กลิ่นอายของใบชาผู่เอ๋อร์หมักบ่มข้ามทศวรรษคุกรุ่นอยู่เหนือโต๊ะไม้เนื้อแข็งในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากภายนอกหน้าต่างบานเกล็ดสะท้อนเงาโครงหน้าคมคายดั่งรูปสลักของจ้าวหานเฟิง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของหลี่ซูเหยากลับไม่ใช่ความกดดันจากบรรยากาศรอบกาย หากแต่เป็นรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหัวกระดูกไหล่ขวาของเขา—รอยแผลที่นางเคยใช้เข็มเงินปักลงไปเพื่อสกัดจุดโลหิตเมื่อครั้งที่เขาถูกพิษศรอาบยาพิษในตำหนักชิงหลันเมื่อภพชาติก่อน
"คุณชายจ้าว... ท่านกำลังมองสิ่งใดอยู่หรือคะ"
เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นางวางแฟ้มบัญชีสหกรณ์การเกษตรประจำเขตลงบนโต๊ะด้วยกิริยาสำรวม ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก ซูเหยาในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาและกางเกงทรงตรงแบบสาธารณรัฐยุค 80 แม้จะอยู่ในอาภรณ์เรียบง่ายตามยุคสมัย แต่มรรยาทและการก้าวเดินของนางยังคงสง่างามราวกับพระสนมเอกผู้กุมอำนาจสูงสุดในฝ่ายหลัง
จ้าวหานเฟิงไม่ตอบคำถามทันที เขารินน้ำชาสีเข้มลงในจอกดินเผาเนื้อหยาบ ปลายน้องมือสอบหนาเลื่อนถ้วยชาไปตรงหน้าหญิงสาว ช้าๆ และมั่นคง
"กลิ่นชานี้... เจ้าเคยบอกว่ามันคล้ายกับชาที่หุบเขาอวี้หลาน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แววตาของชายหนุ่มไหววูบเพียงเสี้ยววินาที คล้ายห้วงสมุทรลึกที่ถูกกวนจนตะกอนขุ่นคลั่ก "ในยามที่ฝนตกหนักติดต่อกันเจ็ดวันเจ็ดคืน และเจ้าต้องนั่งคัดฎีกาถวายฮ่องเต้จนถึงยามสาม... ซูเหยา เจ้าจำมันได้หรือไม่"
หัวใจของหลี่ซูเหยาเต้นกระตุกวูบ
นี่ไม่ใช่คำเปรียบเปรย ไม่ใช่สำนวนการจีบสาวของชายหนุ่มยุคแปดสิบ หุบเขาอวี้หลานไม่มีอยู่จริงในแผนที่สาธารณรัฐประชาชนจีนยุคนี้ และ "ฎีกาถวายฮ่องเต้" ก็เป็นสิ่งสาบสูญไปพร้อมกับราชวงศ์ที่ล่มสลายไปนับร้อยปีแล้ว เหตุใด... บุรุษผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคปัจจุบันผู้นี้ จึงเอ่ยถึงความทรงจำที่ควรจะตายไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของนางบนลานประหารเมื่อชาติภพก่อนได้อย่างแม่นยำรา과เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
"คุณชายจ้าวดูเหมือนจะสับสนระหว่างความฝันกับความจริงกระมังคะ" ซูเหยายกมุมปากยิ้มบางๆ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แม้ปลายนิ้วมือภายใต้โต๊ะจะจิกเข้าหากันแน่นจนเจ็บ "ยุคนี้ไม่มีฮ่องเต้แล้ว มีแต่ท่านประธานและสหายร่วมอุดมการณ์ค่ะ"
"อุดมการณ์งั้นหรือ..." จ้าวหานเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความเย้ยหยันในโชคชะตา เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของร่างสูงใหญ่ทอดทับร่างของนางจนมิด ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาใกล้ กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและบุหรี่ชั้นดี "หึ... เจ้ายังคงปากแข็งเช่นเดิม ซูเหยา เจ้าคิดว่าการที่เจ้าสวมชุดประหลาด ตัดผมสั้น และถือปากกาหมึกซึม แล้วจะทำให้ข้าจำสตรีผู้เคยถือหมากรุกวางแผนพลิกแผ่นดินอย่างเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันตาเห็น ความกดดันระดับสูงแผ่ซ่านออกมาจากตัวของจ้าวหานเฟิง จนซูเหยารู้สึกราวกับว่าห้องทำงานแคบๆ นี้กำลังกลายเป็นท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ที่นางต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายผู้ไร้ความปรานี
นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง ในเมื่อหน้ากากถูกกระชากออกแล้ว การเสแสร้งต่อย่อมไร้ความหมาย ซูเหยาสูดหายใจเข้าลึก
"หากท่านจำได้จริง... ท่านก็น่าจะรู้ว่าเหตุใดในชาตินั้น ข้าจึงเลือกที่จะดื่มยาพิษถ้วยนั้นด้วยตนเอง" น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและสั่นไหวเล็กน้อยด้วยคลื่นอารมณ์ที่ซ่อนเร้น "ท่านอ๋อง... หรือควรเรียกว่า 'จ้าวหานเฟิง' ในชาตินี้ ท่านตามข้ามาเพื่อการใดกันแน่ เพื่อทวงแค้น หรือเพื่อมาทรมานข้าซ้ำสองในดินแดนที่ไร้ซึ่งอำนาจราชบัลลังก์นี้"
คำว่า "ท่านอ๋อง" ที่หลุดจากปากนาง ทำให้แววตาของจ้าวหานเฟิงเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่น เขาเอื้อมมือมาคว้าคางสลักเสลาของนางไว้ด้วยปลายนิ้วที่ทรงพลังแต่นุ่มนวลอย่างประหลาด แรงบีบไม่มากพอจะทำให้เจ็บ ทว่าเด็ดขาดจนนางต้องเงยรับสัมผัสนั้น
"ทวงแค้น?" จ้าวหานเฟิงกระซิดชิดริมฝีปากของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนใจสั่น "เจ้าโง่เขลาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ซูเหยา... วันที่เจ้าดื่มยาพิษต่อหน้าต่อตาข้า ข้าเกือบจะเผาทำลายทั้งราชสำนักเพื่อฝังกลบศพพวกมันทั้งหมดตามเจ้าไป!"
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดล้ำลึกที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเยือกเย็นมานานนับชาติ ชายหนุ่มก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย "ข้ามิได้ตามมาเพื่อทวงแค้น... แต่ข้าตามหาเจ้า ข้ามผ่านกาลเวลาและความตายอันยาวนานนี้ ก็เพื่อให้เราได้ครองบัลลังก์ที่แท้จริงร่วมกันอีกครั้ง... ในโลกที่ไม่มีใครพรากเจ้าไปจากข้าได้อีก"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุไปด้วยแรงปรารถนาและอดีตชาติอันหนักอึ้ง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างเร่งรีบ ทำลายห้วงเวลาอันเปราะบางนั้นลง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
"สหายจ้าวครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่ท่าเรือ ทางการกำลังตรวจสอบตู้สินค้าล็อตใหญ่ที่คุณเฉินเหว่ยเป็นคนอนุมัติ มีรายงานว่าพบสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่!" เสียงตะโกนของเลขาฯ หน้าห้องดังทะลุเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก
จ้าวหานเฟิงผละออกจากร่างของซูเหยาช้าๆ แววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งในฤดูหนาวในชั่วพริบตา เขาสอดมือหยิบปืนพกสั้นแบบพกพาออกจากลิ้นชักขึ้นมาตรวจกระสุนอย่างรวดเร็ว
ซูเหยามองการกระทำนั้น หัวใจเต้นระรัว นางรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเกมการเมืองทางธุรกิจขั้นเด็ดขาดที่เฉินเหว่ยตั้งใจจะใช้โค่นล้มตระกูลจ้าวในค่ำคืนนี้
จ้าวหานเฟิงหันกลับมามองนางเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่ากลัว ก่อนเขาจะก้าวเดินไปที่ประตู
"นั่งรอข้าที่นี่ ซูเหยา..." เขาเอ่ยเสียงเรียบ "คืนนี้... เกมกระดานนี้ ข้าจะเป็นคนรุกฆาตเอง"
ประตูห้องทำงานถูกกระชากเปิดออก ทว่าก่อนที่จ้าวหานเฟิงจะก้าวพ้นธรณีประตู เลขาฯ คนเดิมก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับโทรศัพท์สายตรงในมือ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด
"สหายจ้าว... สายด่วนจากปักกิ่งครับ... มีคำสั่งลับด่วนที่สุด... ระบุชื่อคุณ... และ..." เลิกราคำพูดด้วยอาการตัวสั่นเทา
จ้าวหานเฟิงชะงักฝีเท้า เขารับโทรศัพท์จากมือลูกน้อง น้ำเสียงปลายสายรายงานบางอย่างสั้นๆ แต่ทว่าทำให้แววตาของท่านอ๋องแห่งยุคแปดสิบหรี่แคบลงอย่างอันตรายที่สุด
ซูเหยาที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง สังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของจ้าวหานเฟิง... รอยยิ้มเดียวกับตอนที่เขาสั่งประหารชีวิตขุนนางกบฏทั้งตระกูลเมื่อชาติก่อน และคำสั่งลับจากปักกิ่งฉบับนั้น... กำลังจะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาทุกคนไปตลอดกาล!
*(ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลและห้วงรักอันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกันนะคะ)*
กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ•ตอนที่ 27
คำสารภาพของท่านอ๋อง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!