กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่เผาไหม้จนใกล้หมดดอกลอยอวลอยู่ในความมืดสลัวของห้องนอนใหญ่ หลิวจื่อหานมิได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย หรือกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับรับแสงสว่างเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป ดวงตาคู่นคมที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนเปิดกว้างขึ้นในทันที ราวกับว่าจิตวิญญาณดวงนี้ไม่เคยหลับใหลไปตั้งแต่แรก
ความเจ็บปวดแปลบปลาศที่กลางอก—รสชาติโลหิตสีดำคล้ำที่เคยสำรอกออกมาในวาระสุดท้ายก่อนลมหายใจจะดับสูญ—ยังคงหลงเหลือความรู้สึกราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ใหญ่ๆ
นิ้วเรียวยาวใต้ร่มผ้าแพรต่วนสีนิลขยับกำเข้าหาฝ่ามือช้าๆ สัมผัสได้ถึงความอุ่นของเลือดเนื้อ และที่สำคัญที่สุด... สัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นระรัวอยู่ในทรวงอก
*ข้ายังไม่ตาย...*
ความคิดนั้นไม่ได้สร้างความตื่นตระหนก หากแต่มันถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู หลิวจื่อหานกวาดสายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง เฟอร์นิเจอร์ไม้จันทน์หอม ภาพวาดพู่กันจีนบนผนัง และกระบี่ประจำกายที่แขวนอยู่บนแท่นวาง—ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งยืนยันว่า เวลานี้เขาได้ย้อนกลับมาในคืนก่อนวันที่กองกำลังของอัครเสนาบดีเหวินจะเคลื่อนพลเข้าปิดล้อมจวน และป้ายความผิดฐานกบฏให้แก่ตระกูลหลิว
คืนนี้... คือคืนที่โศกนาฏกรรมทั้งหมดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
แกร็ก...
เสียงไม้กระทบกันเบาราวกับเสียงปีกแมลงปอที่หน้าต่างห้องนอนเรียกสติของเขาให้กลับมาสู่ปัจจุบัน หลิวจื่อหานไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นทันที แต่เลือกที่จะนอนนิ่งอยู่ในความมืด สดับฟังเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบายิ่งกว่าเงา ความคุ้นเคยกับความตายทำให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนของเขาตื่นตัวถึงขีดสุด
เงาร่างหนึ่งทาบทับลงบนบานหน้าต่างกระดาษสา ปลายกระบี่คมกริบเล่มหนึ่งค่อยๆ แงะสลักกลอนไม้อย่างเงียบเชียบ
ผู้มาเยือนไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่มาเพื่อปลิดชีพเขาในยามวิกาลอย่างแน่นอน
ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่งแต้มด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา ในชาติภพก่อน เขาโง่เขลาเบาปัญญา มัวแต่ยึดมั่นในความจงรักภักดี จนปล่อยให้คนสนิททรยศและนำพาตระกูลไปสู่ความพินาศ แต่ในชาตินี้... ในเมื่อสวรรค์เมตตาประทานโอกาสให้เขาได้ถือหมากตานี้อีกครั้ง เหวินฉางจื้อ... ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ เจ้าจะได้รู้ว่านรกบนดินที่แท้จริงหน้าตาเป็นเช่นไร
ทันทีที่เงาร่างนั้นก้าวพ้นกรอบหน้าต่างเข้ามาในห้อง พร้อมกับคมดาบที่พุ่งตรงมายังเตียงนอนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ หลิวจื่อหานก็พลิกตัวหลบอย่างงดงามราวกับภูตพราย พร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
เคร้ง!
คมกระบี่ของมือสังหารฟันลงบนหมอนผ้าแพรจนนุ่นกระจายฟุ้ง ขณะที่เจ้าของเงาร่างชะงักไปชั่วครู่ด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเป้าหมายที่ควรจะหลับใหลอย่างไม่รู้ตัว จะไวกว่าที่คาดคิดไว้
"ฝีมือตกไปมากนะ... มือสังหารเงาของตระกูลเหวิน" เสียงทุ้มนุ่มเอื้อiนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด น้ำเสียงนั้นราบเรียบจนน่ากลัว แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นถนัดตา
มือสังหารถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ นัยน์ตาเบิกกว้างภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำ เมื่อเห็นเป้าหมายยืนกอดอกมองมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเหนือกว่า ราวกับกำลังมองดูสุนัขจนตรอกตัวหนึ่ง
"เจ้า... รู้ตัวได้อย่างไร?" เสียงแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟัน
"ข้ารู้มากกว่าที่เจ้าคิด" หลิวจื่อหานก้าวเท้าเดินช้าๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นห้องดังสะท้อนก้อง "เจ้าถูกส่งมาเพื่อฆ่าปิดปาก หรือเพื่อโยนความผิดให้ใครบางคน? บอกข้ามา... แล้วข้าจะเมตตาไว้ชีวิตให้เจ้าได้กลับไปเก็บศพสหายในสำนัก"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นเลือด มือสังหารกัดฟันกรอด เตรียมจะพุ่งเข้าแลกชีวิต แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำลายความเงียบยามวิกาล
"มีมือสังหารบุกรุกเข้าจวนแม่ทัพ! รีบจับตัวคนร้ายให้ได้ อย่าให้มันหนีไป!"
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของทหารยามทั่วไป แต่เป็นเสียงของ องค์ชายรองเฟยหลง ผู้ที่ควรจะเดินทางกลับถึงตำหนักส่วนตัวไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เหตุใดพระองค์จึงเสด็จมาอยู่ที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้?
หลิวจื่อหานขมวดคิ้วมุ่นเป็นปม แผนการที่เขากำลังเรียบเรียงอยู่ในหัวเริ่มมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงแทรกเข้ามา
ปัง!
ประตูกระดาษถูกถีบเปิดออกอย่างแรง แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาจนแสบตา องค์ชายรองเฟยหลงในฉลองพระองค์ชุดลำลองสีเข้ม ทว่ามีคราบเขม่าดินปืนและร่องรอยการต่อสู้ประปราย เสด็จนำเหล่าองครักษ์ฝีมือดีพุ่งเข้ามาในห้อง ทอดพระเนตรเห็นสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
"จื่อหาน!" องค์ชายรองอุทานออกมาด้วยความตกพระทัยระคนโล่งอก ก่อนที่พระพักตร์จะแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมดุดลัน ทรงชี้กระบี่ไปยังมือสังหารที่ยืนอยู่กลางห้อง "จับตัวมันไว้เป็นๆ อย่าให้มันปลิดชีพตัวเองได้เด็ดขาด!"
เหล่าองครักษ์กรูเข้าไปรุมล้อมมือสังหารทันที ทว่าในจังหวะที่มือสังหารจนมุมและกำลังจะกัดเม็ดพิษที่ซ่อนไว้ในฟันกราม หลิวจื่อหานกลับพุ่งตัวเข้าไปด้วยความเร็วสูงกว่า ปัดปลายคางของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำจนเม็ดพิษหลุดร่วงลงบนพื้น พร้อมกับกดร่างนั้นลงกับพื้นด้วยฝ่ามือเดียวอย่างไม่Yอมให้อีกฝ่ายขยับเขยื้อน
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องนอนอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นควันไฟและกลิ่นอายความตายที่ยังคงคละคลุ้ง
องค์ชายรองเฟยหลงทรงก้าวพระบาทเข้ามาใกล้ ชายตามองมือสังหารที่นอนหมดสภาพบนพื้น ก่อนจะเงยพระพักตร์ขึ้นสบตากับหลิวจื่อหาน นัยน์ตาคู่นคมขององค์ชายผู้ทรงอำนาจแฝงประกายลึกล้ำบางอย่างที่อ่านไม่ออก
"เจ้าดู... ไม่ตกใจเลยสักนิดนะ จื่อหาน" เฟยหลงตรัสถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้ากึ่งจริงจัง ทรงแย้มพระสรุปบางเบาที่มุมพระโอษฐ์ "ราวกับเจ้าล่วงรู้มาก่อนแล้วว่าคืนนี้จะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงห้องนอน"
หลิวจื่อหานปล่อยมือจากเชลย ยืดตัวขึ้นประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ทว่าแววตาที่เงยขึ้นสบพระพักตร์กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและเฉียบคมที่ซ่อนไม่มิด
"หม่อมฉันเพียงแต่เตรียมตัวรับมือกับความตาย... มาตลอดทั้งคืนนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ชายรองทรงชะงักไปเล็กน้อย รอยแย้มพระสรลสำราญเมื่อครู่พลันเลือนหาย ทรงจ้องมองสหายสนิทดุจดั่งจะทะลวงเข้าไปในห้วงความคิด ก่อนที่พระองค์จะทรงแย้มพระโอษฐ์อีกครั้ง พร้อมกับตรัสประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลิวจื่อหานเย็นเฉียบลงชั่วขณะ
"เช่นนั้น... เจ้ารู้ล่วงหน้าด้วยหรือไม่ ว่าในขณะที่เรากำลังช่วยชีวิตเจ้าที่นี่ จวนของอัครเสนาบดีเหวิน... กำลังถูกไฟไหม้จนวอดวาย และราชโองการปลดเจ้าออกจากตำแหน่งแม่ทัพ... ถูกส่งมาถึงหน้าประตูจวนของเจ้าแล้วในเวลานี้"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและไขปริศนาแห่งแค้นไปกับ "มนตรากรรมสะท้อน" นะคะ
เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากเถ้าถ่าน
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจตจำนงสุดท้าย ก่อนทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
