"อยากได้แผนที่... ต้องถามกระบี่ในมือข้าเสียก่อน!"
สุ้มเสียงของฉินหลางยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ ขณะที่เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือ "โรงเตี๊ยมเมฆาคารวะ" โรงเตี๊ยมเก่าคร่ำคร่าตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมเส้นทางเปลี่ยวร้าง ป้ายไม้ผุกร่อนสลักตัวอักษรโย้เย้จนแทบอ่านไม่ออก บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบผิดวิสัย ไร้ซึ่งเสียงนกร้องหรือแม้แต่เงาของสัตว์ป่า ราวกับผืนป่าเบื้องหน้าถูกความตายกลืนกินไปจนหมดสิ้น
มู่หรงเซียนก้าวเท้าแผ่วเบาราวกับปุยเมฆ นางปรายตามองโครงสร้างไม้ที่ผุพังของโรงเตี๊ยมแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์
"สถานที่แห่งนี้... มีกลิ่นอายคาวโลหิตเจือจางในสายลม เป็นค่ายกลพรางตาขั้นต่ำที่ใช้ตบตาคนนอก แต่กลับซ่อนจิตสังหารไว้หนาแน่นยิ่งนัก ฉินหลาง ท่านคิดว่าพวกมันเป็นสุนัขรับใช้จากพรรคใด?"
ฉินหลางไม่ตอบทันที เขายกมือขึ้นลูบด้ามกระบี่เหล็กนิลกาฬที่เหน็บอยู่ข้างเอว ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มกวาดมองไปรอบคอบ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียสำนักในวัยเยาว์มักจะตื่นตัวขึ้นทุกครั้งยามที่เขาต้องเผชิญหน้ากับกลอุบายสกปรกในยุทธภพ สัจธรรมข้อหนึ่งที่เขาเรียนรู้ด้วยหยาดเลือดคือ มารร้ายที่น่ากลัวที่สุด มักไม่ได้สวมชุดดำปิดหน้า แต่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้รอยยิ้มอันจอมปลอม
"ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด ย่อมต้องแลกด้วยชีวิตหากพวกมันบังaชาญกล้าขวางทางเรา" ฉินหลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่นราวกับภูผา
ทั้งสองก้าวเข้าสู่ภายในโรงเตี๊ยม พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญใจ กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นสุราหมักเก่าๆ ลอยเข้าจมูก ภายในโถงกว้างมีโต๊ะไม้ตั้งอยู่เพียงไม่กี่ตัว ชายชราหลังค่อมคนหนึ่งกำลังเช็ดโต๊ะด้วยผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ที่เปรอะเปื้อนคราบสีดำคล้ำ ขณะที่มุมมืดด้านใน มีกลุ่มแขกเหรื่อสวมหมวกปีกกว้างนั่งก้มหน้าเงียบเชียบ ราวกับพวกมันมิใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นรูปปั้นดินเผาที่รอวันผุกร่อน
"ยินดีต้อนรับท่านจอมยุทธ์... โรงเตี๊ยมเล็กๆ ของเราในวันนี้ ช่างมีเกียรติยิ่งนักที่มีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน" ชายชราหลังค่อมกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า ใบหน้าเหี่ยวย่นแย้มยิ้มจนดวงตาหยีลงเป็นเส้นตรง แต่ประกายตาภายใต้หนังตาที่ตกย้อยกลับวับ
ฉินหลางแค่นเสียงหึในลำคอ สายตาจับจ้องไปยังรอยเปื้อนสีดำบนผ้าขี้ริ้วของชายชรา ซึ่งกลิ่นของมันมิใช่คราบฝุ่นทั่วไป หากแต่เป็นพิษสลายปราณ "ร้อยวิญญาณสลาย" พิษร้ายแรงที่มักใช้ลอบสังหารชาวยุทธ์ผู้ฝึกปรือลมปราณภายในให้พิการในชั่วพริบตา
"พวกเราไม่ได้มาเพื่อดื่มสุราและหาที่พักผ่อน" มู่หรงเซียนกล่าวแทรกขึ้น นางสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ปราณเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจนหยาดน้ำค้างบนหลังคาโรงเตี๊ยมกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "หากพวกเจ้ามีธุระอันใดกับแผนที่ในมือเรา จงไสหัวออกมาให้หมด อย่าได้เล่นละครลิงน่าขันเช่นนี้อีกเลย"
สิ้นเสียงของนาง บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมก็แปรเปลี่ยนเป็นความหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก!
เปรี้ยง!
โต๊ะไม้ตัวเก่าบริเวณมุมห้องระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนดั่งห่าฝน ร่างของแขกเหรื่อสวมหมวกปีกกว้างทั้งหคนกระโจนทะยานขึ้นสู่กลางอากาศพร้อมกัน ในมือของพวกมันปรากฏ "ดาบห่วงโซ่โลหิต" ประกายแสงสีแดงฉานสะท้อนกับแสงไฟสลัว พุ่งตรงเข้าจู่โจมฉินหลางและมู่หรงเซียนจากทุกทิศทางอย่างไร้ช่องว่าง!
นี่คือการซุ่มโจมตีที่วางแผนมาอย่างรัดกุม รวดเร็ว เหี้ยมเกรียม และมุ่งเอาชีวิตในกระบวนท่าเดียว!
"ระวัง!" ฉินหลางคำรามลั่นในลำคอ พลังหมัดดุดันตระกูลฉินระเบิดออกรอบตัว ร่างของเขาพุ่งเข้าประจันหน้ากับคมดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวความตาย แม้ในมือจะมีกระบี่ แต่ในยามคับขันเช่นนี้ วิถีหมัดอันทรงพลังของเขากลับรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ หมัดขวาชกออกไปตรงๆ ปะทะเข้ากับคมดาบห่วงโซ่จนเกิดประกายไฟสว่างวาบ แรงปะทะสะท้อนกลับจนแขกสวมหมวกคนแรกกระเด็นกระแทกผนังกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต
ทว่า ศัตรูหาได้มีเพียงเท่านี้ไม่!
จากใต้พื้นไม้และขื่อคาด้านบน ร่างเงาสפרนับสิบพุ่งทะยานลงมาพร้อมกับลูกดอกอาบยาพิษนับร้อยดอกที่ถูกโปรยปรายลงมาดั่งห่าฝน ความมืดมิดของโรงเตี๊ยมถูกแผดเผาด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง เล่ห์เหลี่ยมของพวกมันคือการใช้ความเงียบสงบหลอกล่อให้ตายใจ ก่อนจะใช้กระบวนท่าประสานรุมสังหารในพื้นที่จำกัด ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของชาวยุทธ์ต่างถิ่น!
มู่หรงเซียนไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามฉายแววเยือกเย็นประดุจเทพเซียนลงมาจุติ นิ้วมือเรียวงามดีดออกเบาๆ ปราณกระบี่เหมันต์พุ่งทะยานออกจากปลายนิ้ว หมุนวนเป็นโล่พลังงานน้ำแข็งคุ้มgกันร่างของนางและฉินหลาง ลูกดอกพิษทั้งหมดเมื่อกระทบเข้ากับโล่ปราณต่างร่วงหล่นลงพื้นและหลอมละลายกลายเป็นไอพิษสีม่วงทันที
"บังอาจนัก!" ฉินหลางแผดเสียงคำรามก้องพยัคฆ์คำราม พลังปราณทั่วร่างทะลวงขีดจำกัด กระบี่เหล็กนิลกาฬถูกชักออกจากฝักในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงเหล็กกระทบฝักดังกังวานบาดแก้วหู ประกายแสงสีนิลทอประกายเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดภายในโรงเตี๊ยมให้มลายสิ้น
วิถีกระบี่เดียวดายถูกแผ่ขยายออกไปในรัศมีสามเชือก กระบวนท่าแรก "จันทร์เสี้ยวเดียวดาย" วาดผ่านอากาศอย่างไร้ร่องรอย รวดเร็วจนมองไม่เห็นเงาคมกระบี่ รู้ตัวอีกที แขนเสื้อและอาวุธของมือสังหารกลุ่มนั้นต่างขาดสะบั้นลงพร้อมกัน ศีรษะของพวกมันหลุดลอยออกจากบ่า เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผนังไม้เก่าๆ จนกลายเป็นสีชาดอันน่าสยดสยอง
ภายในเวลาไม่ถึงลมหายใจ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ร่างของมือสังหารนับสิบนอนเกลื่อนกลาดไร้ลมหายใจ มีเพียงชายชราหลังค่อมคนเดิมที่คุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่มุมห้อง ใบหน้าเผือดซีดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวต่ออานุภาพกระบี่ของฉินหลาง
ฉินหลางยืนนิ่งสงบ ปลายกระบี่ชี้พื้น หยดโลหิตสีแดงเข้มหยดลงกระทบพื้นไม้ทีละหยด เสียงลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ แม้ภายนอกจะดูไร้บาดแผล แต่สัญชาตญาณเตือนภัยในจิตใจกลับร้องเตือนดังลั่น
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมโรงเตี๊ยมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่ปลอดภัย หากแต่เป็นความเงียบก่อนที่พายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
มู่หรงเซียนก้าวเข้าไปใกล้ชายชราหลังค่อม ปลายกระบี่ของนางจ่อที่ลำคอเหี่ยวย่นนั้นทันที "ใครส่งเจ้ามา? และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคืออะไร พูด!"
ชายชราหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะแหบพร่าฟังดูน่าขนลุก ก่อนที่เลือดสีดำจะทะลักออกจากมุมปากของมัน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดแต่มุมปากกลับแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม
"พวกเจ้า... คิดว่ากำจัดพวกเราหมดแล้วหรือ?... หึๆๆ แผนที่ในมือของพวกเจ้า... มันเป็นเพียงเหยื่อล่อ... นายท่านของข้า... รอพวกเจ้าอยู่ที่ 'หุบผาอสูรโลหิต' นานแล้ว..."
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของชายชราก็แข็งทื่อ ดวงตาเบิกค้างไร้ประกายชีวิต พิษที่ซ่อนอยู่ในฟันกรามของมันทำงานทันทีเพื่อปิดปาก
ฉินหลางขมวดคิ้วมุ่น เขากวาดสายตามองไปที่ผนังด้านหลังของชายชรา ซึ่งจู่ๆ ก็ปรากฏรอยร้าวขนาดใหญ่ อักขระโบราณสีทองเรืองแสงขึ้นทีละตัวบนแผ่นไม้ ราวกับมีค่ายกลลับบางอย่างกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากเบื้องล่างพื้นดิน!
พื้นโรงเตี๊ยมเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะท้อนมาจากใต้พิภพ ราวกับมีสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์กำลังลืมตาตื่นขึ้นมารับเหยื่ออันโอชะ
"ฉินหลาง... ระวัง!" มู่หรงเซียนอุทานเสียงหลง เมื่อเงาร่างสีดำสายหนึ่งพุ่งทะลุขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องหน้า ด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามือสังหารกลุ่มก่อนหน้าหลายเท่าตัว และเป้าหมายของมันคือคัมภีร์แผนที่ที่ซ่อนอยู่ภายในอกเสื้อของฉินหลาง!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันยุทธภพอันโหดร้ายนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอดนะครับ
วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าอหังการ•ตอนที่ 6
เล่ห์เหลี่ยมยุทธภพ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดาย ปะทะ มารฟ้าอหังการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!