“เจ้าประมาทเกินไปแล้ว เฟยหลง”
เสียงของมู่หรงเซวี่ยดุจเกล็ดน้ำแข็งที่กระทบกันในหุบเขาไร้เสียง นางไม่เพียงแค่เอ่ยเตือน แต่สายกระบี่ในมือ—กระบี่ 'เหมันต์นิรันดร์' ที่ส่องประกายสีฟ้าคราม—ได้ตวัดวาดผ่านอากาศดั่งสายน้ำที่ไร้รูป รอยแยกของมิติปรากฏขึ้นชั่วพริบตาตามเส้นทางที่ปลายกระบี่ผ่านไป
ฉินเฟยหลงไม่ตอบโต้ด้วยวาจา เขาสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่ 'ไร้ลักษณ์' ในมือส่งเสียงหวีดหวิวสั่นสะท้าน เขารู้ดีว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่มันคือการแลกเปลี่ยนดวงจิตผ่านคมกระบี่
“กระบี่ของเจ้ามีไว้สังหาร แต่กระบี่ของข้า... มีไว้เพื่อรักษาความหมายของการมีชีวิตอยู่” ฉินเฟยหลงกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะพุ่งกายเข้าหานางด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายลม
วินาทีนั้น ท้องฟ้าเหนือยอดเขาหิมะนิรันดร์แปรปรวน อักขระเวทสีทองนับพันถูกถักทอขึ้นจากไอเย็นที่พุ่งพล่าน การต่อสู้ดำเนินไปราวกับบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นด้วยเลือดและหยาดเหงื่อ ทุกจังหวะการย่างก้าวของมู่หรงเซวี่ยดูชดช้อยงดงาม ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสพลังที่สามารถบดขยี้ภูผาให้กลายเป็นผงธุลี นางพลิ้วกายดั่งหงส์เหมันต์ กระบี่ของนางมิได้มุ่งหมายเพียงจุดตาย แต่มุ่งเน้นไปที่การทำลาย 'เจตจำนง' ของคู่ต่อสู้
ฉินเฟยหลงปัดป้องกระบวนท่าอันรวดเร็วด้วยความสุขุม เขาสังเกตเห็นแววตาที่สั่นไหวภายใต้ความเย็นชาของนาง... ความโดดเดี่ยวที่นางแบกรับมาตลอดหลายร้อยปีสะท้อนออกมาในจังหวะกระบี่ที่วูบไหว
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ แรงปะทะของปราณวิญญาณแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนหิมะที่ทับถมกันหนาหลายศอกถูกพัดปลิวหายไปในพริบตา ทั้งสองแยกออกจากกัน ทิ้งระยะห่างไว้เพียงไม่กี่วา ฉินเฟยหลงหายใจหอบถี่ เลือดสายหนึ่งไหลซึมจากมุมปาก แต่แววตาของเขายังคงแน่วแน่
“เจ้ายังคงยึดติดกับอดีต” มู่หรงเซวี่ยกล่าว สายตาของนางที่มองเขาเปลี่ยนไป มันมิใช่สายตาของศัตรู หรือเพียงแค่สหายร่วมทาง แต่มันคือความอาทรที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งหนา “สำนักกระบี่ไร้ชื่อล่มสลายไปแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังแบกรับวิถีกระบี่ที่ทำให้เจ้าต้องเจ็บปวดเช่นนี้?”
ฉินเฟยหลงยิ้มละไม มุมปากที่เปื้อนเลือดดูขมขื่นแต่ทระนง “เพราะตราบใดที่ข้ายังถือกระบี่ จิตวิญญาณของอาจารย์และเหล่าพี่น้องย่อมไม่ดับสูญ มู่หรง... เจ้าเองก็เช่นกัน เจ้าอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ เพราะเจ้ากลัวว่าหากเจ้าเปิดใจให้ใครสักคน สิ่งนั้นจะกลายเป็นความสูญเสียอีกครั้งใช่หรือไม่?”
คำพูดนั้นดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของนาง มู่หรงเซวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง จังหวะการหายใจของนางแปรปรวนกระทันหัน ไอเย็นรอบกายที่เคยแข็งกร้าวกลับอ่อนแรงลงจนเห็นได้ชัด
“เจ้ามันคนอวดดี” นางแค่นยิ้ม แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยหยาดน้ำตาที่คลอหน่วย “ในเมื่อเจ้าปรารถนาจะฝืนลิขิตฟ้านัก ข้าจะขอเป็นผู้พิสูจน์เองว่า จิตวิญญาณที่เจ้าทระนงนักหนา จะต้านทาน 'ทัณฑ์เหมันต์' ของข้าได้หรือไม่!”
สิ้นคำ นางตวัดกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ พลังวิญญาณมหาศาลจากฟ้าดินหลั่งไหลเข้าสู่ร่าง ก่อเกิดเป็นพายุหิมะสีครามที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง ฉินเฟยหลงสัมผัสได้ถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เขากลับไม่หลบหนี เขาสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมปราณกระบี่ทั้งหมดไว้ที่จุดตันเถียน กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเริ่มเปลี่ยนเป็นโปร่งใสราวกับไร้ตัวตน
ทว่า ในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะโถมเข้าหากันด้วยกระบวนท่าตัดสิน ในม่านหมอกหิมะที่หนาทึบกลับปรากฏเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของบุคคลที่สาม เสียงหัวเราะแหลมเล็กดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่แสนบีบคั้น
“ช่างเป็นฉากรักที่งดงามยิ่งนัก... แต่น่าเสียดายที่ 'กระบี่ไร้ลักษณ์' เล่มนี้ ต้องมาจบสิ้นลงในที่แห่งนี้เพียงเพราะความรักที่ไร้ค่าของพวกเจ้า”
มู่หรงเซวี่ยและฉินเฟยหลงหยุดชะงักกะทันหัน แรงปะทะที่เกือบจะปะทุถูกยับยั้งไว้ด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเงาร่างสีดำสนิทปรากฏขึ้นเหนือยอดเขาหิมะ มือของบุคคลนั้นถือ 'กระบี่หัก' ที่ฉินเฟยหลงจำได้แม่นยำว่าเป็นกระบี่ประจำกายของอาจารย์เขาที่ควรจะหายสาบสูญไปพร้อมกับสำนักเมื่อสิบปีก่อน!
ใบหน้าของฉินเฟยหลงซีดเผือด กระบี่ในมือสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความลับที่ฝังลึกกำลังจะถูกเปิดเผย พร้อมกับวิกฤตที่อาจหมายถึงชีวิตของคนทั้งสอง
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระบี่และสายหมอกมาถึงจุดพลิกผันนี้ด้วยกันนะครับ
ปฐมบทวิถีไร้ลักษณ์: ทลายน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 18
จังหวะร่ายรำกระบี่
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปฐมบทวิถีไร้ลักษณ์: ทลายน้ำแข็งนิรันดร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!