เปลวเพลิงสีชาดตวัดลิ้นเลียไล้เสาไม้แกะสลักราวกับสัตว์ร้ายที่หิวโหย กลิ่นเนื้อไหม้เกรียมคละคลุ้งผสมไปกับกลิ่นไอของตำราล้ำค่าที่ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน หลวนจื่อเหยา ขดตัวอยู่บนพรมแดงที่บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของนางเอง ความเจ็บปวดจากการถูกคมดาบขององครักษ์อัครมหาเสนาบดีฉินแทงทะลุร่างนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในอกที่ถูกหักหลังโดยผู้ที่นางเคยภักดีจนตัวตาย
“จื่อเหยา... เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่หมดประโยชน์”
เสียงของฉินหมิงยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพ ดวงตาของนางพร่าเลือน ความตายกำลังโอบกอดนางด้วยความเย็นเยียบที่ขัดแย้งกับความร้อนระอุรอบกาย ทว่า ในวินาทีที่จิตวิญญาณเกือบจะแตกสลาย เสียงแว่วดุจระฆังเงินที่กังวานอยู่ในความทรงจำลึกสุดใจก็ดังแทรกขึ้นมา—เสียงของบัณฑิตหนุ่มผู้นั้น ผู้ที่นางเคยละทิ้งเพื่อไปสู่จุดสูงสุดของอำนาจ
*‘หากวันหนึ่งเจ้าสูญสิ้นทุกอย่าง... ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่เดิม ที่ซึ่งดอกท้อร่วงหล่นลงบนพู่กันของข้า’*
กระแสธารแห่งกาลเวลาดูเหมือนจะบิดเบี้ยว ร่างของนางถูกฉุดกระชากออกจากกองเพลิง ลมหายใจที่ควรจะดับสูญกลับมาติดขัดในลำคออีกครั้ง สัมผัสหยาบกระด้างของไม้ไผ่ที่ใช้ปูพื้นเรือนชานกระแทกเข้ากับแผ่นหลังจนเจ็บร้าว
หลวนจื่อเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นมา ลมหายใจหอบถี่จนตัวโยน เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมผ่านอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อหยาบ นางยกมือขึ้นลูบหน้าอกที่บัดนี้ไร้ซึ่งบาดแผลฉกรรจ์ ไม่มีกลิ่นไหม้ ไม่มีเสียงกรีดร้องของเปลวเพลิง มีเพียงเสียงนกร้องจิ๊บๆ ยามรุ่งสางและกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกจีนที่เพิ่งฝนเสร็จใหม่ๆ
นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น ดวงตาที่เคยหม่นแสงด้วยความแค้นบัดนี้เบิกกว้างเมื่อภาพตรงหน้าเริ่มชัดเจนขึ้น โต๊ะไม้ไผ่ตัวเก่า กระดาษสาที่วางระเกะระกะ และหน้าต่างบานเฟี้ยมที่เปิดรับแสงสีทองของยามเช้า... นี่มิใช่จวนราชเลขาที่หรูหรา แต่นี่คือห้องพักในสำนักบัณฑิตหลวง ที่ซึ่งนางเคยอาศัยอยู่เมื่อสิบปีก่อน!
“จื่อเหยา? เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดถึงได้เหงื่อท่วมกายเช่นนั้นเล่า”
เสียงที่คุ้นเคยปลุกให้นางหลุดจากภวังค์ จื่อเหยาหันขวับไปมอง ร่างของชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตานั่งหันหลังให้อยู่ที่โต๊ะทำงาน เขากำลังถือพู่กันอย่างประณีต แผ่นหลังนั้น... แผ่นหลังที่นางโหยหาและจดจำมาตลอดชีวิต
“...ท่านอ๋อง?” นางเอ่ยขึ้น เสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
ชายหนุ่มหยุดพู่กันชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้ นางเห็นดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่ซ่อนความฉลาดเฉลียวดุจหมาป่าภายใต้หน้ากากของความเกียจคร้านที่นางเคยหลงผิดมองว่าเขาไร้ทางสู้ องค์ชายอี้หรานในวัยที่ยังไม่ได้ถูกเนรเทศ เขายังดูสงบนิ่งและบริสุทธิ์ราวกับผืนน้ำในฤดูหนาว
“เจ้าละเมอชื่อใครอยู่หรือ?” อี้หรานเลิกคิ้ว แววตาแฝงความขบขัน “ข้าคือสหายร่วมสำนักของเจ้า มิใช่อ๋องผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหน รีบแต่งตัวเสียเถิด วันนี้เรามีนัดต้องเข้าสอบชิงตำแหน่งจุนจื่อ (บัณฑิตผู้ทรงธรรม) หากเจ้าพลาดอีก ข้าคงต้องถูกท่านอาจารย์ดุเอาที่ชวนเจ้าอ่านตำราจนดึกดื่น”
จื่อเหยามองมือตนเองที่ไร้รอยแผลเป็นจากการทรมาน นางหยิกเนื้อตัวเองแรงๆ จนรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แท้จริง นี่ไม่ใช่ความฝัน นางย้อนกลับมา... ย้อนกลับมาในวันที่นางยังเป็นเพียงบัณฑิตสาวผู้ซื่อตรงและโง่เขลาที่สุด ก่อนที่อัครมหาเสนาบดีฉินจะก้าวเข้ามาทำลายชีวิตครอบครัวของนางจนย่อยยับ
“ข้าไม่ได้ละเมอ...” จื่อเหยารวบรวมสติ ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะมีพายุคลั่งโหมกระหน่ำ “ข้าเพียงแต่ฝันเห็นอนาคตที่มืดมน... ฝันว่าตนเองได้ทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต”
อี้หรานวางพู่กันลง เขาไม่พูดอะไรเพียงแต่มองนางด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้น รอยยิ้มที่มุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความเงียบงันที่แฝงด้วยความนัยบางอย่าง เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา
“ความฝันมักเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่อยู่ในใจ” เขาเอ่ยเสียงต่ำ กระซิบผ่านม่านอากาศที่เริ่มเย็นเยียบ “หากเจ้ากลัวว่าจะทำผิดพลาด เหตุใดไม่ลองเปลี่ยนหมากบนกระดานเสียใหม่เล่า ในเมื่อกระดานนี้ยังเป็นของเจ้า”
จื่อเหยาเงยหน้าสบตาเขา หัวใจนางเต้นระรัวราวกับกลองรบ เขารู้... เขาอาจจะยังไม่รู้เรื่องการย้อนเวลาของนาง แต่แววตาของอี้หรานในตอนนี้ มิใช่แววตาของบัณฑิตหนุ่มผู้ไร้เดียงสา แต่มันคือแววตาของ ‘พันธมิตร’ ที่นางรอคอยมาทั้งชีวิต
“หากท่านพูดเช่นนั้น...” จื่อเหยาเหยียดยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ใช่หญิงสาวแสนดีคนเดิมอีกต่อไป แต่มันคือรอยยิ้มของสตรีผู้กุมความลับของโชคชะตา “งั้นเรามาลองเริ่มเกมกระดานใหม่กันเถอะเจ้าค่ะ ท่านอ๋อง”
อี้หรานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาหยิบตราประทับไม้หอมออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะกลางห้อง เสียงกระทบของไม้ดัง ‘กึก’ ราวกับเสียงประกาศศึก
“ดูเหมือนวันคืนเก่าๆ ของเรา กำลังจะจบลงแล้วสินะ” เขาเปรยพลางหยิบจอกชาขึ้นมาส่งให้ “ดื่มเสียเถิด ก่อนที่เราจะก้าวออกไปเผชิญกับพายุที่เจ้าเพิ่งเตือนข้า... พายุที่กำลังจะพัดพาเอาเลือดและคราบน้ำตามาสู่ราชสำนัก”
จื่อเหยาเอื้อมมือไปรับจอกชา ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วของนางแตะสัมผัสกับนิ้วมือของเขา เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์หลวงนับสิบก็ดังขึ้นที่หน้าเรือนพร้อมเสียงตะโกนก้อง
“ตรวจค้นทุกตารางนิ้ว! อัครมหาเสนาบดีฉินมีรับสั่งให้จับกุมผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นไส้ศึกทุกคนในสำนักบัณฑิตหลวง!”
ประตูเรือนถูกถีบพังเข้ามาพร้อมกับเงาของดาบที่สะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตา จื่อเหยาหันกลับมามองจอกชาในมือที่ยังอุ่นอยู่ แล้วหันไปสบตาอี้หรานที่ยังคงปั้นหน้าตายประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มือนางสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความตื่นเต้นที่การชิงไหวชิงพริบเริ่มขึ้นเร็วกว่าที่คิด
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในรอยเลือดแห่งโชคชะตากับ "มนตรากรรมสะท้อน" นะคะ
หมากกระดานศิลาอาถรรพ์กับวันคืนที่ย้อนคืนมา•ตอนที่ 1
รอยเลือดบนพรมแดง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานศิลาอาถรรพ์กับวันคืนที่ย้อนคืนมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
