“ตู้เหล็กใบนี้... หาใช่เก็บเพียงเอกสารบัญชีโรงงาน แต่เก็บลมหายใจของคนครึ่งค่ายทหารทางเหนือเอาไว้ต่างหาก”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราคมมีดของเซี่ยหว่านหนิงดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องเก็บพัสดุกึ่งใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของน้ำมันเครื่องและกระดาษเก่าคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นจางๆ ของชาสมุนไพรที่นางเพิ่งชง ประทีปน้ำมันบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงลมลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่าง ทอดเงา leurs (เงาสูงต่ำ) ของผู้คนให้ทาบทับลงบนผนังปูนซีเมนต์เปลือยราวกับภาพวาดพู่กันจีนโบราณที่ถูกแต่งแต้มด้วยความมืดมน
เบื้องหน้าของนางในเวลานี้ หาใช่ความมืดมิดของโรงงานเหล็กในยุคเจ็ดศูนย์อันแห้งแล้ง หากแต่ภาพซ้อนทับในห้วงความคิดของกู้เหยียนจวินกลับเป็นท้องพระโรงอันหนาวเหน็บในอดีต ณ ที่ซึ่งเขายืนอยู่ท่ามกลางกองเลือดและเสียงกระซิบของเหล่าขุนนางกังฉิน
ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวภูเขาของกู้เหยียนจวินหรี่ลงเล็กน้อย มือหนาที่เปื้อนคราบน้ำมันเครื่องกำเข้าหาตัวจนข้อต่อขึ้นสีขาว เปลวไฟจากตะเกียงสะท้อนลงในแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงระวัง เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าผู้ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาด้วยสถานะ 'ภรรยาตามนโยบาย' ทว่ากลับอ่านเกมการเมืองในโรงงานได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับนางเคยผ่านสนามรบชิงอำนาจในวังหลวงมาแล้วนับร้อยหน
“เธอเป็นใครกันแน่... หว่านหนิง” กู้เหยียนจวินเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำลอดไรฟัน ความกดดันแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างบางที่ยังคงนั่งนิ่งสงบอยู่บนเก้าอี้ไม้ กลิ่นกายสะอาดเจือจางของสมุนไพรจีนโชويแตะจมูก ทว่ามันมิอาจกลบเกลื่อนความลับอันดำมืดที่ห่อหุ้มตัวนางไว้ได้
เซี่ยหว่านหนิงไม่สะทกสะท้านต่องานกดดันนั้น นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากช่างลึกล้ำและเย้ายวนใจในคราเดียวกัน ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพร่างของอดีตขุนพลผู้ถูกเนรเทศอย่างชัดเจน
“สามี... ท่านระแวงภรรยาผู้บอบบางเช่นนี้ เกรงว่าจะเสียแรงเปล่าเสียกระมังคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นดั่งค้อนเหล็กตีลงบนทั่ง “ท่านกับฉันต่างก็เป็นเรือที่อับปางกลางทะเลคลื่นลมซัดสาด หากท่านยังมัวแต่ระแวงว่าฉันจะแว้งกัด ท่านก็คงลืมไปแล้วกระมังว่า... หมาป่าที่กำลังจ้องจะขย้ำคอพวกเราทั้งคู่อย่างหลี่จิ่งเทียน มิได้รอให้เราปรึกษากันจนจบกระบวนความหรอกนะคะ”
คำว่า ‘หลี่จิ่งเทียน’ ทำให้แววตาของกู้เหยียนจวินไหววูบ ผู้จัดการโรงงานผู้ทะเยอทะยานผู้นั้นไม่เพียงแต่มีเส้นสายกับพรรคพวกในเมืองหลวง แต่ยังเป็นคนของตระกูลหลี่—ศัตรูทางการเมืองที่ผลักไสเขาลงมาตกต่ำในดินแดนกันดารแห่งนี้ การเคลื่อนไหวของหลี่จิ่งเทียนในช่วงนี้รัดกุมและมุ่งทำลายตระกูลกู้ให้สิ้นซาก การที่เซี่ยหว่านหนิงล่วงรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างบัญชีลับกับคลังแสงเก่า ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ชายหนุ่มโน้มตัวลงต่ำ ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากแก้มนวลเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในความหนาวเย็นยามวิกาล “เธอรู้มากเกินไปแล้ว หว่านหนิง... ความรู้นี้มักฆ่าคนตายเร็วกว่าคมดาบเสียอีก”
“แต่คมดาบในมือท่าน หาได้น่ากลัวเท่าความไร้สติปัญญาหรอกค่ะท่านอ๋อง... อ๊ะ หมายถึงสหายกู้ต่างหากล่ะคะ” นางเผลอหลุดคำเรียกขานในอดีตออกมาชั่วแวบหนึ่ง ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับประกายความท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
กู้เหยียนจวินชะงักกึก หัวใจที่ด้านชามานานนับปีคล้ายถูกกระชากด้วยเรียวเล็บแหลมคม สตรีผู้นี้... นางล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา! นางรู้ว่าเขาไม่ใช่เพียงแค่คนงานช่างกลธรรมดา แต่คือกุนซือผู้พลิกแผ่นดินในอดีต!
ก่อนที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองจะตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่พยายามย่องเบา แต่กลับสะท้อนก้องผ่านทางเดินคอนกรีตแคบๆ ก็ดังขึ้น ขัดจังหวะการเผชิญหน้าอันดุเดือดนั้น เสียงเคาะไม้สามครั้ง—จังหวะรหัสลับที่ใช้เฉพาะในหน่วยองครักษ์เงา—ดังขึ้นที่บานประตูเหล็กขึ้นสนิม
กู้เหยียนจวินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สัญชาตญาณนักรบตื่นตัวทันที มือหนาเอื้อมไปหยิบประแจเหล็กขนาดใหญ่บนโต๊ะทำงานพร้อมเหวี่ยงตัวไปบังร่างของเซี่ยหว่านหนิงไว้เบื้องหลังอย่างปกป้องโดยสัญชาตญาณ ขณะที่ดวงตาคมกวาดมองไปที่ประตูด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
ประตูเหล็กค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางแสงสลัวของตะเกียงน้ำมัน เงาร่างของชายชราในชุดเสื้อคลุมกันหนาวเก่าๆ สีเทาหม่นก้าวเข้ามา บุคคลผู้นี้มีหนวดเครายาวรุงรัง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งพญาอินทรี และที่สำคัญที่สุด... ในมือข้างขวาของเขาถือกล่องไม้สนแกะสลักลวดลายมังกรห้าเล็บ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของอดีตราชสำนักที่ควรจะสูญหายไปตั้งแต่คืนวันรัฐประหารเมื่อเจ็ดปีก่อน!
“ท่านแม่ทัพ... และท่านกุนซือ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น “ข้าพเจ้าเดินทางไกลนับพันลี้ นำ 'สิ่งนั้น' มาส่งมอบให้ตามพระราชประสงค์... ขององค์ไทเฮาผู้ล่วงลับแล้วขอรับ”
เซี่ยหว่านหนิงหรี่ตาลงทันที หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความตื่นตระหนกปนความท้าทาย นางเหลือบมองกล่องไม้ในมือชายชรา ก่อนจะหันกลับมาสบตากับกู้เหยียนจวินที่ยืนนิ่งงันดั่งรูปปั้นหิน ทว่าในแววตานั้นกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งการแก้แค้นที่รอวันชำระสะง้าน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับถ้อยคำร้อยเรียงนี้นะคะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม•ตอนที่ 5
มื้อค่ำใต้แสงตะเกียงน้ำมัน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!