"ถ้าคิดว่าการมาอยู่ที่ไร่ไพศาลนี่จะสุขสบายเหมือนนั่งกินนอนกินในห้องแอร์เย็นฉ่ำล่ะก็... คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยียบเย็นดังขึ้นขัดจังหวะทันทีที่ปลายช้อนกระทบขอบถ้วย ธันวาไม่ได้อ้าปากรับน้ำแกงปลาชิ้นนั้นตามที่ภรรยาป้อน เขาเพียงแต่เบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบสีสนิมเหล็กคู่นั้นมองสำรวจเรือนร่างระหงของรินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้า ประเมินด้วยสายตานายช่างใหญ่ผู้ผ่านโลกและงานหนักมาโชกโชน—เสื้อผ้าเนื้อดีที่แม้จะเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายเพื่อความคล่องตัว แต่ร่องรอยความเนียนนุ่มของผิวพรรณและท่าทางที่สะท้อนถึงการเติบโตมาในห้องหอ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อฝังหัวของเขาว่า หญิงสาวตรงหน้าเป็นเพียง "คุณหนูตกอับ" หรือไม่ก็พวกหนีร้อนมาพึ่งเย็น หลีกหนีปัญหาจากเมืองกรุงเพื่อหาที่หลบภัยชั่วคราวเท่านั้น
รินรดากระพริบตากลมโตปริบๆ รอยยิ้มท้าทายเมื่อครู่ยังคงค้างอยู่ที่มุมปาก ก่อนจะค่อยๆ หุบลงช้าๆ เมื่อสมองประมวลผลคำพูดและสายตาดูแคลนที่ส่งตรงมาแบบไม่ปิดบัง
*อ๋อ... พ่อรูปหล่อกล้ามโตนี่กำลังเข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็นคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อสินะคะ?*
หญิงสาวนึกขันในใจ แทนที่จะโกรธเกรี้ยวตีโพยตีพายตามบทบาทที่เขาคาดหวัง เธอกลับวางชามแกงลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดัง "ปัง" เบาๆ แต่หนักแน่นพอจะเรียกสติ ดวงตาคู่สวยฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวับวาม เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มจนได้กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นดินและเหงื่อจางๆ ของความเป็นชายชาตรี
"คุณนายช่างใหญ่คะ..." รินรดาเอ่ยเสียงหวานหยด ย้อยเย้ยเสียจนธันวาต้องขมวดคิ้วมุ่น "ยังไม่ได้ชิมแกงส้มฝีมือฉันเลยสักคำ ตัดสินฉันเร็วกระดาษทรายเบอร์หยาบแบบนี้ ระวังนะคะ... ของดีที่อยู่ตรงหน้า อาจจะหลุดมือไปจนต้องมานั่งน้ำลายหกทีหลัง"
ธันวาแค่นเสียงหึในลำคอ ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนบังแสงไฟจากตะเกียงบนโต๊ะจนเงาดำทาบทับร่างบางมิดชิด "คนกินแรงในไร่ของฉันมีเยอะพอแล้ว และฉันก็เกลียดที่สุดคือพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำงานสากกือเบือเรือรบอะไรก็ไม่เป็น วันๆ ดีแต่แต่งตัวสวยๆ รอกินข้าวเย็น ถ้าเธอทนความลำบากไม่ได้ พรุ่งนี้เช้าฉันจะให้คนขับรถไปส่งสถานีรถไฟ... กลับกรุงเทพฯ ไปซะ"
พูดจบเขาก็คว้าหมวกปีกกว้างมาสวมแล้วก้าวเดินจ้ำอ้าวออกจากเรือนครัวไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้รินรดานั่งมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยประกายตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟนักสู้
*อยากรู้นักว่าใครกันแน่ที่จะต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้!*
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแรกยังไม่ทันทาบทอบนยอดไม้ รินรดาก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับชุดทะมัดทะแมง—กางเกงขายาวเนื้อหนา เสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก และผ้าขาวม้ามัดคาดเอวอย่างคล่องแคล่ว เส้นผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าสูงมัดแน่นหนา ใบหน้าหวานไร้เครื่องสำอางแต่กลับเปล่งประกายความมั่นใจออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
เธอก้าวเท้าเดินไปยังลานกว้างหน้าเรือนพักคนงาน ที่ซึ่งธันวาและคนงานชายฉกรรจ์อีกสามคนกำลังยืนรวมกลุ่มกันอยู่ รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยกระสอบปุ๋ย กองกล้าพันธุ์ไม้ และเครื่องมือเกษตรกรสารพัดชนิด
เมื่อร่างระหงปรากฏตัวขึ้น ท่ามกลางสายตาแปลกใจของคนงาน รินรดาไม่ได้รอให้ใครต้องเอ่ยปากทักทาย เธอก้าวเข้าไปหยิบจอบด้ามยาวขึ้นมาลองชั่งน้ำหนักในมือ ก่อนจะหันไปสบตากับสามีที่ยืนกอดอกมองเธออยู่ไม่ไกล มุมปากอิ่มยกยิ้มบางๆ อย่างท้าทาย
"อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านนายช่างใหญ่... ไหนล่ะคะงานหนักที่ว่า วันนี้ฉันพร้อมพิสูจน์ตัวเองแล้วค่ะว่าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นภาระใคร"
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างประหลาดใจระคนหมั่นไส้ เขากวาดสายตามองท่าทางที่ดูทะมัดทะแมงผิดคาดของภรรยา แต่กระนั้นเขาก็ยังคิดว่าเธอก็คงทำได้แค่ "แอ๊บทำเป็นเก่ง" ไปสักสิบนาทีแล้วก็คงร้องไห้งอแงฟ้องว่าเหนื่อยเหมือนคุณหนูทั่วๆ ไป
"ดี..." ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้ม "ในเมื่ออยากลองนัก แปลงปลูกพืชสมุนไพรแปลงท้ายไร่ ดินตรงนั้นแข็งเป็นหินเพราะไม่ได้ไถกลบมานาน สามสิบแถวนั้น... ขุดพลิกหน้าดินและย่อยเศษหญ้าให้เสร็จก่อนตะวันตกดิน ถ้าทำไม่เสร็จ หรือทำแบบเหยาะแหยะ..." ชายหนุ่มโน้มหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงกระด้าง "เธอเตรียมตัวเก็บกระเป๋าออกจากไร่ฉันได้เลย"
รินรดาไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เธอยิ้มรับคำท้าทายนั้นอย่างไม่เกรงกลัว "ถ้าฉันทำเสร็จล่ะคะ? มีรางวัลอะไรให้คนเก่งไหมคะนายช่าง"
ธันวาชะงักไปชั่วครู่ ไม่คิดว่าเธอจะกล้าต่อรอง "ถ้าเธอทำเสร็จ... วันนี้ฉันจะยอมเป็นลูกมือให้เธอในครัว ทำตามที่เธอสั่งทุกอย่างตลอดทั้งคืน"
"ตกลงค่ะ! สัญญาต้องเป็นสัญญาห้ามคืนคำนะคะ" รินรดาหัวسเราะในลำคออย่างชอบใจ ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ
งานหนักกลางแสงแดดแผดเผาเริ่มต้นขึ้น รินรดารู้ดีว่าหากใช้แรงกายอย่างคนปรกติ เธอย่อมไม่มีทางสู้แรงผู้ชายอกสามศอกอย่างธันวาและคนงานได้แน่ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา... ในเมื่อเธอกุม "ความลับ" ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเอาไว้ในห้วงมิติลับ
ขณะที่เดินเลี่ยงไปทางแปลงปลูกท้ายไร่ลับสายตาคน รินรดาแอบเข้าไปในมิติลับของตัวเองชั่วพริบตา เธอหยิบ "น้ำยาบำรุงดินวิเศษ" ที่สกัดจากสมุนไพรหายากในมิติ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุยอย่างน่าอัศจรรย์โดยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ผสมลงในกระบอกฉีดน้ำแล้วพรมลงบนผืนดินแห้งกรังเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ดินที่เคยแข็งกระด้างราวกับคอนกรีตก็เริ่มเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นดินร่วนซุยสีดำสนิท ชุ่มชื้น และส่งกลิ่นหอมกรุ่นของอินทรียวัตถุอย่างน่าประหลาดใจ
รินรดาเดินกลับออกมาพร้อมจอบในมือ เธอเริ่มลงมือขุดพลิกหน้าดินอย่างสบายอารมณ์ จังหวะการขุดของเธอนุ่มนวลแต่ทรงพลัง ดินร่วนซุยถูกยกพลิقขึ้นอย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก ไม่ต้องออกแรงหักโหมจนเหงื่อตกโซมกายเหมือนที่คุณหนูตกอับควรจะเป็น
ผ่านไปเพียงครึ่งวัน จากกำหนดการที่ธันวาคิดว่าเธอจะทำได้แค่สองแถว รินรดากลับจัดการขุดและย่อยดินแปลงสมุนไพรสามสิบแถวเสร็จสิ้นไปกว่าครึ่งแล้ว!
ข่าวลือเรื่อง "คุณหนูเมืองกรุงแรงช้าง" แพร่สะพัดไปทั่วไร่ไพศาลอย่างรวดเร็ว บรรดาคนงานแอบมามุงดูด้วยความทึ่ง บ้างก็อ้าปากค้าง บ้างก็นับถือในความอึดของภรรยานายช่างใหญ่
กระทั่งช่วงบ่ายคล้อย ธันวาที่แอบเดินมาตรวจงานด้วยความเป็นห่วง (แอบคิดว่าเธออาจจะเป็นลมแดดไปแล้ว) ถึงกับต้องหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือหญิงสาวร่างบางกำลังใช้หลังมือปาดเหงื่อออกจากหน้าผากเบาๆ ท่ามกลางแปลงดินที่ถูกขุดพลิกไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามราวกับมืออาชีพมาทำเอง ไม่มีร่องรอยความสะบินสะบอนหรือท่าทางเหนื่อยอ่อนจนเจียนตายอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้แม้แต่น้อย
รินรดาหันมาเห็นสามีที่ยืนทำหน้าอึ้งกิมกี่อยู่ริมแปลง เธอจึงวางจอบลง เดินน่องเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มพราวระยับในดวงตา
"อ้าว... นายช่างใหญ่มาตรวจความเรียบร้อยเหรอคะ?" เธอกล่าวทักทายน้ำเสียงใสซื่อ "เห็นฉันขยขันขันแข็งแบบนี้ พอจะผ่านเกณฑ์คนงานคุณภาพของไร่ไพศาลหรือยังคะ หรือว่า... อยากจะให้ฉันขุดเพิ่มอีกสักแปลงดีล่ะคะ?"
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาคมกริบกวาดมองแปลงดินที่เสร็จไปกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยความรู้สึกทึ่งแกแกมตะลึง พลังงานและความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มหวานๆ นั้น มันเกินกว่าที่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะทำได้ด้วยซ้ำ ผู้หญิงคนนี้... ซ่อนอะไรไว้ภายใต้รอยยิ้มนั่นกันแน่?
แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยปากพูดอะไรแก้เก้อ ทันใดนั้นเอง เสียงรถกระบะคันเก่าสีฝุ่นก็แล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้าเรือนพัก พร้อมกับร่างอวบอ้วนของ "แม่เลี้ยงทอง ศรี" หญิงม่ายเจ้าของไร่ข้างเคียงผู้ทรงอิทธิพล และเป็นคนที่ธันวาเคยประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้... ก้าวลงมาจากรถด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย พร้อมกับลูกน้องชายร่างยักษ์อีกสองคนเดินตามลงมาติดๆ
"แหม... ได้ข่าวว่านายช่างธันวาได้เมียใหม่เป็นคุณหนูสำอางจากกรุงเทพฯ ฉันนึกว่าจะมาช่วยทำไร่ให้เจ๊งเร็วกว่าเดิมเสียอีก ไหนล่ะจ๊ะ แม่คุณหนูคนสวย... ออกมาให้เจ๊ดูหน้าหน่อยสิว่า จะทนทานสักแค่ไหนเชียว!"
ธันวาหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที ร่างสูงก้าวเท้าขนาบข้างภรรยาปกป้องโดยอัตโนมัติ รังสีความดุดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอย่างน่ากลัว
รินรดาลดมือลงจากสะเอว หันไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาที่เยือกเย็นลงทันที มุมปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย... เกมสนุกๆ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้วสินะคะ
**************************************************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของรินรดาและนายช่างธันวาด้วยกันเสมอนะคะ!
แม่ครัวมือฉมังกับนายช่างใหญ่ใจนิ่ง•ตอนที่ 3
นายช่างใหญ่ไม่ชอบคนกินแรง
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ครัวมือฉมังกับนายช่างใหญ่ใจนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!