แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มถูกกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสจนเกิดเสียงดังสนั่น ลบเลือนบรรยากาศกวนประสาทที่คินน์มักจะใช้ปั่นประสาทเธอในยามปกติจนหมดสิ้น รินรดาชะงักมือที่กำลังถือปากกาเล็งแปลนโครงสร้าง เธองยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่ยืนค้ำโต๊ะด้วยแววตาคมกริบ ความใกล้ชิดที่เพิ่งก่อตัวขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อครู่ถูกแช่แข็งลงทันทีด้วยเอกสารชุดนั้น
"นายหมายความว่ายังไงที่บอกว่ามีข่าวดีเรื่องบอร์ดบริหาร?" รินรดาถามเสียงเรียบ ทว่าดวงตากลับหรี่ลงด้วยความระแวง คินน์ไม่ได้ตอบทันที เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง เสยผมลอนหยักศกที่ตกลงมาปรกหน้าผากลวกๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ
"หมายความตามที่เห็นครับคุณสถาปนิกคนเก่ง..." คินน์พ่นลมหายใจยาวเหยียด ใบหน้าที่มักจะยิ้มแย้มอย่างไร้ความรับผิดชอบในสายตาคนอื่น บัดนี้กลับตึงเครียดจนน่ากลัว "เปิดดูข้างในสิ แล้วเธอจะรู้ว่าไอ้โปรเจกต์ที่เรากำลังหัวหมุนกันอยู่นี่ มันไม่ได้พังเพราะความสะดุดทางเทคนิค... แต่มันพังเพราะมีคนจงใจ ‘เลื่อยขาเก้าอี้’ ตั้งแต่ในห้องประชุมใหญ่ต่างหาก"
นิ้วเรียวของรินรดาสั่นระริกเล็กน้อยยามเปิดแฟ้มเอกสารนั้นออก เอกสารภายในไม่ได้มีแค่รายงานการจัดซื้อวัสดุ แต่เป็นสำเนาใบเสร็จและสัญญาว่าจ้างบริษัทซัพพลายเออร์นอกรอบ ซึ่งระบุสเปกเหล็กและคอนกรีตที่ต่ำกว่ามาตรฐานความปลอดภัยอย่างชัดเจน ตัวเลขส่วนต่างมหาศาลถูกไฮไลต์ด้วยปากกาเน้นข้อความสีแสบตา และที่มุมกระดาษแผ่นสุดท้ายมีลายเซ็นย่อที่เธอคุ้นตาเสียยิ่งกว่าอะไร
ลายเซ็นของรองประธานกรรมการบริหาร—คนที่ยืนยันหนักแน่นในห้องประชุมใหญ่ว่าต้องการความสมบูรณ์แบบสูงสุด
"เป็นไปไม่ได้..." เสียงของรินรดาลอดไรฟันออกมาเบาหวิว ความโกรธพุ่งพล่านจนปลายนิ้วชา "นี่มันวัสดุกรดต่ำเกรดซีชัดๆ ถ้าใช้โครงสร้างนี้รับน้ำหนัก อาคารหกสิบชั้นนั่นจะกลายเป็นโลงศพเคลื่อนที่ทันทีที่ลมพายุเข้า! พวกเขาบ้าไปแล้วหรือไงถึงกล้าเอาชีวิตคนนับพันมาเสี่ยงกับส่วนต่างแค่นี้!"
"เธอคิดว่าคนระดับนั้นสนใจชีวิตคนเหรอมริน..." คินน์เอ่ยเสียงนุ่มขึ้น แต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวเขา ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกทั้งสองข้างท้าวลงกับขอบโต๊ะ สายตาคมปลาบจ้องมองเธอราวกับต้องการดึงสติเธอกลับมาจากความเดือดดาล "เขาสนใจแค่ว่า งบก่อสร้างที่เหลือจากส่วนต่างเนี่ย มันจะไหลเข้ากระเป๋าใครบ้าง และใครคือแพะรับบาปที่จะต้องโดนไล่ออกถ้าเกิดตึกถล่มขึ้นมาจริงๆ"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธ หวาดกลัว และผิดหวัง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเธอทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานหามรุ่งหามค่ำ ยึดมั่นในหลักวิศวกรรมและความปลอดภัยเป็นสรณะ แต่สุดท้ายเธอกลับเป็นแค่เฟืองตัวเล็กๆ ที่ถูกหลอกให้มาเซ็นรับรองผลงานฆาตกรรมหมู่ทางอ้อมอย่างนั้นหรือ
"นายรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้วคินน์?" เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกเค้นเค้น "บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ ว่าทำไมนายถึงมีเอกสารชุดนี้ หรือนายเองก็มีส่วนรู้เห็นกับเกมการเมืองอุบาทว์นี่ตั้งแต่แรก!"
คำถามนั้นคมกริบราวกับใบมีด คินน์ชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบไหววูบก่อนจะกลับมานิ่งสนิท รอยยิ้มเยาะหยันที่มักจะปรากฏบนมุมปากหายไป เหลือเพียงความจริงจังที่น่ากลัว
"ถ้าฉันมีส่วนรู้เห็น ฉันคงไม่เอาหัวตัวเองมาแขวนไว้บนเส้นด้ายแล้วนั่งเครียดอยู่กับเธอในห้องแคบๆ นี่หรอกรินรดา" คินน์ถอนหายใจยาว น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความอ่อนล้าที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ "ที่ฉันสืบเรื่องนี้ เพราะฉันไม่อยากเห็นผลงานชิ้นโบแดง... และไม่อยากเห็นสถาปนิกปากจัดแถวนี้ต้องกลายเป็นจำเลยสังคมในคุกทหาร"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ รินรดามองหน้าชายหนุ่มผู้ชายที่ชอบกวนประสาทเธอในทุกๆ วัน แต่วันนี้เขากลับกลายเป็นที่พึ่งเดียวที่เธอมีในสถานการณ์วิกฤตนี้ ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกดทับไว้ภายใต้กำแพงแห่งความเป็นมืออาชีพเริ่มสั่นคลอน
"แล้วเราจะทำยังไงกันต่อ..." น้ำเสียงของเธออ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความแข็งกร้าวเมื่อครู่แทนที่ด้วยความเคว้งคว้าง "ถ้าเราเอาเรื่องนี้ไปบอกตำรวจ หรือฟ้องสื่อ บอร์ดบริหารพวกนั้นมีเส้นสายใหญ่โตพอที่จะพลิกให้เรากลายเป็นคนผิดได้ในชั่วข้ามคืนนะนายก็รู้"
"รู้สิ... เพราะฉะนั้นเราถึงต้องเล่นนอกเกมบ้าง" คินน์เหยียดยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้เธอนึกถึงสัตว์ป่ากำลังล่าเหยื่อ "เราไม่ได้จะเอาเอกสารนี้ไปแจ้งความทันทีหรอก แต่เราจะใช้มันเป็น ‘บัตรเชิญ’ ไปคุยกับท่านรองประธานแบบตัวต่อตัว"
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะบทสนทนาอันตึงเครียด ทั้งรินรดารีบกวาดเอกสารบนโต๊ะรวบเข้าแฟ้มอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คินน์ขยับตัวถอยหลังกลับไปยืนพิงกำแพงด้วยท่าทีสบายๆ ตามเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของอนุญาต ร่างสูงโปรดของประธานบริษัทก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจที่เคลือบยาพิษ ด้านหลังของเขามีชายชุดดำสองคนยืนคุมเชิงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
"คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ ดูเครียดกันจัง... หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องเอกสารจัดซื้อชุดใหม่หรอกนะ" ประธานหนุ่มเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แววตาที่มองตรงมากลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอกำแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
คินน์ที่ยืนอยู่มุมห้องแค่นหัวเราะเบาๆ ออกมาในลำคอ ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนขวางหน้าโต๊ะทำงานของเธอไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยรอยยิ้มเยาะ
"กำลังคุยเรื่องความปลอดภัยของตึกอยู่พอดีเลยครับท่านประธาน..." คินน์เว้นจังหวะนิดหนึ่ง ดวงตาพราวระยับด้วยประกายไฟแห่งการท้าทาย "พอดีคุณสถาปนิกเขาสงสัยว่า... ถ้าตึกถล่มลงมาตอนนี้ ใครจะเป็นคนแรกที่ติดคุกระหว่างเรากับท่าน?"
ประธานหนุ่มหุบยิ้มฉับพลัน แววตาคมกริบฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะปรับเป็นปกติ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ปากดีไม่เบานี่คุณคินน์... น่าเสียดายที่คนฉลาดมักจะอายุสั้น" ประธานหนุ่มโบกมือเบาๆ สัญญาณบางอย่างถูกส่งออกไป ชายชุดดำทั้งสองคนก้าวล้ำเข้ามาในห้องพร้อมกับล็อกกลอนประตูดังคลิก และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความฉุกเฉินจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของรินรดาก็สั่นสะท้านขึ้นพร้อมกันทั้งห้อง
รินรดาก้มลงมองหน้าจอที่สว่างวาบ หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นข้อความจากระบบแจ้งเตือนความปลอดภัยของไซต์งานก่อสร้าง
*[แจ้งเตือนด่วน: ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนผิดปกติบริเวณฐานรากโซน B กำลังดำเนินการตัดกระแสไฟหลัก...]*
---
**ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดากับคินน์มาจนถึงบทนี้นะครับ!**
เซฟโซนที่ไม่มีจริง กับหัวหน้าทีมสุดกวนประสาท•ตอนที่ 21
ความจริงเริ่มปริแตก
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริง กับหัวหน้าทีมสุดกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!