โลหิต... หยดแล้วหยดเล่าที่ร่วงหล่นลงบนแผ่นศิลาโบราณ ส่งเสียงกระทบดังติ๋งๆ ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของเขตแดนหวงห้าม "สุสานกระบี่หมื่นดารา" ที่ซึ่งแม้แต่ลมหายใจของมวลหมู่เซียนยังต้องพลอยหยุดชะงัก
"หลี่มู่เฉิน... เจ้ายังมีความกล้าเหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้อีกหรือ? ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพจารย์ของพวกเราเอาเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อผนึกมารร้าย เจ้าคิดจะทำลายมันด้วยวิถีกระบี่เดรัจฉานของเจ้ากระนั้นหรือ!"
เสียงตะคอกอันเกรี้ยวกราดดังสะท้อนก้องฟ้า ผสมผสานกับเสียงคำรามครืนครั่นของอสนีบาตสีม่วงเข้มที่ผ่าลงมาฉีกกระชากเมฆหมอกทมิฬให้แยกออกเป็นเสี่ยงๆ
ผู้ที่เอ่ยวาจานั้นคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่นภา เมฆหมอกรอบกายเขาแปรเปลี่ยนเป็นรูปกระบี่นับพันเล่ม ชี้ปลายคมกริบตรงมายังร่างอันโดดเดี่ยวที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ร่างนั้น... ไม่แม้แต่จะชายตามองกระบี่นับพันที่พร้อมจะบดขยี้ร่างให้แหลقเป็นจุล หลี่มู่เฉิน ปลดปล่อยเส้นผมสีดำสนิทให้สะบัดไหวไปตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน ชุดคลุมสีดำสนิทของเขาเปรอะเปื้อนคราบโลหิตและฝุ่นผงแห่งกาลเวลา ทว่าสันหลังกลับยืดตรงราวกับยอดเขาที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แววตาของเขาลุ่มลึกดุจห้วงมหาสนุกที่กักเก็บความแค้นสumสุมนับร้อยปี และที่สำคัญที่สุด... มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่ขึ้นสนิมเล่มหนึ่งไว้หลวมๆ
กระบี่ที่ไม่มีแม้แต่จิตวิญญาณแห่งศาสตรา กระบี่ที่คนในยุทธภพต่างหัวเยาะว่าเป็น "เศษเหล็กไร้ค่า" ของคนเสียสติ
"ผู้อาวุโส... คำว่า 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์' ในปากของพวกท่าน ช่างฟังดูน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่มั่นคง ดังก้องกังวานเสียจนกลบเสียงคำรามของสายฟ้า "เมื่อร้อยปีก่อน ข้าเอาชีวิตเข้าแลกปกป้องสำนัก ขับไล่มารโลหิตจนบาดเจ็บปางตาย แต่สิ่งที่สำนักมอบให้ข้ากลับเป็นการลอบสังหารในคืนเดือนมืด และตราหน้าว่าข้าคือผู้ทรยศวิถีเซียน... วันนี้ ข้า หลี่มู่เฉิน กลับมาแล้ว เพื่อทวงถามความยุติธรรมที่พวกท่านฝังกลบไว้ใต้ผืนดินแห่งนี้!"
สิ้นคำพูด รัศมีกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกจากร่างของหลี่มู่เฉินทันที!
ตูม!
พื้นศิลาโบราณรอบกายรัศมีสามสาบจัตุรัสแตกร้าวละเอียดเป็นผุยผง แรงกดดันระดับ "ขอบเขตผ่าดารา" แผ่ซ่านออกไปบดขยี้อากาศจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่นภาหน้าถอดสีทันที เมฆกระบี่นับพันเล่มที่ลอยอยู่เหนือหัวสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับพวกมันกำลังหวาดกลัว... หวาดกลัวต่อจิตสังหารที่แท้จริงของผู้ที่อยู่เบื้องล่าง
นี่มิใช่การบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าสู่ความเป็นอมตะอันสูงส่ง แต่นี่คือ "วิถีกระบี่วิปลาส" — วิถีที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ไร้ซึ่งความเมตตา และพร้อมจะตัดขาดแม้กระทั่งฟ้าดินหากมันขวางทาง!
"บังอาจนัก! ตายเสียเถอะ!"
ผู้อาวุโสสูงสุดบันดาลโทสะ สะบัดแขนเสื้อสั่งการกระบี่นับพันพุ่งทะยานลงมาดั่งห่าฝน ท้องฟ้าสว่างวาบด้วยประกายแสงอันเจิดจ้า ความเร็วของกระบี่เหล่านั้นเหนือกว่าเสียงและความคิด รวดเร็วจนผู้คนในระยะร้อยลี้ไม่อาจมองทัน
ทว่า หลี่มู่เฉินกลับไม่ขยับเขยื้อน ปล่อยให้คมกระบี่นับพันพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือระยะห่างเพียงไม่ถึงลมหายใจ ดวงตาคมกราบหรี่ลงเล็กน้อย...
ช้ง!
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ราวกับเสียงพิณโบราณที่ถูกดีดขึ้นท่ามกลางสนามรบอันนองเลือด
ไม่มีลำแสงตระการตา ไม่มีอักขระเวทอันซับซ้อน มีเพียง... ประกายแสงสีเงินเส้นบางเฉียบเส้นเดียว ที่พาดผ่านความมืดมิดของเขตแดนหวงห้าม
เวลาคล้ายจะหยุดเดินไปชั่วขณะ
กระบี่นับพันเล่มที่พุ่งเข้ามาหยุดชะงักกลางอากาศ ก่อนที่ตัวใบมีดทั้งหมดจะปรากฏรอยร้าวละเอียด และสลายกลายเป็นผุยผงสีขาวปลิวไปตามสายลม ผู้อาวุโสสูงสุดเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด กระอักโลหิตคำโตออกมา ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงขณะก้มลงมองหน้าอกของตนเอง ที่ซึ่งปรากฏรอยขีดแผ่วเบาเส้นหนึ่ง...
รอยขีดที่ดึงเอาลมหายใจและพลังปราณทั้งหมดในร่างของเขาให้มอดไหม้ไปในพริบตา
"วิชา... กระบี่นี้... เป็นไปไม่ได้..." ร่างชราทรุดฮวบลงคุกเข่า ก่อนจะล้มฟาดลงกับพื้น สิ้นใจตายโดยที่ดวงตายังเบิกค้างด้วยความหวาดกลัว
หลี่มู่เฉินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปลายกระบี่ในมือยังมีหยดโลหิตไหลยึดหยดลงสู่พื้นดิน เขากวาดสายตามองไปเบื้องหน้า ที่ซึ่งม่านหมอกหนาทึบกำลังค่อยๆ แหวกลง เผยให้เห็นกองกำลังนับหมื่นของสำนักเซียนที่รายล้อมอยู่รอบทิศทาง พร้อมจะเข้ามารุมทึ้งเขาให้แหลกลาญ
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่พร้อมจะปะทุเป็นสงครามล้างผลาญนั้นเอง...
สายลมเย็นเยียบสายหนึ่งพัดผ่านเข้ามา พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาว ท้องฟ้าที่เคยคำรามด้วยอสนีบาตสีม่วงพลันเปลี่ยนเป็นสีครามกระจ่างใสอย่างไร้สาเหตุ หิมะโปรยปรายลงมาจากความว่างเปล่า ทั้งที่มิใช่ฤดูกาลของมัน
ทุกสายตาในที่นั้นหันขวับไปมองยังยอดเสาหินโบราณที่สูงที่สุด
ณ ที่นั่น... ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะกำลังยืนอยู่ นางมิได้พกพาศาสตราใดๆ ทว่าเรือนร่างกลับเปล่งรัศมีแสงจันทร์อันเยือกเย็นและสูงส่ง ราวกับเทพธิดาผู้ลงมาจากแดนสรวงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เส้นผมสีดำยาวสลวยปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองนั้นเรียบเฉย เยชาชา และไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าดวงตากลับจับจ้องมาที่หลี่มู่เฉินเพียงผู้เดียว
เซียนจื่อเวย... เทพธิดาแห่งสำนักจันทร์กระจ่าง ผู้ที่ในอดีตเคยร่วมเป็นร่วมตายกับเขา แต่บัดนี้... นางกลับยืนอยู่คนละฟากฝั่งของยุทธภพ
"หลี่มู่เฉิน..." สุ้มเสียงใสราวกังสดาลดังขึ้น ทะลุผ่านความเงียบงันทั้งหมด ตรงเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจของชายหนุ่ม "เจ้าล้ำเส้นเข้ามาในเขตแดนที่ไม่อิสระแล้ว... หากเจ้ายังก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงก้าวเดียว มีเพียงความตายเท่านั้นที่รอเจ้าอยู่"
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยจิตสังหารพลันสั่นไหวเล็กน้อย มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา
"ความตายหรือ?" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ ก่อนจะก้าวเท้าเดินหน้าต่อไปอย่างไร้ความเกรงกลัว "ต่อให้เป็นสวรรค์เบื้องบน หรือเงาของเจ้า... หากคิดจะขวางทางกระบี่ของข้าวันนี้ ก็จงเตรียมใจรับความวิปลาสของมันเสียเถอะ!"
สิ้นเสียงนั้น หลี่มู่เฉินก็ตวัดกระบี่ชี้ตรงไปยังร่างของเซียนจื่อเวย พร้อมกับที่บรรยากาศรอบตัวนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บระดับที่สามารถแช่แข็งวิญญาณได้ในพริบตา และทว่า... ในวินาทีที่คมกระบี่จ่อเข้าหาเงาร่างอันเยือกเย็นนั้น นางกลับไม่ได้ชักอาวุธใดๆ ออกมาป้องกันตัว ทว่ากลับยกมือเรียวขึ้นสัมผัสคมกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงหน้าอกของตนเองด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 1
คมกระบี่ท่ามกลางหิมะ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!