กลิ่นคาวเลือดจางๆ คละคลุ้งอยู่ปลายนาสิก กลบกลิ่นหอมหวานของเกสรดอกโบตั๋นพันพันธุ์ในพระราชอุทยานเสียสิ้น มู่หรงชิงไม่แยแสแม้กลีบสีชาดร่วงหล่นลงมาเปื้อนปลายรองเท้าปักลายเมฆา นิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนกำลังบรรจงใช้คีมทองคำคีบแผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์ความหนาไม่ถึงเส้นผม วางทาบลงบนลวดลายหงส์เหินที่สลักอย่างประณีตบนโครงมงกุฎหยกขาว
ทุกอณูความเคลื่อนไหวของนางเปี่ยมด้วยความเยือกเย็น ดั่งน้ำแข็งใต้ธารน้ำค้าง แม้เบื้องหลังประตูพระตำหนักชั้นใน เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของหลี่กงกงจะดังลอดเข้ามาไม่ขาดระยะ
"พวกเจ้าทำงานกันอย่างไร! หากมงกุฎหงส์เก้าเศียรองค์นี้ไม่เสร็จทันพิธีแต่งตั้งพระชายารองในอีกสามวันข้างหน้า หัวของพวกเจ้าทุกคนคงต้องหลุดจากบ่า!"
เสียงตวาดแหลมสูงบาดหูนั้นไม่ได้ทำให้นางสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย มู่หรงชิงเพียงปรายหางตาแลมองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง ใบหน้ารูปไข่นั้นงดงามล่มเมือง ทว่าดวงตากลับไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวั่นไหว มีเพียงประกายคมปลาบดั่งใบมีดซ่อนเร้นภายใต้ร่มผ้า
ห้าปี... นับแต่ตระกูลมู่หรงต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ ช่างหลวงผู้รังสรรค์เครื่องทองบรรณาการถวายราชสำนักถูกตราหน้าว่าเป็นก้อนหินถ่วงแผ่นดิน บิดาและพี่ชายต้องสังเวยชีวิตใต้คมดาบกลางลานประหาร เหลือเพียงนางที่ถูกกักขังและชุบเลี้ยงขึ้นมาใหม่ในฐานะ 'เครื่องมือ' ไร้หัวใจ
และวันนี้ ราชโองการสีชาดที่เรียกตัวนางเข้าสู่ "วังหลัง" ในฐานะช่างทำเครื่องทองเฉพาะพระองค์ ก็เปรียบเสมือนก้าวแรกของการเหยียบย่างลงบนสนามประหารที่นางเป็นผู้โรยยาพิษไว้เอง
"ใต้footมู่หรง หลี่กงกงสั่งให้คนมาเร่งเร้าอีกแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวเหมย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาด้วยอาการตัวสั่นเทา เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า "เขาบอกว่าหากองค์ชายสี่เสด็จกลับมาถึงเมืองหลวงแล้วยังไม่เห็นเครื่องประดับชิ้นนี้ ข้าและท่านคงไม่พ้นโทษทัณฑ์โบยจนตาย"
มู่หรงชิงวางคีมทองคำลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างเชื่องช้า นางคลี่รอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ แต่กลับหนתเหน็บลึกถึงขั้วหัวใจ
"ให้เขารอไปเถอะ..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนเสี่ยวเหมยต้องกลืนน้ำลายลงคอ "ของสูงค่าเช่นมงกุฎหงส์ ย่อมต้องใช้เวลาบ่มเพาะความแค้น... อ้อ มิใช่สิ ต้องใช้เวลาขัดเกลาด้วยความพิถีพิถัน มิฉะนั้นยามสวมลงบนศีรษะของสตรีผู้นั้น เกรงว่าปลายแหลมของมันจะทิ่มแทงจนเลือดสาดกระเซ็นเอาได้ง่ายๆ"
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันเย็นเยียบลงอย่างไร้สาเหตุ ลมวสันต์พัดผ่านหน้าต่างบานแกะสลักเข้ามา หอบเอา กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและอันตรายยิ่งเข้ามาแตะจมูก
มู่หรงชิงชะงักมือเล็กน้อย นางไม่จำเป็นต้องหันไปมอง ก็รับรู้ได้ถึงรัศมีคุกคามอันเยือกเย็นที่แผ่ซ่านอยู่เบื้องหลัง
"ฝีมือการตีทองของเจ้ายังคงประณีตไม่เปลี่ยน... แต่น่าเสียดาย ที่ความใจเย็นของเจ้ามักจะนำภัยมาสู่ตัวเสมอ"
สุ้มเสียงทุมนุ่มกังวานราวกับหยกกระทบกันดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายมังกรห้ากรงเล็บก้าวเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง เซียวจิ่นหาน... จิ่นอ๋องผู้ถูกเนรเทศให้ไปรักษาชายแดนทางเหนือถึงห้าปี บัดนี้เขากลับมาแล้ว และยืนอยู่เบื้องหลังนางในระยะประชิด
มู่หรงชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับบุรุษผู้เป็นทั้งความทรงจำอันเจ็บปวดและหมากตัวสำคัญที่สุดในกระดานนี้
ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของเซียวจิ่นอ๋องกวาดมองใบหน้างดงามที่ไม่ได้พบกันนานนัยน์ตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความยินดีที่ได้พบหน้า มีเพียงการประเมินค่าและการชิงชังที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน เขาก้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของนาง จนเส้นผมสีดำสนิทของทั้งสองระคลอเคลียกัน
"เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงรับคำสั่งเข้าวังมาเป็นช่างทองส่วนพระองค์ให้ว่าที่พระชายารองของข้า... มู่หรงชิง เจ้าคิดจะเล่นเกมอะไรกันแน่?"
มู่หรงชิงไม่ถอยหลังหนี นางเงยหน้าสบตากับเขา รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว
"หม่อมฉันเป็นเพียงช่างต่ำต้อย มีหน้าที่รังสรรค์เครื่องประดับให้ผู้มีบุญบารมี เหตุใดท่านอ๋องจึงต้องตื่นตระหนกเล่าเพคะ? หรือว่า... ท่านกลัวว่าลวดลายหงส์ที่หม่อมฉันกำลังสลัก จะกลายเป็นเครื่องพันธนาการที่รัดคอพวกท่านจนหายใจไม่ออกกันแน่"
เซียวจิ่นหานหรี่ตาลง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยักลึก มือหนาเอื้อมออกไปคว้าคางนวลของนางไว้แน่นด้วยแรงที่ทำเอาผิวเนื้อขึ้นรอยแดงระเรื่อ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง
"เจ้ามั่นใจนักหรือว่าเจ้าเป็นผู้กุมหมากตานี้..."
เขากระซิบด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ ชวนให้หัวใจกระตุกวูบ
"ท่านอ๋องเพคะ!" เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมกับเสียงของขันทีหน้าพระตำหนักดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน "ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง! ฮ่องเต้มีรับสั่งให้จิ่นอ๋องและช่างหลวงมู่หรง เข้าเฝ้าเป็นการด่วน ณ ตำหนักอักษรฟ้าในราตรีนี้!"
เซียวจิ่นหานค่อยๆ ปล่อยมือจากคางนาง สายตายังคงจ้องมองนางราวกับจะกลืนกิน ก่อนที่มุมปากเขาจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
เขายื่นมือไปหยิบถ้วยชาอุ่นที่วางอยู่ข้างมือ มารินน้ำชาสีอำพันลงไปครึ่งถ้วย แล้วยื่นส่งให้นางด้วยท่าทีสบายๆ
"ดื่มเสีย... ถือว่าเป็นการดื่มเหล้าสาบานก่อนที่เราจะไปร่วมสนุกในเกมที่หลี่กงกงเตรียมไว้ต้อนรับพวกเรา"
มู่หรงชิงมองถ้วยชาในมือเขานิ่งงัน นางรู้ดีว่าในถ้วยใบนี้อาจมียาพิษที่พร้อมปลิดชีพนางได้ทุกเมื่อ แต่นางกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวรับถ้วยชามาจรดริมฝีปากแล้วดื่มลงไปจนหมดหยดสุดท้าย รสชาติฝาดเฝื่อนบาดคอแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์
เซียวจิ่นหานแค่นหัวเราะต่ำในลำคอ ยามที่เห็นมุมปากของนางเปื้อนคราบหยดน้ำสีชาดคล้ายกับหยดเลือดสดๆ
"ดี... ดื้อรั้นไม่เปลี่ยน" เขากล่าวเสียงพร่า "เช่นนั้นก็เตรียมตัวไปตายพร้อมกับข้าเถอะ พระชายาของข้า"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในเกมการเมืองอันหอมหวานและเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ
บัลลังก์ไร้ครอง สองใจลวงหยั่งรัก•ตอนที่ 1
กลิ่นเลือดในสวนโบตั๋น
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์ไร้ครอง สองใจลวงหยั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!