แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ•ตอนที่ 1

หมากกระดานแรกในวังหลวง

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่ลอยวนอยู่ในห้วงความคิดของข้า กู้หลิงเซียน ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าสีขาวบริสุทธิ์ในมือหยุดชะงักลงบนกระดาษซวนจื่อเนื้อดี น้ำหมึกสีดำเข้มซึมลึกลงสู่เนื้อกระดาษดั่งรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันลบเลือน เบื้องหน้าคือท้องพระโรงใหญ่แห่งต้าเหลียง ที่ซึ่งเสาหยกสลักลายมังกรห้ากรงเล็บค้ำยันหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองอร่าม ทว่าความงามตระการตาเหล่านี้กลับไร้ความหมาย เมื่อมันถูกแผดเผาด้วยไอสังหารที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่ ณ เบื้องขวาของพระอาสน์ ฉินจื่อเหยียน… ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพิทักษ์ประจิม อาภรณ์สีนิลปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานฟ้าขับเน้นให้ร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามรากับภูตผีปีศาจที่หลุดออกมาจากขุมนรก แผ่นหลังนั้นตรงแหน่วดั่งหินผา ดวงตาดั่งเหยี่ยวพญาหันมาสบตากับข้าเพียงเสี้ยววินาที ความเยือกเย็นและดุดันในแววตานั้นกรีดลึกลงในขั้วหัวใจ ราวกับเข็มเงินนับพันเล่มที่ถูกแช่ไว้ในน้ำแข็ง "แผนยุทธศาสตร์ตีโอบสามด้านที่ท่านแม่ทัพเสนอ… เกรงว่าจะนำพาต้าเหลียงไปสู่หายนะแห่งความพินาศนะคะ" สุ้มเสียงของข้าดังชัดเจนกังวานไปทั่วท้องพระโรง ความเงียบงัดเข้าเกาะกุมบรรยากาศทันที ราวกับมีคนเอามีดมาเชือดเฉือนอากาศจนขาดวิ่น ข้ารักษาใบหน้าให้เรียบเฉยราับผืนน้ำในบึงไร้ระลอกคลื่น แม้จะรู้ดีว่าทุกสายตานับร้อยคู่กำลังจ้องมองมาด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้เฉินหลงที่ประทับอยู่เบื้องบน พระเนตรหรี่แคบลงด้วยความหวาดระแวงระคนสมใจ ฉินจื่อเหยียนไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าข้าทันที เขายังคงยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินสลัก ก่อนจะค่อยๆ หันพระenมามองข้าด้วยมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันอันแสนอันตราย "กุนซังกู้…" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในพงไพรดังลอดไรฟัน "เจ้าเป็นเพียงบัณฑิตหน้าขาวที่วันๆ เอาแต่ขีดเขียนตัวอักษรอยู่ในกองตำรา จะมารู้อะไรเกี่ยวกับกลศึกและการนองเลือดในสนามรบจริง?" "หม่อมฉันอาจไม่เคยถือดาบตัดหัวข้าศึกด้วยมือตนเองเพคะ…" ข้าก้าวเท้าออกมาช้าๆ อาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวเคลื่อนไหวตามจังหวะก้าวเดินอย่างสง่างาม ทว่ามั่นคง "แต่หม่อมฉันรู้ดีว่า แคว้นเป่ยจิ้งที่ท่านอ๋องต้องการยกทัพไปตีโอบนั้น กำลังรอคอยให้ท่านเดินเข้าสู่ค่ายกลลวงตาที่พวกมันเตรียมไว้ถึงสามปีเต็ม หากท่านดึงดันจะใช้แผนการนี้ ทหารกล้าแสนนายของต้าเหลียงจะไม่เหลือแม้แต่กระดูกกลับมาฝังที่บ้านเกิดนะคะ" "บังaan!" ขุนนางฝ่ายบู๊คนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้าสามหามเกินไปแล้ว! กล้าดียังไงมาสบประมาทท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร!" ฮ่องเต้เฉินหลงยกพระหัตถ์ขึ้นห้ามความวุ่นวาย พระพักตร์ฉายแววครุ่นคิดลึกล้ำ พระองค์โปรดปรานความขัดแย้งนี้ยิ่งนัก เพราะมันคือเครื่องมือในการบั่นทอนอำนาจของฉินจื่อเหยียนลงทีละน้อย โดยใช้คมดาบจากปากของข้าเป็นอาวุธ "แล้วกุนซังกู้มีแผนการใดที่ดีกว่านั้นอย่างงั้นหรือ?" เสียงของฮ่องเต้เฉินหลงเอ่ยถามด้วยความเยียบเย็น ทอดพระเนตรลงมามองข้าดั่งแมวหยอกหนู ข้าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นไหวในอก ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ทูลฝ่าบาท แผนที่ดีที่สุดในยามนี้คือ 'การสงบนิ่งเพื่อสยบความเคลื่อนไหว' เราจะส่งเสบียงลวงไปทางทิศเหนือเพื่อดึงความสนใจของเป่ยจิ้ง ขณะเดียวกันท่านอ๋องต้องนำทหารม้าเร็วลอบข้ามเทือกเขาอู๋หลิงด้วยเส้นทางลับที่ไร้ผู้คน เพื่อเข้าโจมตีคลังเสบียงหลักของพวกมันจากด้านหลัง แบบนี้จึงจะเรียกว่าชัยชนะโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อของไพร่พลอันมีค่าเพคะ" สิ้นเสียงของข้า ท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา ความเงียบที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ฉินจื่อเหยียนหันกลับมาเผชิญหน้ากับข้าอย่างเต็มตา ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก ทั้งความโกรธ ความฉงน และ… ความสนใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็น เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ข้าทีละก้าว ทีละก้าว จนกระทั่งกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นอายสงครามลอยเข้ามารุมล้อมรอบกายข้า "เส้นทางลับเทือกเขาอู๋หลิง… เป็นความลับสุดยอดทางยุทธศาสตร์ที่แม้แต่ขุนนางในราชสำนักก็มีเพียงไม่กี่คนล่วงรู้" ฉินจื่อเหยียนโน้มตัวลงมา กระซิบด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบทว่าบาดลึกถึงจิตวิญญาณ "กุนซังกู้… เจ้าเป็นใครกันแน่? และเหตุใดจึงรู้เรื่องเส้นทางนี้ดีเสียยิ่งกว่าแม่ทัพเช่นข้า?" หัวใจของข้ากระตุกวูบ ภาพอดีตอันเจ็บปวดลอยย้อนกลับมาในห้วงความคิด รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากของข้าเพื่อกลบเกลื่อนความร้าวรานภายใน "หม่อมฉันก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่ไม่อยากเห็นแผ่นดินต้องลุกเป็นไฟด้วยความหยิ่งผยองของใครบางคนเท่านั้นเองเพคะ ท่านอ๋อง" ข้าสบตากับเขาตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว ท่ามกลางสายตาของขุนนางนับร้อยที่ต่างกลั้นหายใจลุ้นระทึกกับศึกปะทะคารมครั้งนี้ ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ถาดไม้สีทองในมือสั่นเทาจนจอกชาหยกสั่นระรัว "ฝ่าบาท… ทูลฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงแทบพื้น เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ม… มีพระราชโองการลับ… พระราชโองการลับจากแคว้นแดนใต้… ส่งตรงถึงมือท่านอ๋องและกุนซังกู้พ่ะย่ะค่ะ!" ฉินจื่อเหยียนชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าหาข้า ดวงตาเหยี่ยวหันไปมองถาดไม้สีทองนั้นทันที ทันใดนั้น รอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านแม่ทัพปีศาจ เมื่อเขาหยิบม้วนสาส์นสีชาดขึ้นมาคลี่ออก และพบรายชื่อของบุคคลที่ตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน… ปรากฏอยู่บนนั้นด้วยลายมือที่ข้ารู้จักดีที่สุด ไป๋เหลียนฮวา ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพปีศาจสยบกุนซือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%