หุบเขาแห่งความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องทันทีที่ประโยคนั้นจบลง...
กระดาษแผ่นบางยับยู่ยี่ในกำมือของเซี่ยอว́nซีจนแทบแหลกคามือ ตัวอักษรหมึกดำบนนั้นไม่ได้กรีดลงบนกระดาษธรรมดา หากแต่กรีดลึลงไปถึงขั้วหัวใจของนาง ความลับที่ตระกูลอว́nซีพยายามฝังกลบไว้ใต้กองเถ้าถ่านแห่งกาลเวลา ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานอีกครั้งผ่านจดหมายลับฉบับนี้
“ฮูหยินเจ้าคะ… สีหน้าท่านไม่สู้ดีเลย” อิงฮวาเอ่ยเสียงสั่น นางก้าวเข้ามาใกล้พร้อมกับประคองถาดน้ำชาที่สั่นระริกตามแรงอารมณ์ “หรือว่าในจดหมายนั่น… จะมีเรื่องเกี่ยวกับอดีตของนายท่านผู้ล่วงลับ?”
“ไม่ใช่แค่เรื่องอดีตธรรมดาหรอกอิงฮวา” เซี่ยอว́nซีแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าดวงตากลับไร้ซึ่งความขบขัน รอยยิ้มนั้นเยียบเย็นจนน่ากลัว ปลายนิ้วเรียวยาวปล่อยให้กระดาษแผ่นนั้นร่วงหล่นลงบนโต๊ะไม้ขัดเงา “แต่มันคือหลักฐานที่บอกว่า… ตระกูลอว́nซีของข้า ถูก ‘จัดฉาก’ ให้กลายเป็นแพะรับบาปในคดีกบฏเมื่อสิบปีก่อนต่างหาก”
หัวใจของนางเต้นระรัว ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่เป็นเพลิงแค้นที่ถูกจุดขึ้นมาใหม่อย่างโหมกระหน่ำ ข้อมูลในจดหมายระบุชัดเจนว่ามีขุนนางระดับสูงในราชสำนักชักใยอยู่เบื้องหลัง และหนึ่งในนั้น… คือเงาของคนใกล้ตัวที่นางคาดไม่ถึง
*ปึง!*
เสียงผลักประตูดังสนั่นหวั่นไหวทำลายความเงียบ มู่จินหยางก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพห้องที่อวลไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบซีดเซียวของภรรยา
“เจ้ากำลังปิดบังอะไรข้าอีกแล้ว เซี่ยอว́nซี” สุ้มเสียงของท่านอ๋องผู้เย่อหยิ่งเต็มไปด้วยความหงุดหงิดปนความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยเย็น เขาได้รับรายงานจากสายสืบว่ามีจดหมายปริศนาถูกส่งตรงมาถึงเรือนของนาง และสัญชาตญาณก็บอกเขาทันทีว่ามันไม่ใช่เรื่องดี
เซี่ยอว́nซีตวัดสายตาขึ้นมองชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง “ปิดบังงั้นหรือเพคะ? หม่อมฉันจะมีปัญญาไปปิดบังเรื่องใหญ่โตอะไรจากท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถกันล่ะ หรือท่านกลัวว่าความลับที่ท่านรู้อยู่แล้วแต่แกล้งทำเป็นโง่ จะถูกเปิดเผยออกมากันแน่?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” มู่จินหยางก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัว ร่างสูงใหญ่แผ่รังกดดันจนอิงฮวาต้องรีบถอยกรูดออกไปนอกห้องอย่างรู้หน้าที่ ทว่าเซี่ยอว́nซีไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัว นางเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา คลื่นอารมณ์พรั่งพรูอยู่ในอกจนแทบหายใจไม่ทัน
“หม่อมฉันหมายความว่า… ท่านเองก็รู้เรื่องนี้มาตลอดใช่ไหมเพคะ!” นางกระแทกเสียงใส่หน้าเขา ดวงตากลมโตเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสแต่ไม่ยอมร่วงหล่น “ท่านรู้ว่าตระกูลอว́nซีบริสุทธิ์ แต่ท่านก็ยังเหยียบย่ำซากศพพวกเราเพื่อไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งท่านอ๋องผู้เกรียงไกร ท่านมันก็ไม่ต่างจากสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของฮ่องเต้ผู้ไร้คุณธรรมผู้นั้น!”
“เซี่ยอว́nซี! ระวังคำพูดของเจ้า!” มู่จินหยางคำรามลั่น ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวของนางด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกล่าวหา แต่ในขณะเดียวกัน แววตาคมคลาคล่ำไปด้วยความเจ็บปวดลึกๆ ที่นางมองเขาเป็นเช่นนั้น
“ทำไม? กลัวความจริงหรือเพคะ?” นางแค่นยิ้ม หยาดน้ำตาไหลรินลงมาอาบแก้มแต่แววตากลับแข็งกร้าวไร้ความอ่อนแอ “ปล่อยข้า! ท่านอยากได้ตัวข้ามาเพื่อทรมานเล่นให้สะใจไม่ใช่หรือไง อยากให้ข้าก้มหัวอ้อนวอนท่านใช่ไหม? ฝันไปเถอะ! ต่อให้ข้าต้องตายเป็นผีเฝ้าจวนนี้ ข้าก็จะไม่ยอมก้มหัวให้ท่านเด็ดขาด!”
คำพูดเชือดเฉือนนั้นบาดลึกยิ่งกว่าคมมีด มู่จินหยางชะงักงัน แรงบีบที่ต้นแขนคลายลงโดยอัตโนมัติ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเคว้งคว้างในอกยามที่เห็นหยาดน้ำตาของนาง เขาดึงร่างบางเข้ามาปะทะอกแกร่งอย่างไม่ทันตั้งตัว หมายจะกักขังนางไว้ในอ้อมแขนที่พร้อมจะปกป้อง แม้ปากจะร้ายกาจแต่หัวใจกลับคลั่งรักจนเจ็บปวด
“ปล่อยนะ! ไอ้คนสารเลว ปล่อยสิ!” นางทุบตีอกเขาอุตลุด พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่แน่นหนา เคมีที่ปะทะกันร้อนแรงราวกับเปลวไฟที่เผาผลาญทุกลมหายใจ ความโกรธ ความแค้น และความรู้สึกโหยหาที่อัดอั้นมานานนับแรมปีระเบิดออกมาในอ้อมกอดนี้
“ถ้าข้าเป็นคนสารเลว… เจ้าก็คือคนที่ทำให้คนสารเลวคนนี้ยอมกลายเป็นหมาบ้าคอยวิ่งตามง้ออยู่ได้ทุกวันนี่แหละ!” มู่จินหยางก้มลงกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความตัดพ้อและรa้าวรานจนเซี่ยอว́nซีต้องนิ่งงิ่งไป ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนขนลุกชัน หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะให้กับคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของท่านอ๋องผู้หยิ่งยโส
ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ ดวงตาสบประสานกันท่ามกลางความเงียบงันที่กลับมาปกคลุมอีกครั้ง ความใกล้ชิดนี้สั่นคลอนกำแพงที่นางสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก ปลายนิ้วของเขาเกลี่ยไล่คราบน้ำตาบนแก้มเนียนแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับท่าทางดุดันเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ทำให้นางเผลอเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ
“ท่าน… พูดบ้าอะไรของท่าน…” นางพึมพำเสียงสั่น หัวใจพองโตและสับสนในเวลาเดียวกัน
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศจะหวานล้ำไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงตะโกนตื่นตระหนกขององครักษ์หน้าจวนก็ดังทะลุกำแพงเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“ท่านอ๋อง!แย่แล้วพะย่ะค่ะ! กองกำลังลับหลวงกำลังมุ่งหน้ามาที่จวนเราแล้ว พวกมันอ้างว่าได้รับราชโองการด่วนให้มาจับกุมตัวฮูหยินในข้อหากบฏ!”
มู่จินหยางผละออกจากร่างบางทันที แววตาอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมในพริบตาเดียว เขารีบหันกลับไปมองประตูห้องที่ปิดสนิท ก่อนจะก้มลงคว้าจดหมายบนโต๊ะมาซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว
“จับตัวข้าเหรอ?” เซี่ยอว́nซีแค่นหัวเราะออกมาอย่างเยียบเย็น ดวงตากลับมาลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้อีกครั้ง “ดูท่าทาง… คนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มา จะไม่ได้อยากให้ข้ารู้ความจริงอย่างเดียวเสียแล้วกระมัง”
มู่จินหยางคว้ากระบี่คู่กายขึ้นมาถือไว้มั่น สีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด เขาก้าวมายืนขวางหน้าภรรยาไว้ราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย “ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีทางแตะต้องเจ้าได้ทั้งนั้น… ต่อให้ต้องคว่ำทั้งแผ่นดินนี้ ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครมาพรากเจ้าไปจากจวนของข้าเด็ดขาด!”
สิ้นคำพูดนั้น ประตูห้องด้านนอกก็ถูกถีบพังกระเด็นด้วยพลังภายในอันรุนแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดเกราะทองคำอร่ามผู้กุมอำนาจสูงสุดในราชสำนัก—คนที่เป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดในชีวิตของนางและเขาก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันที่ซ่อนเร้นความตายเอาไว้!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอยู่เคียงข้างความแซ่บของฮูหยินกับท่านอ๋องหมาโบ้มาจนถึงตอนนี้ค่ะ!
ฮูหยินเอกอย่าดุสิครับ เดี๋ยวท่านอ๋องกลายเป็นหมาโบ้•ตอนที่ 33
ความจริงที่ถูกปิดบัง
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกอย่าดุสิครับ เดี๋ยวท่านอ๋องกลายเป็นหมาโบ้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!