ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น•ตอนที่ 33

ราชกิจและหัวใจ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
"ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้... แต่พระราชโองการฉบับนี้ มิใช่การประทานรางวัล หากแต่เป็นการพันธนาการข้าพระองค์ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น" เสียงของเซียวจ้านถิงกังวานเรียบเฉย หากแต่แฝงไว้ด้วยคมมีดที่กรีดลึกลงบนแผ่นกระดาษทองคำในมือ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรเบื้องหน้า สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ยามล่าเหยื่อจับจ้องเพียงอักษรพู่กันที่ตวัดพลิ้วไหว ประกาศศักดาแห่งอำนาจที่เหนือกว่าผู้ใด ในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ บรรยากาศอึมครึมดั่งพายุที่กำลังก่อตัว ขุนนางน้อยใหญ่ต่างกลั้นหายใจจนตัวเกร็ง ไป๋ลี่หลินยืนเยื้องไปทางด้านหลังของฉินอ๋อง นางสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่าบุรุษผู้นี้ ทว่าใบหน้าของนางกลับเรียบเฉยดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยของความยินดีหรือทุกข์ร้อน "ท่านอ๋อง ท่านหมายความว่าอย่างไร" ฮ่องเต้ตรัสถาม เสียงทรงอำนาจแต่แฝงความระแวง "การได้สมรสกับบุตรีแห่งจวนอัครเสนาบดีไป๋ ผู้งดงามและเพียบพร้อมเช่นคุณหนูไป๋ลี่อิน คือสิ่งที่บุรุษทั้งแผ่นดินปรารถนา เหตุใดท่านถึงได้ดูเหมือน... ถูกพันธนาการ" ไป๋ลี่หลินหลุบตาลงต่ำ ซ่อนประกายตาเย็นเยียบที่วาบผ่านดวงตาคู่สวย จวนอัครเสนาบดีหรือ? ไป๋ลี่อินหรือ? ช่างเป็นหมากที่เดินได้น่าสมเพชนัก ความตายในชาติก่อนที่นางได้รับ คือของขวัญที่ตระกูลไป๋มอบให้ด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ วันนี้พวกเขากำลังจะใช้ตำแหน่ง 'พระชายาเอก' ของฉินอ๋อง เพื่อส่งมือสังหารเข้าไปในใจกลางอำนาจของเขา "หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า..." เซียวจ้านถิงหมุนตัวกลับมา สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่ฮ่องเต้ แต่กลับทอดมองไป๋ลี่หลินที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง "เกียรติยศที่สูงส่งเกินไป มักนำมาซึ่งภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าคนคนหนึ่งจะแบกรับไหว ยิ่งไปกว่านั้น... หัวใจของหม่อมฉันนั้นแห้งแล้งเกินกว่าจะหยิบยื่นความเมตตาให้สตรีผู้สูงศักดิ์ได้" คำกล่าวของเขาเปรียบเสมือนการตบหน้าตระกูลไป๋กลางที่ประชุม ขุนนางฝ่ายเสนาบดีไป๋ถึงกับหน้าถอดสี มือที่ถือป้ายอาญาสิทธิ์สั่นเทาด้วยความโกรธแค้น "เช่นนั้น ท่านจะปฏิเสธพระประสงค์ของข้าหรือ?" ฮ่องเต้กดเสียงต่ำ เซียวจ้านถิงยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย "มิกล้าพระเจ้าค่ะ เพียงแต่ในเมื่อพระราชโองการระบุว่าต้องเป็น 'บุตรีแห่งจวนอัครเสนาบดี' หม่อมฉันก็จำต้องเลือก... บุตรีที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ที่สุด" เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว คว้าข้อมือเรียวบางของไป๋ลี่หลินดึงให้ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้าง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของเหล่าขุนนางที่ดังระงมดั่งฝูงแมลงวัน "นางคือไป๋ลี่หลิน บุตรีสายเลือดตรงของอัครเสนาบดีไป๋เช่นกัน แม้จะเป็นเพียงบุตรีที่ถูกลืมเลือนในเรือนหลัง แต่ในฐานะของนางที่มีต่อจวนไป๋ นางย่อมมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชโองการ... ที่สำคัญ นางคือสตรีเพียงผู้เดียวที่หม่อมฉัน 'ยินยอม' จะให้ยืนเคียงข้าง" ไป๋ลี่หลินชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก นางเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่นางเคยสาบานว่าจะใช้เขาเป็นเพียงเครื่องมือแก้แค้น แต่เวลานี้ แววตาของเขาที่ส่งผ่านมานั้นไม่ใช่ความเย็นชาอย่างที่เคยเป็น มันคือความท้าทาย... ท้าทายทั้งโชคชะตาและกฎเกณฑ์ของราชสำนัก "ไป๋ลี่หลิน..." เสียงของอัครเสนาบดีไป๋ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของท้องพระโรง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่พยายามสะกดกลั้น "นางเป็นเพียงสตรีที่ถูกขับออกจากตระกูล จะคู่ควรกับตำแหน่งพระชายาเอกของฉินอ๋องได้อย่างไร!" ลี่หลินขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่เย็นเยียบจนคนมองรู้สึกหนาวเข้าถึงกระดูก นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก้มกายถวายบังคมด้วยกิริยาที่งดงามไร้ที่ติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับบิดาผู้ให้กำเนิดที่แสนโหดเหี้ยม "ท่านพ่อ... ในฐานะที่ท่านเป็นอัครเสนาบดี ท่านย่อมรู้ดีที่สุดว่าสิ่งใดที่ 'ถูกต้อง' และสิ่งใดที่ 'ควรจะเป็น' การที่ลูกถูกขับออกจากตระกูลนั้นเป็นความสมัครใจของลูกเอง แต่หากวันนี้ฝ่าบาทมีพระเมตตาแต่งตั้งลูกเป็นพระชายาเอก ใครหน้าไหนจะมีอำนาจคัดค้านพระประสงค์ของโอรสสวรรค์ได้เล่าเจ้าคะ?" นางเว้นจังหวะ ก่อนจะเบนสายตาไปที่ไป๋ลี่อินที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างบิดา ดวงตาคู่นั้นของนางมีความหมายบางอย่างที่ทำให้น้องสาวตัวดีต้องถอยกรูดไปด้านหลัง "ตำแหน่งพระชายาเอกที่ท่านพี่ลี่อินถวิลหา... ข้าขอรับไว้ด้วยความเต็มใจเจ้าค่ะ" ฮ่องเต้นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมาเสียงดัง "ดี! ในเมื่อฉินอ๋องเลือกแล้ว และบุตรสาวผู้นี้ก็กล้าหาญยิ่งนัก เราตกลง! ให้ไป๋ลี่หลินรับตำแหน่งพระชายาเอกแห่งฉินอ๋องนับแต่นี้เป็นต้นไป!" ประกาศิตดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจตระกูลไป๋ ไป๋ลี่หลินก้มหน้ารับพระราชโองการ มือของนางสั่นเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความแค้นที่รุมเร้าจนแทบจะระเบิดออก นางรู้ดีว่าหลังจากก้าวออกจากวังหลวงไป เส้นทางที่รออยู่เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยกับดักและหยดเลือด ในคืนนั้น ณ ตำหนักส่วนตัวของฉินอ๋อง บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงฟืนแตกปะทุในเตาผิง เซียวจ้านถิงเดินเข้ามาหาลี่หลินที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองดูแสงจันทร์ที่อาบไล้ใบหน้านวล "เจ้าไม่ได้ทำไปเพราะความรักใช่หรือไม่" เขาถามเบาๆ เสียงนุ่มทุ้มแต่แฝงความนัย ลี่หลินหมุนตัวกลับมา รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าช่างงดงามและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน "ท่านก็ไม่ได้ทำไปเพราะความรักเช่นกัน... ท่านอ๋อง เราต่างก็เป็นนักหมากรุกที่กำลังเดินหมากเพื่อทำลายกระดานของกันและกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ?" เซียวจ้านถิงก้าวเข้าประชิดตัวนาง จนลมหายใจอุ่นร้อนสัมผัสได้ที่ข้างแก้ม เขาโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบา "ถูกของเจ้า... แต่ข้าเพิ่งค้นพบว่า การทำลายกระดานพร้อมกับเจ้า... อาจจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกที่สุดในชีวิตที่แสนน่าเบื่อนี้" มือหนาเอื้อมไปหยิบถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะส่งต่อให้ลี่หลิน "ดื่มสิ... ชานี้ข้าปรุงเองกับมือ" ไป๋ลี่หลินมองถ้วยชาในมือ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ นางรู้ดีว่าในน้ำชานี้อาจมีคำตอบของทุกอย่าง... ไม่ว่าจะเป็นพันธสัญญาแห่งความแค้น หรือจุดจบของชีวิตที่นางเพิ่งได้รับโอกาสให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ นางยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก ทว่าก่อนที่จะได้ดื่ม ทหารองครักษ์คนสนิทของฉินอ๋องก็พรวดพราดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพอวี้เหวินฮ่าว... เขาบุกยึดกองกำลังทหารม้าที่ชายแดน และกำลังเคลื่อนทัพกลับเมืองหลวงโดยไม่ได้รับคำสั่ง! เขาส่งสาส์นมาฉบับหนึ่ง... สาส์นเลือดที่ระบุชื่อของพระชายาเอกโดยเฉพาะ!" มือของลี่หลินสั่นเทา ถ้วยชาในมือร่วงหล่นลงพื้น แตกกระจายไม่มีชิ้นดี กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ผสมในน้ำชาโชยขึ้นมา... พร้อมกับความจริงที่ว่า กลิ่นนี้คือ 'ยาพิษตระกูลอวี้' ที่เขาเคยใช้สังหารนางในชาติก่อน ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยาดเหงื่อและคราบน้ำตามากับลี่หลินจนถึงวินาทีที่ความจริงเริ่มเผยตัวในเงามืดนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกขอกลับชาติมาทวงบัลลังก์แค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%