กลิ่นหอมกรุ่นของกำยานมกรมิ่งขวัญลอยวนอวลเคล้ากับละอองหิมะโปรยปรายที่พัดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตรของตำหนักเป่ยหลาน มหานครตงหยางยามนี้ถูกโอบกอดด้วยความหนาวเหน็บระดับเยือกแข็ง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับระอุคุกรุ่นไปด้วยกระแสเชี่ยวกรากแห่งการชิงอำนาจ มหาเสนาบดีซ่งจงหยวนแย้มสร้อยยิ้มพ aรรายบนใบหน้ายับย่น ทว่าแววตากลับซ่อนประกายคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ เขากำลังยกจอกสุราขึ้นคารวะบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถง ผู้ซึ่งมิได้เพียงแต่นำชัยชนะกลับมาจากแดนประจิม หากแต่ยังพกพาดาบอาญาสิทธิ์ที่พร้อมปลิดหัวขุนนางกังฉินได้ทุกเมื่อ
"ฉินอ๋องเฟยหลง... ชัยชนะที่ผาอวี้เหมินครานี้ นับว่าสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่หลวงต่อแผ่นดินยิ่งนัก ฮ่องเต้ทรงปรีชาสามารถยิ่งที่มอบหมายให้ท่านแม่ทัพไปกวาดล้างกบฏชนเผ่า" เสียงของมหาเสนาบดีซ่งดังก้อง กังวานด้วยรอยยิ้มจอมปลอมที่ใครๆ ต่างก็รู้ทัน
เฟยหลงยังคงนิ่งเงียบดั่งรูปปั้นหินสลัก อาภรณ์คลุมกายสีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์เงินขลิบทองสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิง ร่างกายสูงสง่ากำยำแผ่ไอสังหารจางๆ ออกมาจนผู้คนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ดวงตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดตามองเหล่าขุนนางที่ก้มหน้าหลบสายตา เขายังจดจำกลิ่นคาวเลือดและเสียงร่ำไห้ของมารดาในคืนที่กองกำลังกบฏเผาทำลายจวนเมื่อสิบปีก่อนได้แม่นยำ รอยแผลเป็นในใจนั้นไม่เคยจางหาย และแผ่นดินที่เน่าเฟะด้วยพวกเหลือบไรในราชสำนักแห่งนี้ ก็สมควรได้รับการชำระล้างด้วยความตายเสียที
"คุณูปการอันใดกันมหาเสนาบดีซ่ง..." เสียงทุ้มต่ำกังวานเอ่ยขึ้น เยียบเย็นจนอุณหภูมิรอบตัวราวกับดิ่งลงฮวบ "เปิ่นหวางเพียงแต่ทำหน้าที่สุนัขเฝ้าบ้าน ขจัดสุนัขบ้าที่เห่าหอนคิดลองดีกับราชบัลลังก์เท่านั้น หากแต่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ดูท่าจะมี 'สุนัข' อีกหลายตัวที่อิ่มหนำสำราญจนลืมไปแล้วกระมังว่า ใครกันที่เป็นผู้ชุบเลี้ยงพวกมัน"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งจงหยวนแข็งค้างไปชั่วขณะ ขุนนางหลายคนสะดุ้งเฮือกจนมือที่ถือจอกสุลาสั่นเทา ทว่าก่อนที่บรรยากาศจะตึงเครียดจนระเบิดออก เสียงปรบมือเบาๆ สองครั้งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังม่านมุกโปร่งแสงสีมรกต
*แปะ... แปะ...*
"ฉินอ๋องตรัสได้คมคายยิ่งนัก... สมกับเป็นแม่ทัพผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน"
สุ้มเสียงหวานใสทว่าทรงอำนาจและเปี่ยมด้วยความมั่นใจดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัดของท้องพระโรง ร่างระหงในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากหลังม่านมุก เรือนผมดำขลับปักด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายดอกท้อ ดวงหน้ารูปไข่ผุดผ่องงดงามราวภาพวาด ทว่าดวงตากลับคมกราบ เฉลียวฉลาด และลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง นางคือ 'มู่หลานถิง' บุตรสาวผู้ล่วงลับของอดีตราชบัณฑิตมู่ ผู้ซึ่งกุมความลับและตำราพิชัยสงครามโบราณที่เหล่าขุนนางต่างหมายปอง
เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กล้าสบตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง ในสายตาของแม่ทัพผู้เยือกเย็น สตรีส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหรือดอกไม้ประดับจวนที่รอวันโรยรา แต่มู่หลานถิงผู้นี้กลับให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป นางให้ความรู้สึกเหมือน... คมดาบที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพรพรรณ
"คารวะฉินอ๋อง" มู่หลานถิงย่อกายลงทำความเคารพอย่างงดงามตามธรรมเนียม ท่วงท่าเชื่องช้า สง่างาม และไร้ที่ติ "หม่อมฉันมู่หลานถิง ได้รับพระราชโองการให้มาทำหน้าที่เป็นอาลักษณ์และที่ปรึกษาเฉพาะกิจในพิธีต้อนรับท่านแม่ทัพในครานี้เพคะ"
"ที่ปรึกษา?" เฟยหลงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ไร้ซึ่งความอบอุ่น "ราชสำนักตงหยางตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงขั้นต้องให้สตรีมานั่งกุมตำราพิชัยสงครามและวางกลยุทธ์แทนบุรุษเพศแล้วหรือ"
คำพูดดูแคลนนั้นไม่ได้ทำให้มู่หลานถิงสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย มุมปากอิ่มระเรื่อกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเหนือชั้น นางก้าวเข้าไปใกล้บุรุษผู้ทรงอำนาจทีละน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิกของเฟยหลง ชวนให้หัวใจที่ด้านชาของแม่ทัพกระตุกวูบอย่างประหลาด
"ท่านแม่ทัพย่อมเก่งกาจเรื่องการใช้ดาบพลิกแผ่นดิน... แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกจารึกด้วยหยดเลือดบนสนามรบอย่างเดียวหรอกนะเพคะ" มู่หลานถิงเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาทของเขาคนเดียว "มันถูกจารึกด้วย 'ปากกา' และ 'ปัญญา' ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังต่างหากเล่า... และบางที สตรีที่ท่านกำลังดูแคลนผู้นี้ อาจเป็นคนเดียวในตงหยางที่รู้ว่า 'ยาพิษ' ในจอกสุราที่ท่านกำลังจะดื่ม... ซ่อนอยู่ที่ใด"
ดวงตาคมกริบของเฟยหลงหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นยะเยือกขึ้นอีกหลายเท่า เขาก้มมองจอกสุราเงินในมือที่มหาเสนาบดีซ่งเพิ่งรินให้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นมหาเสนาบดีซ่งส่งสัญญาณมือบางอย่างให้องครักษ์เงาที่แฝงตัวอยู่บริเวณเสาต้นใหญ่
ทว่า... ก่อนที่นิ้วแกร่งของเฟยหลงจะบีบจอกสุราจนแหลกคราบ มู่หลานถิงกลับยื่นมือเรียวบางของนางออกไปสัมผัสข้อมือของเขาแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเยียบแต่กลับหนักแน่นดั่งหินผา นางไม่ได้ดึงรั้งเขาไว้ด้วยกำลัง แต่ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความนัยลึกซึ้งสะกดกั้นทุกการเคลื่อนไหวของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย
และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกึกก้องจากนอกตำหนัก พร้อมกับทหารองครักษ์หลวงนับรบที่พากันกรูเข้ามาปิดล้อมท้องพระโรงไว้ทุกด้านอย่างแน่นหนา พร้อมกับราชеสارลับฉบับใหม่ที่ถูกชูขึ้นประกาศก้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือของขันทีเฒ่า
"มีพระราชโองการด่วน!... ถอดถอนฉินอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพบูรพา... ข้อหาซ่องสุมกำลังพลคิดกบฏ!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ด้วยกันนะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้จารึกประวัติศาสตร์•ตอนที่ 1
หิมะแรกในเมืองหลวง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้จารึกประวัติศาสตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
