"ถ้ากระสุนนัดนั้นพลาดเป้า ความยุติธรรมที่คุณโหยหามาตลอดชีวิต ก็จะเป็นเพียงแค่เสียงกระซิบของคนตายนะครับคุณพิมพ์มาดา"
เสียงทุ้มต่ำของรวินท์ดังลอดผ่านช่องว่างระหว่างตู้คอนเทนเนอร์สนิมเขรอะ ท่ามกลางกลิ่นไอเค็มปร่าของน้ำทะเลที่ซัดสาดเข้าสู่โครงสร้างเหล็กกล้า ณ ท่าเรือรกร้างแห่งนี้ ลมหนาวปลายฤดูพัดกรรโชกจนชายเสื้อโค้ทสีเข้มของเขาปลิวสะบัด แต่สิ่งที่หนาวยิ่งกว่าสายลมหาใช่สภาพอากาศ หากแต่เป็นความจริงอันดิบเถื่อนที่กำลังบีบเค้นทุกลมหายใจของพวกเขาให้แคบลง
พิมพ์มาดาย่อตัวลงต่ำแนบแผ่นหลังกับความเย็นเฉียบของเหล็กกล้า ปลายนิ้วเรียวยาวกำด้ามปืนพกกระบอกเล็กในกระเป๋าเสื้อแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่คมกวาดตามองผ่านความมืดสลัวของโกดังสินค้าหมายเลข 7 เงาร่างของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำอย่างน้อยสี่คนกำลังเคลื่อนไหวตัดผ่านแสงไฟนีออนกะพริบจากเครนยกสินค้าด้านนอก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่ำบนพื้นคอนกรีตคือจังหวะนาฬิกาแห่งความเป็นความตายที่กำลังเดินถอยหลัง
เธอไม่ใช่ตำรวจ และรวินท์ก็ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์... เขาคือสถาปนิกผู้กุมพิมพ์เขียวของอาชญากรรมอำพรางคดีที่เธอใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตตามล่า แต่ในวินาทีที่กรมตำรวจถูกแทรกซึม ท่าเรือแห่งนี้จึงกลายเป็นสนามรบแห่งเดียวที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง
"คุณกำลังเล่นกับไฟรวินท์" พิมพ์มาดาเอ่ยลอดไรฟัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนภายใน "และไฟกองนี้กำลังจะเผาคุณให้มอดไหม้ไปพร้อมกับหลักฐานในมือคุณด้วย"
"ไฟน่ะไม่ได้มีไว้ทำลายล้างเสมอไปหรอกครับ..." เสียงฝีเท้าของเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้น รวินท์ก้าวออกมาจากมุมมืด แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่คมคายแต่ไร้รอยยิ้ม ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธปืน หากแต่เป็นแฟลชไดรฟ์โลหะสีเงินชิ้นเล็กที่เปรียบเสมือนชนวนระเบิดเวลาของคดีทั้งหมด "บางครั้ง... มันก็มีไว้เพื่อให้ความมืดสว่างพอที่เราจะมองเห็นหน้าฆาตกรที่แท้จริงต่างหาก"
*เปร้ง!*
เสียงกระสุนนัดแรกแหวกอากาศเฉียดไหล่ขวาของรวินท์ไปปักฝังลงบนลังไม้ด้านหลังจนเศษไม้แตกกระจาย ความโกลาหลเริ่มต้นขึ้นทันทีโดยไม่ต้องมีสัญญาณเตือน ร่างของรวินท์ถูกแรงกระชากจากมือของพิมพ์มาดาให้ล้มกลิ้งหลบหลังแนวบังคับการได้อย่างเฉียดฉิว
"หมอบลง!" พิมพ์มาดาตะคอกเสียงกร้าว แววตาเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความปรานี เธอยกปืนขึ้นเล็งผ่านมุมอับของตู้คอนเทนเนอร์ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นรัวระรัวดุจกลองศึก
กระสุนนัดที่สองและสามคำรามตามกันมา เจาะทะลุกระจกสำนักงานท่าเรือร้างจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ กลิ่นดินปืนคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็ก รวินท์ขยับตัวเข้ามาชิดแผ่นหลังของเธอ ความใกล้ชิดในสถานการณ์วิกฤtสร้างกระแสไฟฟ้าแปลกประหลาดที่วิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทั้งสองคนต่างยืนอยู่คนละฟากฝั่งของอุดมการณ์ แต่ในวินาทีนี้ ลมหายใจของพวกเขากลับต้องสอดประสานกันเพื่อความอยู่รอด
"ทางออกสำรองอยู่หลังสำนักงานร้อยเมตร" พิมพ์มานากระซิบกระซาบโดยไม่ละสายจากเงาดำที่กำลังเคลื่อนไหวเข้าใกล้ "ถ้าเราวิ่งไปตอนนี้ มีโอกาสรอดห้าสิบเปอร์เซ็นต์"
"และถ้าเราอยู่ที่นี่ มีโอกาสรอดร้อยเปอร์เซ็นต์หากคุณยินยอมฟังเหตุผลของผมให้จบ" รวินท์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบมองสบตาเธอนิ่งท่ามกลางเสียงกระสุนที่ยังคงดังสนั่นเป็นระยะ "คุณคิดจริงๆ หรือครับว่าพวกมันต้องการแค่แฟลชไดรฟ์ในมือผม? เปล่าเลย... เป้าหมายที่แท้จริงตั้งแต่ต้นคือการปิดปากเราทั้งคู่ต่างหาก"
พิมพ์มาดานิ่งงันไปชั่วขณะ สมองอันชาญฉลาดประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วสูง ตรรกะทุกข้อต่อเข้าหากันอย่างน่ากลัว... หากหน่วยสืบราชการลับต้องการตัวรวินท์จริง ทำไมคำสั่งในวิทยุสื่อสารเมื่อครู่ถึงระบุให้ 'เคลียร์พื้นที่' โดยไม่มีการเจรจา?
*พวกมันถูกซื้อไปหมดแล้ว*
ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำใด เงาร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากมุมมืดพร้อมกระบอกปืนที่เล็งตรงมายังศีรษะของรวินท์ สัญชาตญาณดิบของทนายความสาวทำงานเร็วกว่าความคิด พิมพ์มาดาพุ่งตัวเข้ากระแทกร่างของสถาปนิกหนุ่มให้พ้นวิถีรกระสุน พร้อมกับลั่นไกสวนกลับไปหนึ่งนัดอย่างแม่นยำ
*ปัง!*
ร่างของชายชุดดำเซถลนล้มลงกระแทกพื้น ทว่าเสียงปืนนั้นกลับดึงดูดสมุนที่เหลือให้กรูเข้ามาล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกด้าน แสงไฟฉายสาดส่องกวาดไปมาจนทั่วบริเวณ บีบให้พิมพ์มาดาและรวินท์ต้องถอยร่นเข้าไปจนมุมชิดขอบกำแพงปูนซีเมนต์ที่ติดกับผืนน้ำทะเลมืดมิด
สภาวะจนตรอกแผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ กระสุนในรังเพลิงของเธอนั้นเหลือเพียงนัดเดียว ขณะที่เสียงฝีเท้าของศัตรูใกล้เข้ามาทุกที รวินท์ขยับเข้ามาประชิดร่างเธออย่างแนบชิด มืออุ่นจัดเอื้อมมากุมข้อมือที่ถือปืนของเธอไว้แผ่วเบา แรงสัมผัสที่อบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บทำให้พิมพ์มาดาต้องหันไปสบตาเขา
"เชื่อใจผมสักครั้งนะครับ..." รวินท์กระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากท่ามกลางความตายที่รายล้อม "บทกวีบทสุดท้ายของคดีนี้... ยังแต่งไม่จบหรอก"
เขากระชากคันโยกฉุกเฉินของเครนยกสินค้าเก่าที่อยู่เหนือหัวขึ้นสุดแรง เสียงกลไกสนิมเกรอะส่งเสียงร้องลั่นดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่จะหลุดจากการควบคุมและร่วงหล่นลงมาปิดกั้นเส้นทางระหว่างพวกเขากับมือปืนในเสี้ยววินาที ฝุ่นผงคละคลุ้งบังทัศนียภาพจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุม ท่ามกลางเสียงหอบหายใจระรัวของคนทั้งคู่ พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทว่าก่อนที่เธอจะได้ตั้งสติจากเหตุระทึกขวัญเมื่อครู่ แสงไฟจากเรือลาดตระเวนลำใหญ่นอกชายฝั่งก็สาดส่องทะลุผ่านกลุ่มควันเข้ามา พร้อมกับเสียงประกาศผ่านโทรโข่งที่ดังสะท้อนก้องผืนน้ำ
*“นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ... วางอาวุธลงเสีย!”*
พิมพ์มาดาขมวดคิ้วแน่นด้วยความฉงน นี่ไม่ใช่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่เธอรู้จัก เสียงนั้น... คุ้นหูอย่างประหลาด
รวินท์หัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาส่องประกายประหลาดล้ำยากจะหยั่งถึง เขายื่นแฟลชไดรฟ์สีเงินให้เธอกำไว้ในมือ ก่อนจะกระซิบประโยคสุดท้ายที่ทำเอาหัวใจของทนายความสาวหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"ยินดีต้อนรับสู่บทที่สามสิบครับคุณพิมพ์มาดา... แต่อย่าเพิ่งรีบดีใจไป เพราะคนที่ก้าวลงมาจากเรือลำนั้น คือสารวัตรธนา... คนเดียวกับที่คุณคิดว่าตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเปียกปอนด้วยกันนะครับ
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 29
นาทีวิกฤต ณ ท่าเรือ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!