กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่เผาไหม้จนเกือบมอดดับในตำหนักบูรพา ช่างอบอวลไปด้วยความอึมครึมและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
"มู่หรงชิง... เจ้าคิดว่าการก้มหัวซุกหัวนอนอยู่ในวังหลังแห่งนี้ จะช่วยให้ตระกูลกบฏของเจ้าฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้หรือ?"
สุ้มเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูของสนมเอก 'กุ้ยเฟย' ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน นางก้าวเข้ามาใกล้ร่างระหงที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ปลายเล็บยาวที่สวมปลอกทองคำประดับไข่มุกจิกเชยคางเรียวของมู่หรงชิงให้เงยขึ้น บังคับให้นางต้องสบตากับแววตาริษยาและชิงชังที่ฉายชัดอยู่ภายใน
มู่หรงชิงไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นยังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายความแค้นวับวามที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตางอนหนา นางแย้มยิ้มบางเบat ราวกับไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดัน "สนมเอกทรงตรัสสิ่งใด หม่อมฉันเป็นเพียงทายาทช่างหลวงผู้ต่ำต้อย มิบังani อาจอาจเอื้อมคิดการใหญ่หลวงเช่นนั้นเพคะ"
"ปากกล้านักนะ!" กุ้ยเฟยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความขัดเคือง มือเรียวสะบัดออกอย่างแรงจนร่างของมู่หรงชิงเซถลาเกือบล้ม "ข้ารับใช้ไร้ค่าเช่นเจ้า สมควรได้รับบทเรียนที่ไม่มีวันลืม... คน, เอาน้ำแกงร้อนๆ นี้ราดลงบนมือของนางเสีย! เอาให้ช่างหลวงผู้มีฝีมือเลื่องลือคนนี้ ไม่มีวันได้จับพู่กันหรือคีบเครื่องเงินได้อีกไปตลอดชีวิต!"
ขันทีรับใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมถาดกระเบื้องเคลือบ ในนั้นมีชามกระเบื้องบรรพบุรุษที่บรรจุน้ำแกงเดือดพลั่กส่งไอร้อนคุกกรุ่น มู่หรงชิงกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นางเตรียมพร้อมที่จะรับความเจ็บปวดนี้ด้วยสติอันมั่นคง ทว่าในใจกลับขบคิดถึงหมากตารางนี้อย่างรวดเร็ว—นางประเมินกำลังของกุ้ยเฟยพลาดไปก้าวหนึ่งจริง ๆ
ในเสี้ยววินาทีที่ขันทีเงื้อมือขึ้นเตรียมจะราดของเหลวร้อนจัดลงบนเรียวมือเรียวบาง เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าเชื่องช้าก็ดังสะท้อนก้องกังวานจากนอกประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนสีไปในพริบตา
"จิ่นอ๋องเสด็จ——!"
ประตูไม้แกะสลักถูกผลักออกด้วยพลังภายในอันเยือกเย็น ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีครามเข้มก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม เซียวจิ่นหานสวมหน้ากากเงินครึ่งซีกที่ขับเน้นให้สันจมูกโด่งคมและริมฝีปากหยักลึกดูน่าเกรงขาม ดวงตาคู่คมดั่งเหยี่ยววับวาวกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องเพียงปราดเดียว ก็ทำให้เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
กุ้ยเฟยชะงักมือ สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงเล็กน้อยนางรีบปรับเปลี่ยนท่าทีแย้มสร้อยรอยยิ้มหวานหยด "ถวายบังคมเพคะท่านอ๋อง ลมหวนอันใดพัดพระองค์มาถึงตำหนักบูรพาเล่าเพคะ? หรือทรงทราบว่าหม่อมฉันกำลังจัดการกับนางข้าหลวงชั้นต่ำที่บังอาจล่วงเกินกฎมณเฑียรบาล"
เซียวจิ่นหานไม่แม้แต่จะชายตานาง เขาสาวเท้าย่างสามขุมตรงมายังจุดที่มู่หรงชิงคุกเข่าอยู่ ร่างสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างบอบบางที่กำลังสั่นน้อยๆ (จากความโกรธ มิใช่ความกลัว) มือหนายื่นออกไปฉุดข้อมือบางให้ลุกขึ้นยืนเคียงกายเขาอย่างถือวิสาสะ
"สนมเอกทรงขยันขันแข็งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?" สุ้มเสียงทุ้มต่ำรื่นหูทว่าแฝงรังสีสังหารแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ "ถึงกับลงมือสั่งสอนคนของเราด้วยตนเอง"
คำว่า 'คนของเรา' ทำให้กุ้ยเฟยหน้าถอดสี นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้า ะ "คนของท่านอ๋อง? เหตุใดสตรีชั่วช้าผู้นี้จึงกลายเป็นคนของพระองค์ไปได้ ข้าเพียงแค่สั่งสอนนางตามหน้าที่..."
"หน้าที่?" เซียวจิ่นหานแค่นหัวเราะ รอยยิ้มที่มุมปากช่างเย็นเยียบและอันตรายยิ่งนัก เขาก้าวเข้าไปใกล้กุ้ยเฟยทีละก้าว จนอีกฝ่ายต้องถอยหลังกรูดด้วยความหวาดหวั่น "มู่หรงชิงคือผู้เชี่ยวชาญที่เปิ่นหวาง (เรา) เป็นผู้ทูลขอพระราชทานตัวมาจากกรมช่างหลวงโดยตรง เพื่อมาซ่อมแซมโบราณวัตถุในตำหนักส่วนตัว หากนางได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ... สนมเอกคิดว่า ฝ่าบาทจะทรงกริ้วสักเพียงใดที่พระวรกายของบรรพบุรุษอาจต้องเสียหายเพราะความใจร้อนของท่าน?"
กุ้ยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก นางตระหนักได้ทันทีว่าตนเองพลาดท่าเสียแล้ว มู่หรงชิงผู้นี้มีจิ่นอ๋องหนุนหลังอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ จริงๆ!
"หม่อมฉัน... หม่อมฉันเพียงแค่หยอกล้อกับนางเล่นเท่านั้นเพคะท่านอ๋อง มิได้มีเจตนาจะทำลายงานของกรมช่างหลวงเลยแม้แต่น้อย" กุ้ยเฟยจำต้องกลืนเลือดลงคอ เอ่ยแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว" เซียวจิ่นหานปรายตามองถาดน้ำแกงเดือดพลั่กบนพื้นด้วยแววตาเหยียดหยัน "หวังว่าสนมเอกจะทรงระมัดระวังพระวรกายและ 'วาจา' ให้มากกว่านี้ วันนี้เปิ่นหวางจะพานางกลับตำหนัก หากมีครั้งหน้าอีก... ต่อให้เป็นสนมเอก ก็คงต้องลองลิ้มรสน้ำแกงถ้วยนี้ด้วยตนเองเสียแล้ว"
เขาสะบัดชายแขนเสื้อ หันมาคว้าข้อมือของมู่หรงชิงให้เดินตามออกไปทันทีโดยไม่รอฟังคำทูลตอบใดๆ ทั้งสิ้น
ยามที่ทั้งสองก้าวพ้นธรณีประตู ออกมาสู่ลานกว้างที่ลมหนาวพัดโชย ปลายนิ้วเรียวของเซียวจิ่นหานจึงค่อยๆ คลายแรงบีบลง เขาหันมามองสตรีข้างกายที่ยังคงเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างอวดดี แววตาคู่นั้นสะท้อนความระคนเอ็นดูและขบขันระคนกัน
"เจ้าช่างกล้าหาญนักนะมู่หรงชิง รู้ทั้งรู้ว่านางจ้องจะเล่นงาน เหตุใดจึงไม่ยอมก้มหัวให้เสียแต่แรก?" เซียวจิ่นหานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเบาๆ มีเพียงเขากับนางที่ได้ยิน
มู่หรงชิงดึงข้อมือตนเองกลับอย่างนิ่มนวล นางแย้มยิ้มเยาะหยันส่งให้บุรุษตรงหน้า "หากหม่อมฉันก้มหัวให้ผู้หญิงแพศยาผู้นั้น เช่นนั้นการมีชีวิตอยู่เพื่อรอวันชำระหนี้เลือดของตระกูลมู่หรง ก็คงไร้ความหมายแล้วเพคะ... ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงยื่นมือเข้าช่วย แต่หม่อมฉันจำต้องทูลตามตรงว่า หม่อมฉันมิได้ขอความช่วยเหลือจากพระองค์"
เซียวจิ่นหานหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ แววตาพินิจพิเคราะห์ร่างบางตรงหน้าราวกับเสือร้ายที่กำลังมองเหยื่ออันโอชะ "ดื้อด้านนัก... แต่เปิ่นหวางชอบ"
เขายื่นมือเข้าไปใกล้ รั้งปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างกกหูของนางทัดไว้อย่างถือวิสาสะ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนจนมู่หรงชิงต้องเบือนหน้าหนี ทว่าจังหวะนั้นเอง สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ยืนหลบมุมอยู่หลังแนวระเบียงหิน
นั่นคือหลี่กงกง ขุนนางกังฉินผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในวังหลัง และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตายของบิดานาง!
หลี่กงกงไม่ได้หลบซ่อนตัวอีกต่อไป เขาก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าไร้หนวดเครา ในมือถือแผ่นกระดาษม้วนสีเหลืองทองอร่ามประทับตราหยกมังกร ซึ่งส่งกลิ่นอายคุกรุ่นของราชโองการลับที่เพิ่งร่างเสร็จสดๆ ร้อนๆ...
ดอกโบตั๋นพันปีจะรอนำเรื่องราวบทต่อไปมาฝากทุกท่านนะคะ
บัลลังก์ไร้ครอง สองใจลวงหยั่งรัก•ตอนที่ 9
รอยร้าวในกำแพงวัง
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์ไร้ครอง สองใจลวงหยั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!