“บอกพี่มาสิริน… ว่ากุ้งแม่น้ำขนาดเท่าท่อนแขนพวกนี้ และพริกขี้หนูสวนสีเขียวสดที่ยังมีหยดน้ำค้างเกาะพราวอยู่บนขั้วเมื่อครู่นี้… น้องไปแอบซ่อนไว้ตรงส่วนไหนของห้องครัวหลังบ้านกันแน่?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความกังวลระคนสงสัยของร้อยเอกศิลา ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัวหลังบ้านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของกระเทียมเจียว รินรดาถึงกับสะดุ้งสุดตัว ตะหลิวทองเหลืองในมือเกือบหลุดร่วงลงกระทบพื้นกระเบื้อง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก3 เพื่อเรียกสติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว สมองอันฉลาดเฉลียวและพลิกแพลงได้ในเสี้ยววินาทีของเชฟอัจฉริยะทำงานอย่างหนักหน่วง นางหันไปเผชิญหน้ากับสามีหนุ่มผู้มีสายตาดุจพญาอินทรีที่กำลังจ้องมองมายังตะกร้าสานบนโต๊ะด้วยแววตาจับผิด
“คุณพี่ก็พูดจาแปลกคนนะคะ… ของสดๆ แบบนี้ รินก็เพิ่งวานให้เด็กในตลาดเอามาส่งให้ทางประตูดังหลังบ้านเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ หรือว่าคุณพี่สายตาฝาดไป ถึงได้มองไม่เห็นเด็กส่งของกันคะ?” รินรดาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มหวานหยดถูกปั้นแต่งขึ้นมากลบเกลื่อนความพิรุธอย่างแนบเนียนที่สุด แม้ในใจจะนึกตำหนิตัวเองที่ประมาทเลินเล่อ ดึงกุ้งแม่น้ำป่าและพริกขี้หนูพันธุ์หายากจากมิติคลังวัตถุดิบวิเศษออกมาต่อหน้าต่อตาศิลาที่เดินตรวจตราความเรียบร้อยเข้ามาพอดี
ศิลาหรี่ตามองภรรยาตัวน้อยอย่างไม่เชื่อถือ ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบสนามพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมัดกล้ามเนื้อสมชายชาตรีค่อยๆ ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมผสานกับกลิ่นไอดินและฝนปะทะเข้ากับนาสิกของรินรดาจนนางต้องถอยหลังกรูดจนสะโพชนิดติดกับขอบเคาน์เตอร์ครัว
“เด็กส่งของคนไหนกัน… ที่ใส่ชุดลายพรางทหาร เดินเข้ามาทางหลังบ้านโดยที่เจ้าสุนัขพันธุ์ทางหน้าบ้านไม่เห่าสักแอะ แถมยังแต่งกายแปลกประหลาดสวมเสื้อยืดสีดำสนิทไร้รอยต่อแถมเนื้อผ้ายังดูคล้ายชุดนักบินอวกาศในตำราโบราณที่พี่เคยเห็นในห้องสมุดค่ายทหารเมื่อปีก่อน?” ศิลาโน้มใบหน้าลงมา กระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำจนน่าขนลุก ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำให้รินรดารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วร่าง ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะความตกใจที่สามีตาไวและเจ้าเล่ห์เกินกว่าจะหาข้อแก้ตัวได้ง่ายๆ
“คุณพี่ตาฝาดไปกันใหญ่แล้วค่ะ สงสัยจะฝึกหนักจนสมองเบลอ เดี๋ยวรินต้องทำ ‘แกงคั่วหอยขมใบชะพลู’ ใส่กุ้งแม่น้ำยักษ์บำรุงกำลังให้สักหม้อใหญ่ๆ เสียแล้วกระมังคะ ถึงจะหายเพ้อเจ้อ” รินรดารemวี่ยงค้อนวงใหญ่ใส่ร่างสูงเพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติ พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบอ้อมแขนที่กักขังนางไว้อย่างรวดเร็ว มือเรียวรีบหยิบขวดน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บมาตระเตรียมทำทีเป็นสนใจเครื่องปรุงรสบนเตา
ทว่า ศิลาไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยผ่าน เขากลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเรียวบางของนางไว้เบาๆ แต่ออกแรงรั้งไว้อย่างมั่นคง ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของนาง ราวกับต้องการค้นหาความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มและฝีมือการทำอาหารอันไร้ที่ติของภรรยา
“ริน… พี่ไม่ใช่คนโง่นะคะ” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่หนักแน่นและจริงจังจนรินรดาต้องชะงัก “ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา วัตถุดิบแปลกประหลาด ผักเมืองหนาวที่ไม่มีทางปลูกได้ในดินแดนแห้งแล้งนี่ หรือแม้กระทั่งเนื้อสัตว์ชั้นดีที่หาไม่ได้ในรัศมีร้อยกิโลเมตร… น้องมักจะมีมันเสมอ ยามที่บ้านเราต้องการ หรือยามที่น้องต้องการจะเอาคืนพวกแม่สามีจอมปลอมและญาติสามีที่ชอบมาสูบเลือดสูบเนื้อบ้านเรา… พี่รู้นะว่าน้องมี ‘ความลับ’ บางอย่าง”
บรรยากาศในห้องครัวเงียบงัดลงทันที เสียงเดือดปุดๆ ของน้ำซุปในหม้อบนเตาถ่านกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจของรินรดา หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว นางควรจะสารภาพดีไหม? หรือควรจะปั้นเรื่องโกหกต่อไปให้เนียนกว่านี้? ถ้าหากศิลาคิดว่านางเป็นปีศาจหรือภูตผีปีศาจที่จำแลงมาล่ะ? ความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกวูบโหวงในช่องท้องอย่างบอกไม่ถูก แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศิลาจะเป็นสามีที่แสนดี ปกป้องนางจากบรรดาญาติสามีจอมแสบมาโดยตลอด และคอยช่วยเหลืองานบ้านงานเรือนอย่างไม่เคยปริปากบ่น แต่เรื่องมิติวิเศษมันเป็นเรื่องเหนือสามัญสำนึกเกินกว่าคนยุคนี้จะยอมรับได้ง่ายๆ
“ถ้าหากรินบอกว่า… รินมีเวทมนตร์ล่ะคะ? คุณพี่จะกลัวรินไหม?” รินรดาตัดสินใจเสี่ยงเงยหน้าขึ้นสบตาตรงๆ แววตาของนางมีความท้าทายเจือความหวาดหวั่นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
ศิลาเงียบไปอึดใจหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากที่หาดูได้ยากค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย มือหนายกขึ้นลูบศีรษะทุยของภรรยาอย่างเบามือและทะนุถนอม
“ต่อให้น้องจะเป็นภูตพรายแปลงกายลงมาจริงๆ… ศิลาคนนี้ก็ยอมตกเป็นเชลยรักของภูตตนนี้ไปตลอดชีวิตอยู่ดีนั่นแหละค่ะ” คำพูดหวานเลี่ยนที่หลุดออกมาจากปากนายทหารหนุ่มผู้เคร่งขรึม ทำเอารินรดาถึงกับหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู นางตีแขนแกร่งไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ “คนบ้า! ใครเขาให้พูดจาเลี่ยนๆ แบบนี้ตอนคนกำลังเครียดกันคะ!”
แต่ก่อนที่บรรยากาศหวานชื่นระหว่างสามีภรรยาจะได้ดำเนินต่อไป เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านอย่างรุนแรงและเร่งรีบก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ราวกับจงใจมาทำลายช่วงเวลาสำคัญ
*ปัง! ปัง! ปัง!*
“คุณศิลา! คุณรินรดา! เปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะจ๊ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วจ่ะคุณ!” เสียงแหลมสูงของ ‘ป้าแจ่ม’ เพื่อนบ้านปากตลาดผู้ขึ้นชื่อเรื่องการกระจายข่าวสารเร็วยิ่งกว่าติดไฟเบอร์อوبتิก ดังแหวกลมเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้าอลหม่านของผู้คนจำนวนมากที่กรูเข้ามาอออกันอยู่หน้าบ้าน
รินรดาขมวดคิ้วมุ่น นางหันไปสบตากับศิลาทันที ทั้งสองคนรับรู้ได้ทันทีว่าความสงบสุขในยามบ่ายได้สิ้นสุดลงแล้ว ศิลาพยักหน้ารับอย่างรู้กัน ก่อนจะเดินไปหยิบปืนพกประจำกายมาเหน็บไว้ที่เอวอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณของทหารหาญ ส่วนรินรดาก็รีบปิดเตาไฟ จัดเก็บตะกร้ากุ้งแม่น้ำยักษ์เข้าสู่มิติลับในพริบตาเดียวด้วยความคล่องแคล่ว ก่อนจะเดินตามสามีออกไปที่หน้าบ้านด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความระแวดระวัง
เมื่อเปิดประตูรั้วไม้ออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้รินรดาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ป้าแจ่มยืนหอบแฮกอยู่หน้าประตู ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ด้านหลังมีชาวบ้านมุงดูเหตุการณ์นับสิบคน และตรงกลางวงล้อมนั้น คือ ‘คุณนายช้องมาศ’ แม่สามีผู้เคยประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันเหยียบเข้ามาในบ้านหลังนี้เด็ดขาด กำลังยืนกอดอกหน้าตาบูดBeds อยู่บนรถเข็นไม้เก่าๆ โดยมีร่างอันสะบักสะบอมของ ‘นายกล้า’ ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบยืนโอดครวญอยู่ข้างๆ
“แม่คุณเอ๊ย! บ้านนี้มันซ่อนของดีอะไรไว้กันแน่? ทำไมกลิ่นแกงป่าและกุ้งแม่น้ำถึงได้หอมทะลุกำแพงบ้านลอยไปไกลจนถึงตลาดสดโน่น จนชาวบ้านเขาพากันแห่มามุงดูเพราะคิดว่ามีร้านอาหารวิเศษมาเปิดแถวนี้!” คุณนายช้องมาศแผדเสียงแหลมปรี๊ดใส่หน้าทันทีที่เห็นรินรดาเดินออกมา ดวงตาฝ้าฟู่จ้องมองสำรวจไปทั่วบริเวณบ้านราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “แล้วไหนล่ะของดีที่แกแอบซ่อนไว้? เอาออกมาแบ่งให้บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้เลยนะยะ นังลูกสะใภ้เนรคุณ!”
รินรดายืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทางสบายๆ มุมปากยกยิ้มเยาะขึ้นเล็กน้อยอย่างเหนือกว่า นางปรายตามองแม่สามีและญาติจอมกวนประสาทด้วยแววตาสมเพชเวทนา
“อ้าว นึกว่าใครที่ไหน… ที่แท้ก็คุณแม่นี่เองนะคะ นึกว่าขาเจ็บจนต้องนอนซมอยู่บ้านเสียอีก ถึงได้ถ่อสังขารมาถึงที่นี่ได้ หรือว่ากลิ่นกับข้าวบ้านรินมันหอมจนสะกิดต่อมความอยากรู้อยากเห็นของคนตระกูลนี้เข้าให้แล้วล่ะคะ?” รินรดาเอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเชือดเฉือน ทำเอาคุณนายช้องมาศหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่นเทา
“นัง… นังสะใภ้ปากดี! แกกล้าดียังไงมาพูดจากวนประสาทฉันแบบนี้! แกแอบไปเอาวัตถุดิบชั้นดีพวกนี้มาจากไหน ห๊ะ? บอกมานะว่าแอบไปขโมยของจากค่ายทหารมาหรือเปล่า ถึงได้มีกินมีใช้ฟุ่มเฟือยขนาดนี้!” คุณนายช้องมาศชี้หน้าด่ากราดเสียงดังหวังให้ชาวบ้านรอบข้างเข้าใจผิดและรุมประณาม
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้อ้าปากตอกกลับด้วยประโยคเด็ดที่เตรียมไว้ ศิลาผู้ยืนเงียบอยู่ด้านข้างมานานก็ก้าวออกมายืนบังร่างภรรยาไว้ครึ่งหนึ่ง สีหน้าและแววตาดุดันของนายทหารร้อยเอกผู้กุมอำนาจในพื้นที่ทำให้คุณนายช้องมาศถึงกับสะดุ้งโหยงและหุบปากฉับลงทันที
“ถ้าแม่ยังไม่เลิกโวยวายและกล่าวหาภรรยาผมด้วยความเท็จล่ะก็… ผมคงต้องเชิญทุกคนออกจากบริเวณบ้านผมเดี๋ยวนี้ครับ” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่ทรงอานุภาพพอจะทำให้ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบลงได้ในพริบตา
รินรดาแอบอมยิ้มกริ่มในความดุดันของสามี นางก้าวออกมาข้างหน้าหมายจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับแม่สามีจอมวุ่นวายผู้นี้ด้วยเมนูเด็ดที่เพิ่งทำค้างไว้ แต่ทว่า… ในวินาทีนั้นเอง สายตาของรินรดาก็เหลือบไปเห็นเงาดำประหลาดพาดผ่านกำแพงรั้วหลังบ้านอย่างรวดเร็ว พร้อมกับ ‘ไอหมอกสีม่วงจางๆ’ ที่เริ่มรั่วไหลออกมาจากรอยแยกเล็กๆ บนพื้นดินใกล้กับห้องครัวหลังบ้าน—จุดที่นางเพิ่งเก็บมิติคลังวัตถุดิบวิเศษเข้าไปเมื่อครู่!
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลังเมื่อตระหนักได้ว่า… มิติวิเศษของนางกำลังจะเปิดออกต่อหน้าธารกำนัล!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสความสุขไปพร้อมกับรินรดาและศิลานะคะ
กับข้าวหลังบ้านของพรานหนุ่มกับยายแม่ค้ามือทอง•ตอนที่ 15
ความลับของมิติที่เริ่มรั่วไหล
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวหลังบ้านของพรานหนุ่มกับยายแม่ค้ามือทอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!