากระซิบด้วยเสียงสั่นเครือเมื่อเห็นคนชุดดำล้อมรอบพวกเขาทุกทิศทาง “เราไม่มีทางรอดใช่ไหม?”
เมฆาหันกลับมามองเธอ สายตาที่เคยเงียบขรึมและเย็นชากลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาด เขาหยิบเหรียญเก่าแก่ที่มีตราสัญลักษณ์ประหลาดซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของครอบครัวยัดใส่มือเธอ
“ฟังนะ... ถ้าวินาทีนี้ฉันหันหลังกลับไม่ได้ สิ่งที่อยู่ในมือเธอ... คือกุญแจดอกสุดท้าย”
เขาก้าวออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มชายชุดดำเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงเปลวไฟที่โหมกระหน่ำและเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาหาอย่างช้าๆ เมฆาก็หันมามองรินรดาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
“จงวิ่งไป... อย่าหันหลังกลับมามองเด็ดขาด เพราะถ้าเธอเห็นสิ่งที่ฉันกำลังจะทำ... เธอจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต”
เขากดปุ่มบางอย่างบนนาฬิกาข้อมือ—และในเสี้ยววินาทีก่อนที่กระสุนนัดแรกจะลั่นออกมา อพาร์ตเมนต์ที่ถูกไฟไหม้ก็เกิดการระเบิดซ้ำอีกครั้งจากชั้นใต้ดิน แรงอัดมหาศาลผลักร่างของทุกคนให้กระเด็นออกไปคนละทิศละทาง ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีแดงฉานถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดที่กลืนกินทุกอย่าง... และร่างของเมฆาก็หายไปในกองเพลิงนั้นพร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกของอัครพล
รินรดาที่นอนจมกองฝุ่นมองดูภาพความพินาศนั้นด้วยดวงตาที่พร่ามัว เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นของเหรียญในมือ... และทันใดนั้น เธอรู้สึกถึงกระบอกปืนที่จ่อเข้าที่ขมับจากเบื้องหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคย
“ของที่เธอถืออยู่... ไม่ได้มีไว้สำหรับคนแพ้อย่างเธอหรอกนะ”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่แสนบีบคั้นนี้ไปพร้อมกับผม เมทริกซ์ซีโร่ ครับ
รหัสลับโลกเสมือน: จุดดับเมทริกซ์สูญพันธุ์•ตอนที่ 25
การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับโลกเสมือน: จุดดับเมทริกซ์สูญพันธุ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!