“ปล่อยฉันนะคะศิลา! นี่มันไม่ใช่การปกป้อง แต่มันคือการทรยศ!”
เสียงตวาดของรินรดาดังก้องสะท้อนไปกับผนังหินอ่อนเย็นเยียบภายในห้องโถงกว้าง แรงสั่นสะเทือนของโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่ยึดติดกับข้อมือเรียวเล็กสั่นไหวตามจังหวะการหอบหายใจของเธอ ศิลาไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นที่ถูกแกะสลักขึ้นจากความเงียบงัน สายตาของทนายความหนุ่มคมกริบแต่ทว่าว่างเปล่า มองผ่านรินรดาไปราวกับเธอกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เขาวางไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้องที่สุด
ภายนอกหน้าต่างบานสูงใหญ่ เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องดุจเสียงพิพากษาจากสรวงสวรรค์ สายฝนห่าใหญ่โหมกระหน่ำปะทะกระจกจนเกิดเสียงดังระงมราวกับกองทัพที่กำลังบุกทำลายคฤหาสน์แห่งนี้ รินรดาพยายามดึงมือที่ถูกพันธนาการไว้กับราวบันไดเหล็กดัดแน่นหนา ยิ่งขัดขืน ผิวเนื้อที่ข้อมือก็ยิ่งถลอกปอกเปิกจนเลือดซึมออกมา แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความร้าวรานที่กัดกินหัวใจ
“คุณทำแบบนี้ทำไมคะ?” เสียงของเธอแปรเปลี่ยนเป็นสั่นเครือ “คุณคือคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่... หรือว่าคนทั้งตระกูลนี้ รวมทั้งคุณ ก็แค่สมรู้ร่วมคิดกันตั้งแต่แรก?”
ศิลาเดินก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟจากแชนเดอเลียร์เหนือศีรษะวูบไหวตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามาผ่านช่องว่างของหน้าต่าง ทำให้เงาของเขาทอดยาวทาบทับร่างของเธอราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น เขาย่อตัวลง มือหนาเอื้อมมาเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยเคยอบอุ่น แต่วันนี้กลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ความจริงไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาด้วยความมุทะลุ รินรดา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าใจหาย “คุณหญิงดารินไม่ได้ต้องการแค่เก็บงำความลับ ท่านต้องการให้คุณเป็นภาชนะรับบาปทั้งหมดแทนท่าน... ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ คุณก็คงไม่มีลมหายใจให้ได้ตามหาความจริงที่ว่านั้นหรอก”
“คุณหญิง!” รินรดาแค่นหัวเราะทั้งน้ำตา “ท่านต้องการอะไรกันแน่ ท่านถึงได้ยอมลงทุนจัดฉากทั้งหมดนี้เพื่อกักขังฉันไว้ในกรงทองที่เต็มไปด้วยซากศพของพ่อแม่ฉันเอง!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงประโยค บานประตูใหญ่ของคฤหาสน์ก็ถูกผลักออกอย่างแรง ท่ามกลางเสียงสายฝนที่สาดเข้ามาด้านใน ร่างสูงโปร่งของคุณหญิงดารินปรากฏขึ้นในชุดผ้าไหมสีเข้มสนิท ดูสง่างามและไร้ความรู้สึก ผิวพรรณที่ร่วงโรยตามกาลเวลาดูสดใสขึ้นราวกับมีพลังบางอย่างหนุนนำ ดวงตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกวาดมองคนทั้งสองด้วยความพึงพอใจ
“ความจริงเหรอรินรดา?” คุณหญิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานราวกับระฆังแก้วที่พร้อมจะแตกสลาย “ความจริงที่หล่อนกำลังตามหาอยู่น่ะ... มันคือไฟที่จะเผาหล่อนให้มอดไหม้ไปพร้อมกับชื่อเสียงของตระกูลเรา ศิลาทำถูกแล้วที่หยุดหล่อนไว้ตรงนี้”
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำกับฉันแบบนี้!” รินรดาตะโกนสุดเสียง แรงโทสะที่สั่งสมมานานนับปีระเบิดออกจนตัวสั่นสะท้าน เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระชากโซ่ตรวนที่ข้อมือจนโลหะดังลั่น แต่ศิลาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“ถ้าคุณก้าวออกไปตอนนี้ คุณจะสูญเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งโอกาสที่จะรู้ว่าใครคือคนฆ่าพ่อแม่ของคุณจริงๆ” ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชิดกัน เขากระซิบด้วยเสียงที่เบาที่สุด “เชื่อใจผมอีกครั้ง แม้มันจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม”
ในวินาทีนั้นเอง เสียงกระจกหน้าต่างบานใหญ่ด้านหลังคุณหญิงดารินก็แตกละเอียดลงด้วยแรงปะทะของกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่หักโค่นลงมาจากพายุภายนอก เศษกระจกแหลมคมกระจัดกระจายราวกับหยาดฝนที่โปรยปรายเข้ามาในห้องโถง ความมืดมิดฉับพลันเมื่อไฟทั้งคฤหาสน์ดับลง ท่ามกลางความโกลาหล รินรดารู้สึกถึงมือปริศนาที่เอื้อมมาคว้าข้อมือของเธอที่ไม่ได้ถูกพันธนาการไว้
“ไม่ต้องเชื่อใครทั้งนั้น... นอกจากเสียงของตัวเอง” เสียงแหบพร่าและเย็นเยียบดังขึ้นข้างหูของเธอในความมืด เป็นเสียงที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่มันกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวและคุ้นเคยอย่างประหลาด
วินาทีที่แสงฟ้าแลบวาบขึ้นเป็นเส้นสายผ่านรอยกระจกที่แตกหัก รินรดาเหลือบเห็นใบหน้าของผู้ที่จับข้อมือเธออยู่ ใบหน้านั้นคือคนที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อยี่สิบปีก่อน... พ่อของเธอเอง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาในรอยปริศนาที่กำลังจะเปิดเผยในบทถัดไปนะคะ - ตุ๊กตาโบราณ
เงาในรอยกระจก•ตอนที่ 19
เพลิงแค้นที่แผดเผา
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในรอยกระจก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!