กลิ่นอายของซุปเห็ดทรัฟเฟิลราคาแพงลอยกรุ่นอยู่กลางโต๊ะอาหารหรูหรา สไตล์มินิมอลที่สะท้อนรสนิยมอันไร้ที่ติของเจ้าของเพนต์เฮوسต์ใจกลางเมือง
แต่สำหรับรวินดาแล้ว... กลิ่นนั้นกลับคละคลุ้งไปด้วยความอับชื้นของความทรงจำที่เน่าเฟะ และเศษซากของความอดทนที่ถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
เธอนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะตัวยาว ฝั่งตรงข้ามคือสามีตามกฎหมาย—หรือพูดให้ถูกคือผู้ชายที่เธอเคยยอมมอบทั้งชีวิตจิตวิญญาณให้ แต่ในเวลานี้ เขากำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอแท็บเล็ต สะบัดปลายนิ้วเลื่อนดูกราฟฟิกหุ้นของบริษัทด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับว่าการนั่งร่วมโต๊ะกับภรรยา เป็นเพียงภาระกิจน่าเบื่อหน่ายชิ้นหนึ่งในตารางงานที่ต้องรีบทำให้จบๆ ไป
"คุณจะเซ็นได้หรือยังคะ"
เสียงของรวินดาดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันเสียดแทงประสาท น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ไร้ซึ่งรอยสะท้อนของหยาดน้ำตาหรือความเวทนาที่เขาเคยคุ้นชิน มันคือความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง
ภาคินชะงักปลายนิ้ว เขาดันแว่นสายตากรอบบางขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทางยโส ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาภรรยา ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นฉายแววเย้ยหยันและระอาใจอย่างไม่ปิดบัง
"รวินดา เธอจะเล่นมุกเดิมๆ นี้อีกสักกี่น้ำ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยความรำคาญ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากหยักลึก "ใบหย่า? ขู่ว่าจะไปจากฉัน? เธอคิดว่าวิธีตื้นๆ แบบนี้จะทำให้ฉันสนใจเธอมากขึ้นงั้นเหรอ หึ... เลิกทำตัวเป็นเด็กเรียกร้องความสนใจสักที มันน่าสมเพช"
คำว่า 'น่าสมเพช' กระแทกเข้ากลางใจของรวินดาอย่างจัง แต่แปลก... หัวใจที่เคยร้าวรานจนด้านชา กลับด้านสลายกลายเป็นความแข็งแกร่งดั่งหินผา เธอไม่ได้สะดุ้ง ไม่ได้ร่ำไห้ และไม่ได้พยายามอธิบายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
หญิงสาวเพียงแค่เลื่อนกระดาษแผ่นสำคัญบนโต๊ะเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กระดาษสีขาวสะอาดที่ถูกพับครึ่งและมีลายเซ็นต์บรรจงของเธอจรดไว้อย่างชัดเจนด้วยหมึกสีดำสนิท
"ฉันไม่ได้เรียกร้องความสนใจค่ะ... ภาคิน" รวินดากล่าวทวนชื่อเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความรัก ไร้ความอาลัย และไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น "เพราะคนที่อยากได้ความสนใจจากคุณ ตอนนี้คงไม่ใช่ฉันอีกต่อไปแล้ว... และฉันก็ไม่ได้ขู่ ฉันมาเพื่อหย่าจริงๆ"
ภาคินหรี่ตาลงเล็กน้อย ความหงุดหงิดในแวบแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ เขาเกลียดเวลาที่เธอดื้อรั้น และเกลียดที่สุดคือท่าทีที่เหมือนไม่แยแสเขาเช่นนี้ สัญชาตญาณของความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและทิฐิอันสูงส่งทำให้เขาไม่ยอมจำนนต่อเกมที่เธอสร้างขึ้น
"ถ้าคิดว่าการทำเป็นใจแข็งแล้วฉันจะง้อ เธอก็คิดผิดถางทางแล้ว ดา" ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ ทอดสายตามองเอกสารแผ่นนั้นด้วยความเหยียดหยันโดยไม่แม้แต่จะหยิบมันขึ้นมาเปิดดู "เธอไม่มีทางไปไหนได้หรอก ลูกก็อยู่กับฉัน สังคมที่นี่ ชีวิตที่สุขสบายทุกอย่างที่ฉันหยิบยื่นให้... เธอจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงตัวเอง? คิดให้ดีก่อนจะพูดอะไรออกมา เพราะถ้าวันนี้เธอเดินออกไปจากประตูบานนี้ ฉันบอกไว้เลยนะว่าเธอจะไม่มีวันได้กลับเข้ามาเหยียบที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง"
คำขู่ที่แฝงความเย่อหยิ่งนั้น ช่างน่าขันในความรู้สึกของรวินดา
ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอยอมลดทอนคุณค่าของตัวเอง ยอมเป็นเงาที่คอยปรนนิบัติพัดวี ยอมแม้กระทั่งทนฟังข่าวลือระหว่างเขากับมัทนา หญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ชิดเขาตลอดเวลา เพียงเพราะเธอคิดว่าความอดทนจะซื้อความรักกลับคืนมาได้ แต่เธอเพิ่งตาสว่างในวินาทีนี้เองว่า... คนที่ตายใจไปแล้ว ต่อให้เอาความรักกองเท่าภูเขาก็ปลุกให้ฟื้นไม่ได้
"ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอค่ะ... ฉันไม่มีวันกลับมาเหยียบที่นี่แน่นอน" รวินดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตที่เคยซ่อนความเศร้าสร้อย บัดนี้กลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นจนภาคินถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
เธอยื่นมือหยิบกระเป๋าถือแบรนด์เนมราคาแพงที่เขาเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันครบรอบ—ของขวัญที่ชดเชยเวลาที่เขาไม่เคยมีให้—ก่อนจะวางแหวนเพชรเม็ดโตที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายลงบนโต๊ะ ใกล้กับใบหย่าใบนั้น
"ข้าวปลาบนโต๊ะนี้เชิญคุณทานคนเดียวให้อร่อยเถอะค่ะ... อ้อ ฝากบอกคุณมัทนาด้วยนะคะว่า ของที่ฉันไม่อยากได้แล้ว ต่อให้เก็บไปจากถังขยะ เธอก็รับไปได้เลย ฉันไม่หวง"
พูดจบ รวินดาก็หันหลังให้ทันทีโดยไม่รอฟังคำโต้แย้งใดๆ จากผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าเป็นโลกทั้งใบ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะมั่นคง สะท้อนก้องไปทั่วเพนต์เฮาส์หรู ทิ้งให้ภาคินนั่งนิ่งค้างอยู่กับที่ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นในอก ความหงุดหงิดแปรเปลี่ยนเป็นความกระวนกระวายใจอย่างประหลาดเมื่อเห็นแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวและไร้เยื่อใย
ภาคินกัดกรามแน่น เขาลุกพรวดขึ้นด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจจะเดินตามไปกระชากแขนหญิงสาวให้กลับมาเคลียร์ให้รู้เรื่อง แต่ทว่า... จังหวะนั้นเอง เสียงปลดล็อกรหัสประตูก็ดังขึ้นจากทางด้านหน้าห้อง
*ติ๊ด... แก๊ก!*
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ใครกันที่กล้าเข้ามาในเพนต์เฮาส์ส่วนตัวของเขาเวลานี้ นอกเหนือจากแม่บ้านที่จะมาทำความสะอาดในวันอังคาร
ประตูกว้างเปิดออก พร้อมกับร่างของเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบในชุดเอี๊ยมยีนส์น่ารักวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอמהเรียกมารดาด้วยความดีใจ
"หม่าม้าฮะ! ปะป๊าซื้อขนมเค้กสตอเบอร์รี่ให้บอยกินตามที่สัญญาไว้หรือยังฮะ..."
เด็กชายหยุดชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่า คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่รวินดาผู้เป็นแม่ แต่เป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เจ้าของบ้านที่มีใบหน้าดุร้ายและแววตาสนเท่ห์ ดวงตากลมโตใสแป๋วของเด็กน้อยกะพริบปริบๆ จ้องมองหน้าภาคินนิ่ง
และในวินาทีที่ภาคินก้มลงสบตากับเด็กชายคนนั้น... ลมหายใจของประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งก็พลันสะดุดกึก ราวกับมีค้อนเหล็กหนักอึ้งทุบลงกลางหน้าอกอย่างแรง
โครงหน้าคมคายนั้น... ริมฝีปากหยักนั้น... และโดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่สีนิลที่สะท้อนเงาของเขาอยู่ ณ เวลานี้... มันถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความเจ็บปวดและการเริ่มต้นใหม่ของรวินดานะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปค่ะ — **กระจกเงาสะท้อนใจ**
โซตรักพันธะลวงใจ•ตอนที่ 1
ใบหย่าบนโต๊ะอาหาร
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โซตรักพันธะลวงใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!