"จะตายก็ไปตายที่อื่น อย่ามาทำตัวเป็นภาระให้เสื่อมเสียเกียรติในบ้านตระกูลกู้ของฉัน!"
เสียงแหลมสูงบาดหูของหญิงวัยกลางคนดังทะลุผ่านความมืดมิดที่ห่อหุ้มสติสัมปชัญญะของเซี่ยหว่านหนิงเอาไว้ ความเย็นเยียบของพื้นไม้กระดานที่กดทับแผ่นหลังเปรียบเสมือนคมดาบที่กำลังกรีดลึกลงบนผิวเนื้อ กลิ่นอับชื้นของเชื้อราผสมกับกลิ่นถ่านหินจางๆ ตีรวนอยู่ในโพรงจมูก แทนที่จะเป็นกลิ่นกำยานไม้กฤษณาชั้นเลิศที่นางคุ้นเคยในห้องอักษรส่วนตัว
หว่านหนิงลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคมกริบดุจหงส์กวาดมองสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผนังดินเหนียวที่ฉาบปูนหยาบๆ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ริบหรี่ราวกับจะดับมิจดับแหล่ และสตรีในชุดผ้าฝ้ายสีซีดจางที่ยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้า—นางคือ 'จางชุ่ยหยา' แม่สามีที่ขึ้นชื่อเรื่องความปากร้ายและริษยาแรงกล้า
ในความทรงจำที่ไหลทะลักเข้ามาดั่งสายน้ำหลาก นางคือเซี่ยหว่านหนิง ภรรยาที่แต่งเข้าบ้านตระกูลกู้ตามคำสั่งของผู้ใหญ่ แต่กลับถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับโชคชะตาที่แสนอาภัพในยุคสมัยที่เรียกว่า 'ปี 1976' ยุคแห่งการดิ้นรนและขาดแคลน
"ฉันพูดไม่ได้ยินหรืออย่างไร นังตัวดี! กินข้าวเปลืองแรงงานไปวันๆ กลับไม่เคยสร้างประโยชน์อันใดให้บ้านหลังนี้ มีแต่จะหาเรื่องให้กู้เหยียนจวินต้องอับอายขายหน้าชาวบ้านเขา!" จางชุ่ยหยากระแทกเท้า เดินเข้ามาใกล้แล้วถ่มน้ำลายลงพื้นข้างๆ ร่างของนาง
หว่านหนิงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น แม้ร่างกายนี้จะอ่อนแอและเต็มไปด้วยร่องรอยการทำงานหนัก แต่วิถีการเคลื่อนไหวของนางกลับสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ติดตัวมาจากจิตวิญญาณเดิม นางจัดสาบเสื้อที่เปื้อนฝุ่นให้เข้าที่อย่างใจเย็น กิริยานิ่งสงบราวกับกำลังจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ ไม่ใช่การยืนอยู่ในกระท่อมซอมซ่อ
"ท่านแม่... หากท่านต้องการความสงบในบ้านเรือน การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายเช่นนี้คงมิใช่หนทางที่บัณฑิตหรือผู้มีตระกูลพึงกระทำ" เสียงของนางแผ่วเบา ทว่าราบเรียบและทรงพลัง กังวานด้วยจังหวะที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
จางชุ่ยหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าที่บูดเบี้ยวดูงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกสะใภ้ที่เคยเอาแต่นั่งร้องไห้ "แก... แกกล้าสั่งสอนฉันหรือ? นังเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า!"
"มิบังอาจเจ้าค่ะ" หว่านหนิงย่อกายถวายความเคารพในแบบแผนที่งดงามเกินกว่าใครในหมู่บ้านจะเลียนแบบได้ ดวงตาคู่เรียวหงส์ประสานกับสายตาอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง "เพียงแต่ที่นี่คือโรงงานเหล็กแห่งรัฐ ทุกย่างก้าวและคำพูดล้วนมีสายตาจากหน่วยงานตรวจสอบจับจ้อง หากท่านต้องการให้พี่เหยียนจวินต้องโทษทัณฑ์จากคำพูดของท่าน ก็เชิญท่านด่าทอต่อไปเถิด"
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที จางชุ่ยหยาเม้มปากแน่น แม้จะโง่เขลาแต่ก็หวาดกลัวต่ออำนาจของโรงงานเหล็กที่คุมชะตาชีวิตของทุกคนในครอบครัว นางสะบัดหน้าหนีแล้วเดินกระทืบเท้าออกไปจากห้อง ทิ้งให้นางอยู่กับความเงียบงัน
หว่านหนิงทรุดตัวลงนั่งบนเตียงไม้เตี้ยๆ นางมองดูมือที่หยาบกร้านของตนเอง พลางขบคิดถึงหมากตานี้อย่างรวดเร็ว กู้เหยียนจวิน... ชายผู้เป็นสามีที่ใครๆ ต่างเล่าลือว่าเขาคืออดีตทหารที่ถูกปลดประจำการเพราะความผิดพลาดทางการเมือง เขามีความสามารถสูงส่งแต่ต้องมาจมปลักอยู่กับงานใช้แรงงานในโรงงานเหล็กเพื่อเอาชีวิตรอดจากยุคสมัยที่บ้าคลั่ง
ประตูห้องไม้ถูกเปิดออกอีกครั้ง แรงลมพัดวูบผ่านเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายของอากาศหนาวและคราบน้ำมันเครื่อง บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดทำงานสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามา เขาดูเหนื่อยล้า แต่ดวงตาคู่นั้นกลับลุ่มลึกและดุดันดั่งเหยี่ยวที่เฝ้ามองเหยื่อ กู้เหยียนจวินหยุดยืนนิ่งเมื่อเห็นภรรยาที่ควรจะนอนซมอยู่บนเตียงกำลังนั่งหลังตรงราวกับรูปสลัก
"เจ้าร้ายกาจขึ้นนะ" เขาเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบไม่มีความอาทรเจือปน
หว่านหนิงเงยหน้ามองเขา แสงตะเกียงที่สั่นไหวทำให้นางเห็นเงารอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้างขมับของเขา กลิ่นเหล็กกล้าและอำนาจที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาทำให้นางมั่นใจได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่แค่คนงานธรรมดา แต่เป็นราชสีห์ที่ถูกขังอยู่ในกรงกากเดน
"ข้าเพียงแค่ตระหนักว่า หากไม่ยอมยืนหยัดด้วยตนเอง ก็ย่อมตกเป็นเหยื่อให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ" นางตอบเบาๆ สายตานิ่งสนิท
กู้เหยียนจวินหรี่ตาลง เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ กลิ่นกายสะอาดสะอ้านที่ผิดแปลกไปจากเมื่อเช้าโชยเข้าจมูกของเขา เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะไม้ผุๆ เสียงกระดาษที่เสียดสีกับพื้นผิวไม้ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
"ในเมื่อเจ้ามีปัญญามากนัก ก็ลองดูว่าปัญญานั้นจะรักษาชีวิตเจ้าได้นานแค่ไหน" เขาโน้มตัวลงมา กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "หลี่จิ่งเทียนเพิ่งเซ็นอนุมัติไล่คนงานออกในสัปดาห์หน้า และชื่อของเจ้า... อยู่ในบัญชีนั้น"
หัวใจของหว่านหนิงกระตุกวูบ แต่นางกลับยิ้มบางๆ ออกมาอย่างเยือกเย็น ราวกับว่านี่คือหมากรุกที่นางคาดการณ์ไว้แล้ว
"หากเขาต้องการไล่ข้าออก พี่เหยียนจวินคงไม่นำเรื่องนี้มาบอกข้าเพียงลำพัง... ท่านต้องการให้ข้าทำอะไรกันแน่?"
กู้เหยียนจวินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินไปที่ตู้เก็บของ ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูอย่างแรงดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนของหลี่จิ่งเทียนที่ดังลั่นมาจากนอกห้อง
"กู้เหยียนจวิน! ออกมานี่เดี๋ยวนี้! ฝ่ายตรวจสอบพบเบาะแสการลักลอบนำโลหะรัฐออกไปขาย และหลักฐานชิ้นนั้น... พบว่าถูกซ่อนอยู่ในที่พักของภรรยาคุณ!"
หว่านหนิงและกู้เหยียนจวินสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ขาดสะบั้นทันทีที่พายุลูกใหม่โหมกระหน่ำเข้ามาในห้องแคบๆ แห่งนี้
หวังว่ารี้ดที่รักจะเพลิดเพลินไปกับกลิ่นอายแห่งเล่ห์เหลี่ยมและรักที่ซ่อนเร้นในยุคสมัยนี้นะคะ ส้มหวานมิติลับขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับเซี่ยหว่านหนิงค่ะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนสติในดินแดนใหม่
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!