รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย•ตอนที่ 15

รอยร้าวในใจ

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“ถ้าคุณยังยืนกรานจะเก็บงำเรื่องนี้ไว้คนเดียว ก็เชิญคุณแบกมันไว้ให้หลังหักไปเถอะค่ะศิลา!” รินรดากระแทกแฟ้มเอกสารหนาเตอะลงบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ในห้องทำงานส่วนตัวของเขา เสียงดังสนั่นทำเอาความเงียบงันที่ปกคลุมพิพิธภัณฑ์ยามวิกาลดูสั่นสะเทือน เธอยืนหอบหายใจถี่ สายตาที่เคยอ่อนโยนกลับวาวโรจน์ด้วยความอัดอั้น ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากวัตถุโบราณที่ศิลาเก็บรักษาไว้ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นชาที่เขามอบให้เธอในฐานะผู้ร่วมชะตากรรม ศิลาไม่ตอบโต้ทันที เขายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน แสงไฟจากโคมไฟสีสลัวขับเน้นให้ใบหน้าคมสันของเขาดูเคร่งขรึมและลึกลับเกินหยั่งถึง เขาวางปากกาหมึกซึมในมือลงช้าๆ ก่อนจะประสานนิ้วเข้าหากัน ดวงตาคู่นั้นจ้องมองรินรดาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “คุณไม่เข้าใจริน...” เสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำ “บางความลับ... มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้คนบริสุทธิ์อย่างคุณไปสัมผัสมัน” “บริสุทธิ์งั้นหรือคะ?” รินรดาแค่นหัวเราะ สั่นหัวพลางเดินวนรอบห้อง “ฉันเห็นเลือดบนกำไลหยกชิ้นนั้น ฉันเห็นเงาของแม่ในห้องใต้ดินที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้... สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ความบังเอิญ และคุณก็รู้ดีที่สุดว่าทำไมฉันถึงต้องเป็นคนเห็น!” เธอก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขาอีกก้าวหนึ่ง ความเปราะบางที่เธอพยายามซ่อนเร้นเริ่มปริร้าวออกมาผ่านแววตาที่คลอไปด้วยน้ำใส “ฉันดึงคุณเข้ามาในเรื่องนี้เอง ฉันเป็นคนพาคุณไปสู่ปากเหว... ถ้าวันหนึ่งศิลาต้องหายไปเพราะความอยากรู้อยากเห็นของฉัน ฉันจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลยนะคะ” ศิลาลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเขาบดบังแสงไฟจนเกิดเป็นเงาทอดยาวทาบลงบนร่างของรินรดา เขาโน้มตัวลงมาจนกระทั่งลมหายใจอุ่นๆ ของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าของเธอ สัมผัสที่ใกล้ชิดจนน่าอึดอัดนี้ทำให้หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นด้วยความสั่นสะเทือนที่เธอเองก็อธิบายไม่ได้ “คุณไม่ได้ดึงผมเข้ามาหรอกริน” ศิลาพูดช้าๆ พลางใช้นิ้วเรียวยาวเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาบนแก้มของเธออย่างแผ่วเบา “ผมต่างหากที่รอคอยให้คุณก้าวเข้ามา... ตั้งแต่รอยจารึกนั้นเริ่มเปล่งแสงในคืนที่คุณเกิดมา” รินรดาชะงัก ลมหายใจของเธอขาดห้วง “หมายความว่ายังไง...” ทว่าคำถามของเธอยังไม่ทันได้รับคำตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินขัดมันก้องกังวานมาจากโถงทางเดินด้านนอก ทั้งสองคนผละออกจากกันราวกับถูกไฟดูด ศิลาขมวดคิ้วแน่น เขาส่งสัญญาณให้รินรดาหลบไปหลังชั้นหนังสือโบราณที่มีตู้กระจกเงาบานใหญ่บังตาอยู่ ประตูห้องทำงานถูกผลักออกโดยไม่มีการเคาะ ศาตราจารย์ธรรศ ชายชราผู้เป็นถึงผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน ในมือเขากำจดหมายฉบับหนึ่งที่ดูเก่าแก่จนกระดาษแทบจะกรอบเป็นผง “ศิลา... นายซ่อนมันไว้ที่ไหน?” เสียงของชายชราสั่นเครือ “กล่องปริศนานั่น... มันไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้วใช่ไหม?” ศิลาแสร้งทำเป็นหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านนิ่งๆ “ผมไม่ทราบว่าท่านหมายถึงอะไรครับ ผอ. งานเก็บรักษาวัตถุโบราณเป็นเรื่องของระบบจัดการที่เข้มงวด ถ้ามันหายไป ก็น่าจะเป็นความผิดพลาดของระบบรักษาความปลอดภัยมากกว่า” “อย่ามาโกหกฉัน!” ธรรศตบโต๊ะเสียงดังจนแก้วกาแฟบนโต๊ะคว่ำลง “รอยจารึกมันส่งเสียงแล้ว... คืนนี้มันต้องเปิดออก และถ้าคนในตระกูลที่ถูกสาปไม่ทำหน้าที่ของมัน โลกภายนอกจะพินาศ!” ในขณะที่ศิลากำลังเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจเหนือกว่า รินรดาซึ่งแอบอยู่หลังตู้เงาพลันเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนในกระจกเบื้องหน้า เงาของเธอไม่ได้สะท้อนภาพห้องทำงานที่ควรจะเป็น แต่มันกลับสะท้อนภาพสุสานโบราณที่มีร่างหญิงสาวคนหนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่... และมือของหญิงสาวคนนั้นกำลังชี้นิ้วมาที่ ‘ศิลา’ ทว่าเมื่อเธอมองไปยังศิลาในความเป็นจริง กลับพบว่าที่ข้อมือของเขามีรอยสักประหลาดปรากฏขึ้นเป็นเส้นสีดำคล้ายงูเลื้อยพันรอบแขน และรอยสักนั้นกำลังขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต! กำมะหยี่สีแดงขอขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความลับอันโหดร้ายนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งปรารถนาที่เลือนหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%