กลิ่นของสนิมเหล็กและทินเนอร์จางๆ ลอยอวลอยู่ในห้องสอบสวนขนาดสิบสองตารางเมตร ผนังปูนเปลือยเก็บกักความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเกินกำลัง จนทำให้ผิวเนื้อระเรื่อของพิมพ์มาดาชาดิก เธอนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะไม้สักขัดมัน เอกสารสำนวนคดีความหนาปึกนับร้อยหน้าแผ่กางออกราวกับซากอารยธรรมที่รอการพิพากษา แต่สายตาของเธอไม่ได้มองตัวอักษรเหล่านั้น มันกำลังจดจ้องอยู่ที่นิ้วเรียวยาวซึ่งกำลังคีบมวนบุหรี่ที่ไม่ได้จุดไฟไว้ ท่าทางเยือกเย็นราวกับคนกำลังนั่งจิบชาในสวนดอกไม้ ทว่าเบื้องหลังแว่นตากรอบเงินนั้นคือคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่สื่อทุกสำนักต่างพร้อมใจกันตัดสินประหารชีวิตเขาไปล่วงหน้าแล้ว
"คุณกำลังทำให้ผมเสียเวลาอันมีค่าในการคำนวณโครงสร้างสถาปัตยกรรมนะ คุณพิมพ์มาดา"
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยจนน่ากลัว รวินท์ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้เหล็กดัด ดวงตาคมกราบมองเธอนิ่งนาน ราวกับกำลังประเมินน้ำหนักของวิญญาณเธอผ่านแว่นตาเลนส์ใส เขาคือชายหนุ่มผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้คานเหล็กน้ำหนักสองตันบดขยี้ร่างของหุ้นส่วนธุรกิจตัวเองจนแหลกเหลวคาไซต์งานก่อสร้างยามวิกาล หลักฐานทุกชิ้น ลายนิ้วมือ และแรงจูงใจ ล้วนชี้ตรงมาที่เขาอย่างไร้ทางเลี่ยง
พิมพ์มาดาปรายตามองแฟ้มคดีที่มีป้ายคดีอาญาหมายเลขแดงหรา เธอยกปลายนิ้วขึ้นดันแว่นตากลบรอยไหววูบในแว่นตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี
"เวลาอันมีค่าของคุณ อาจจะเหลือไม่ถึงเจ็ดสัปดาห์ก่อนที่อัยการจะยื่นฟ้องศาลชั้นต้นด้วยซ้ำนะครับ คุณรวินท์ และในฐานะทนายความที่สำนักงานกฎหมายส่งตัวมาให้รับผิดชอบคดีที่ 'ไม่มีทางรอด' นี้ ผมไม่ได้มานั่งที่นี่เพื่อฟังคุณอวดอ้างเรื่องสถาปัตยกรรม แต่ผมมาที่นี่เพื่อหาเหตุผลว่าทำไมคนฉลาดอย่างคุณถึงปล่อยให้หลักฐานทุกชิ้นมัดตัวเองไว้ราวกับตั้งใจจะเดินเข้าเครื่องประหารด้วยความสมัครใจ"
รวินท์แย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้สื่อถึงความขบขัน แต่มันคือความเย้ยหยันที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เขาวางมวนบุหรี่ลงบนโต๊ะ ก่อนโน้มตัวไปข้างหน้า กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมความอับชื้นของคุกโชยแตะจมูก
"คุณคิดว่าความยุติธรรมคืออะไรหรือครับ คุณทนายผู้เที่ยงธรรม? คือสมการคณิตศาสตร์ที่ตัวเลขทุกตัวต้องลงตัว? หรือคือความจริงที่ถูกจัดฉากให้สังคมพึงพอใจ?" รวินท์ทอดเสียงยาว ราวกับกำลังอ่านบทกวีให้เธอลอยละล่องไปในห้วงความคิด "คดีนี้ไม่มีทางรอด... ใช่ นั่นคือสิ่งที่คนโง่มองเห็น แต่คนฉลาดจะมองเห็นว่า บางครั้งกรงขังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยลูกกรงเหล็ก แต่มันถูกสร้างขึ้นด้วยความเชื่อมั่นต่างหาก"
พิมพ์มาดานิ่งงันไปชั่วขณะ ภายใต้ความเยือกเย็นของเธอ หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย คำพูดของชายตรงหน้ามีพลังบางอย่าง แรงดึงดูดที่น่ารังเกียจแต่ปฏิเสธไม่ได้ เธอกลับมาควบคุมสติได้อย่างรวดเร็ว ปรายตามองรอยสักรูปเงาขนนกที่โผล่พ้นปกเสื้อเชิ้ตสีขาวมอมแมมของเขา
"ความเชื่อมั่นกินไม่ได้หรอกครับ และมันก็ใช้ต่อรองกับผู้พิพากษาไม่ได้ด้วย ในสำนวนระบุว่าคุณอยู่ในที่เกิดเหตุคนเดียวในช่วงเวลาที่เกิดเหตุฆาตกรรม กล้องวงจรปิดจับภาพรถของคุณเข้าออก และรอยนิ้วมือบนปุ่มควบคุมเครนยกของคือของคุณ สองบวกสองเป็นสี่เสมอในทางกฎหมาย รวินท์... ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะมีคำอธิบายที่ดีกว่านิทานปรัชญาพวกนี้"
"บางครั้ง... สองบวกสองอาจไม่ได้เท่ากับสี่ ถ้าเรามองผ่านปริซึมที่บิดเบี้ยว" รวินท์เอื้อมมือมาหยิบภาพถ่ายที่จุดเกิดเหตุขึ้นมาดู ภาพรอยเลือดสาดกระเซ็นบนโครงสร้างเหล็กสีดำสนิท เขายิ้มเศร้าสร้อย "คุณเคยสังเกตไหมครับว่า สีน้ำมันเวลาที่มันแห้งกรังบนผืนผ้าใบ มันจะเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา คราบเลือดก็เช่นกัน... คราบเลือดในคืนนั้น ไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนฆ่า แต่มันกำลังบอกว่าใครต่างหากที่กำลังพยายามลบภาพวาดชิ้นนั้นทิ้ง"
ดวงตาของพิมพ์มาดากระตุกวูบ เธอรู้ดีว่ารวินท์กำลังเล่นเกมจิตวิทยา เขากำลังพยายามดึงเธอให้หลุดจากตรรกะทางกฎหมายเข้าสู่วังวนแห่งสุนทรียศาสตร์อันมืดมนของเขา แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เธอสนใจ คดีนี้ไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมธรรมดา แต่มันคือเกมเดิมพันระหว่างตรรกะอันแข็งกระด้างของเธอกับจินตนาการอันลึกล้ำของสถาปนิกผู้ต้องหา
"ถ้าคุณยังคงพูดจาเป็นบทกวีแบบนี้ต่อไป ผมคงต้องปล่อยให้คุณไปเผชิญหน้ากับศาลด้วยตัวเองแล้วล่ะครับ" พิมพ์มาดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เก็บแฟ้มเอกสารเข้าแฟ้มหนังอย่างเป็นระเบียบ เสียงกระดาษเสียดสีกันดังแกรกกราดในห้องแคบๆ "พรุ่งนี้ผมจะกลับมาใหม่ หวังว่าคุณจะมี 'ความจริง' ที่เข้าใจได้ด้วยภาษาคนธรรมดา ไม่ใช่ภาษาของกวีตกอับ"
เธอก้าวหันหลังเตรียมจะเดินไปยังประตูเหล็กทึบที่มีช่องกระจกเล็กๆ สำหรับเจ้าหน้าที่สอดส่อง ทว่าเสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิทจากด้านหลังก็หยุดฝีเท้าของเธอไว้
"ถ้าคุณเกลียดความอยุติธรรมในวัยเด็กนัก... ทำไมคุณถึงยังพยายามปกป้องระบบที่กำลังจะฆ่าคนบริสุทธิ์ด้วยกระดาษแผ่นเดียวล่ะครับ คุณพิมพ์มาดา"
ร่างบางชะงักกึก มือที่ถือแฟ้มเอกสารกำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เธอนิ่งค้างไปหลายวินาที ความทรงจำอันดำมืดและเสียงร้องไห้ในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวราวกับถูกเข็มพิษแทงเข้าที่ขั้วหัวใจ เธอหันกลับมามองเขาช้าๆ แววตาที่เคยนิ่งเรียบ บัดนี้เต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ถูกปลุกเร้า
"คุณรู้อะไรเกี่ยวกับผม..." เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน
รวินท์ไม่ได้ตอบคำถาม เขายกยิ้มมุมปากอีกครั้ง ก่อนจะก้มลงหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กองเอกสารของตำรวจ ซึ่งถูกดันตกไว้ที่พื้นโดยที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เขาดันมันมาตรงหน้าเธอด้วยปลายนิ้ว
"ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณมากนักหรอก... นอกจากว่า ลายมือที่เขียนคำสั่งย้ายผู้พิพากษาคดีพ่อของคุณเมื่อสิบปีก่อน มีรอยปากกาหมึกซึมยี่ห้อเดียวกับที่คุณใช้เซ็นสัญญาว่าความให้ผมในวันนี้"
หัวใจของพิมพ์มาดาดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่ม โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้น เธอจ้องมองกระดาษแผ่นเล็กที่รวินท์เลื่อนมาให้ เป็นบันทึกข้อความภายในของศาล... และลายเซ็นนั้น มันคือลายมือของคนที่เธอตามหามาครึ่งค่อนชีวิต
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่เปิดประตูเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด หอบหายใจแรงราวกับเพิ่งวิ่งหนีตายมา
"คุณพิมพ์มาดาครับ! แย่แล้วครับ... เมื่อสิบนาทีที่แล้ว ไซต์งานก่อสร้างตึกออฟฟิศของคุณรวินท์... เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ และเจ้าหน้าที่พบ 'ศพปริศนา' อีกหนึ่งร่างถูกฝังอยู่ใต้ฐานรากที่เพิ่งเทปูนใหม่! และที่สำคัญ... ในมือของศพนั้น กำลังถือสมุดบันทึกที่สลักชื่อของคุณเอาไว้ครับ!"
...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับถ้อยคำและเงาแห่งความจริงนี้นะครับ
"บทกวีใต้ร่มเงา"
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 1
กลิ่นสีน้ำมันและคราบเลือด
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!